- หน้าแรก
- ยอดกวีขยี้บัลลังก์
- บทที่ 45 - พายุโหมกระหน่ำ
บทที่ 45 - พายุโหมกระหน่ำ
บทที่ 45 - พายุโหมกระหน่ำ
บทที่ 45 - พายุโหมกระหน่ำ
เป็นอย่างที่คิด ผู้หญิงมักจะชอบเรื่องซุบซิบเสมอ ดวงตากลมโตของชุ่ยโม่เปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเต็มเปี่ยม
ซูเฉิงกระแอมออกมาทีหนึ่งเพื่ออธิบาย "มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ เอี๊ยมขององค์หญิงมาตกอยู่ในมือข้า ข้าจะเอาไปคืนก็คืนไม่ได้ จะโยนทิ้งก็ไม่เหมาะสม จะเก็บไว้ก็ไม่มีที่เก็บ เพราะก่อนหน้านี้ข้ายังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเลย ก็เลยต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลา"
ซูเฉิงเริ่มระบายความในใจ "เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าต้องอยู่อย่างหวาดระแวงทุกวัน กลัวว่าเอี๊ยมนั่นจะร่วงออกมาตอนไหน ไม่อย่างนั้นต่อให้ข้ามีสักพันปากก็คงอธิบายเรื่องนี้ไม่ถูก!"
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ชุ่ยโม่พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเรื่อง "ในเมื่อผืนหนึ่งเป็นขององค์หญิง แล้วอีกผืนล่ะเจ้าค่ะ?"
ซูเฉิงอธิบายต่อ "นั่นมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด! ข้าเขียนบทกวีไว้ไม่กี่บทก็นับว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง ครั้งก่อนที่ข้าไปดื่มเหล้ากับพวกเฉิงฉู่มั่วที่หอเซียงหมาน ข้าดื่มหนักไปหน่อย พอดีว่าแม่นางงามอันดับหนึ่งของหอเซียงหมานเลื่อมใสในตัวข้าน่ะ"
ชุ่ยโม่หน้าแดงเรื่อพลางทำท่าเข้าใจ "อ้อ นางคงคิดว่า... คิดว่าท่านโป๋มีรสนิยมชมชอบด้านนี้ นางก็เลย..."
ซูเฉิงพยักหน้าอย่างจริงจัง "ใช่แล้ว มันเป็นแบบนั้นแหละ! เฮ้อ ที่จริงข้าไม่ได้มีความชอบอะไรแบบนั้นเลยนะชุ่ยโม่ พวกเจ้าต้องเชื่อข้านะ!"
สายตาของซูเฉิงเต็มไปด้วยความเว้าวอน ชุ่ยโม่ลอบยิ้มที่มุมปากพลางพยักหน้า "เจ้าค่ะ ท่านโป๋โปรดวางใจ บ่าวจะอธิบายให้พวกนางเข้าใจเอง ท่านโป๋พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ!"
ไม่นานนักเสียงกุกกักจากห้องด้านนอกก็ดังขึ้น นั่นคือชุ่ยโม่ที่นอนเฝ้าอยู่ด้านนอกเพื่อรอรับคำสั่งของซูเฉิงได้ทุกเมื่อ
ซูเฉิงนอนอยู่บนเตียงแต่กลับข่มตาหลับไม่ลง ที่จริงตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ต่อให้เอี๊ยมสองตัวนั้นไม่ร่วงออกมาในห้องน้ำ เขาก็คงปิดบังพวกชุ่ยโม่ไม่ได้อยู่ดี เพราะกิจวัตรประจำวันของเขาล้วนมีพวกนางเป็นคนคอยดูแลจัดการให้
ในขณะที่ซูเฉิงกำลังพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย เขาหารู้ไม่ว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้น
ณ ตำหนักไท่จี๋ การประชุมท้องพระโรงยามเช้า
"กระหม่อม เฉินชาง ผู้ตรวจการ ขอฎีกากล่าวโทษอันคังโป๋ซูเฉิงฐานทำลายของขวัญพระราชทาน ขอฝ่าบาทโปรดลงทัณฑ์อันคังโป๋อย่างเข้มงวดด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
"กระหม่อม เผยเซี่ยงหนาน ผู้ตรวจการ ขอฎีกากล่าวโทษอันคังโป๋ซูเฉิง การที่ฝ่าบาทพระราชทานรางวัลให้นั้นนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น แต่อันคังโป๋กลับจงใจทำลายของขวัญพระราชทาน เจตนาเช่นนี้ช่างน่ารังเกียจนักพ่ะย่ะค่ะ!"
"
เฉิงย่าวจินที่กำลังสัปหงกอยู่พลันสะดุ้งตื่นทันที เหตุใดจู่ๆ ถึงมีคนพากันกล่าวโทษซูเฉิงมากมายขนาดนี้?
เฉิงย่าวจินถึงกับอึ้งไป แม้ซูเฉิงจะมีความชอบจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเซี่ยนโป๋ แต่ตัวเขาไม่มีตำแหน่งขุนนางที่มีอำนาจหน้าที่จริงๆ จึงไม่น่าจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับเหล่าขุนนางในตำหนักนี้ แล้วเหตุใดถึงถูกรุมถล่มเช่นนี้?
เว่ยฉือกงกระซิบถามเสียงเบา "เจ้าหนูนั่นไปทำอะไรมา? ไปล่วงเกินใครเข้าล่ะ?"
ต้องไปล่วงเกินใครเข้าแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีขุนนางนับสิบคนพร้อมใจกันกล่าวโทษซูเฉิงเช่นนี้ และคนที่ซูเฉิงไปล่วงเกินย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
เฉิงย่าวจินส่ายหน้าอย่างมึนงง "ข้าจะไปรู้ได้ยังไง?"
สายตาของเฉิงย่าวจินเบนไปทางจางซุนอู๋จี้ หรือจะเป็นเจ้าเต่าล้านปีนี่?
คนที่กล่าวโทษซูเฉิงล้วนเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น และจางซุนอู๋จี้ก็มีบารมีในหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างยิ่ง แม้เรื่องที่องค์หญิงฉางเล่อจะแต่งงานกับซูเฉิงยังไม่ได้ประกาศต่อสาธารณะ แต่เฉิงย่าวจินก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว
องค์หญิงฉางเล่อเกือบจะได้เป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลจางซุนอยู่แล้ว แต่กลับถูกซูเฉิงชิงตัดหน้าไป จางซุนอู๋จี้ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจแน่ แต่ตามหลักการแล้วจางซุนอู๋จี้ก็ไม่น่าจะลงมือกับซูเฉิงรุนแรงขนาดนี้
เพราะจางซุนอู๋จี้ย่อมรู้ดีว่า การที่องค์หญิงฉางเล่อจะแต่งกับซูเฉิงนั้นไม่อาจขัดขวางได้อีกแล้ว การที่เขาลงมือกับซูเฉิงรังแต่จะทำให้ฮองเฮาทรงไม่พอใจ
ดังนั้นเฉิงย่าวจินจึงตัดชื่อจางซุนอู๋จี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แล้วจะเป็นใครกันล่ะ?
ซูเฉิงจะไปล่วงเกินใครได้อีกล่ะ?
เว่ยเจิงหรือ?
เว่ยเจิงเป็นคนซื่อตรง หากเขาจะกล่าวโทษซูเฉิง เขาก็คงจะลงมือด้วยตัวเองไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องส่งคนอื่นมาทำแทนมากมายขนาดนี้
เฉิงย่าวจินคิดวนไปวนมาก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นใคร
หลี่ซื่อหมินเองก็อึ้งไปเช่นกัน เขาไม่คิดว่าจู่ๆ จะมีคนมากมายกระโดดออกมากล่าวโทษซูเฉิง เขาเองก็สงสัยว่าซูเฉิงไปล่วงเกินใครเข้า?
เมื่อได้ยินคนมากมายเรียกร้องให้ลงทัณฑ์ซูเฉิงอย่างหนัก หลี่ซื่อหมินก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เจ้าหนูนั่นอวดดีไปวันๆ ในที่สุดกรรมก็ตามสนันเสียทีนะ?
หลี่ซื่อหมินกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น "หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความจริง เราจะลงโทษซูเฉิงอย่างแน่นอน!"
เมื่อนึกถึงการที่จะได้จัดการเจ้าหนูนั่น หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก เขาเริ่มรู้สึกหมั่นไส้เจ้าเด็กนี่มานานแล้ว ไม่สิ เขาไม่เคยรู้สึกชอบขี้หน้าเจ้าเด็กนี่เลยต่างหาก!
หลังเลิกประชุมท้องพระโรงยามเช้า เฉิงย่าวจินก็รีบพุ่งตรงไปยังจวนอันคังโป๋ทันที
เมื่อเห็นซูเฉิงกำลังนั่งละเมียดกินมื้อเช้าอย่างสบายอารมณ์ เฉิงย่าวจินก็แทบจะกระอักด้วยความโมโห เขาแผดเสียงตะโกน "เจ้าหนูซู! เจ้ายังมีอารมณ์มากินมื้อเช้าอยู่อีกหรือ? เจ้ารู้ไหมว่าวันนี้ในท้องพระโรงมีขุนนางเป็นสิบคนร่วมกันกล่าวโทษเจ้า?"
"วันนี้มีขุนนางเป็นสิบคนกล่าวโทษหม่อมฉันงั้นหรือ?" ซูเฉิงถามอย่างงุนงง
เฉิงย่าวจินพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาต้องทำให้เจ้าเด็กนี่รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของวงการขุนนางเสียบ้าง!
ทว่าซูเฉิงกลับยิ้มออกมาเสียอย่างนั้น
เฉิงย่าวจินมองเขาด้วยความฉงน เจ้าเด็กนี่คงไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้จนตกใจจนเสียสติไปแล้วหรอกนะ?
ซูเฉิงถามด้วยความดีใจ "ถ้าอย่างนั้น หม่อมฉันก็ไม่ต้องแต่งงานกับองค์หญิงแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?"
เฉิงย่าวจินหน้าดำคร่ำเครียด "เจ้าจะต้องแต่งกับองค์หญิงหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ฝ่าบาทตรัสไว้ว่าหากเป็นเรื่องจริงจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก!"
ซูเฉิงเกาหัวพลางถาม "กล่าวโทษหม่อมฉัน? ข้อหาอะไร? หรือว่าเป็นเพราะหม่อมฉันเสนอให้ใช้นักโทษมาสร้างถนน?"
เฉิงย่าวจินส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องนั้น พวกเขากล่าวโทษว่าเจ้าจงใจทำลายของขวัญพระราชทาน เจ้าหนู ช่วงนี้เจ้าไปล่วงเกินใครเข้า? ใครกันที่ทุ่มกำลังมหาศาลเพื่อแก้แค้นเจ้าขนาดนี้? แล้วเจ้าทำลายของขวัญพระราชทานจริงๆ หรือ?"
ทำลายของขวัญพระราชทานงั้นหรือ? ฮ่องเต้เคยให้อะไรเขาบ้างนะ? มีบ้าน แล้วก็ถ้วยแก้วนั่น
เมื่อคิดได้ดังนี้ ซูเฉิงก็พลันเข้าใจแจ่มแจ้ง ต้องเป็นหวังชิงหยุนแน่ๆ เมื่อวานเขาเห็นถ้วยแก้วใบนั้นแตกกระจาย เลยคิดว่าเป็นถ้วยแก้วพระราชทาน ก็เลยส่งขุนนางจำนวนมากมากล่าวโทษเขาในที่ประชุมท้องพระโรง
มิน่าล่ะเจ้าหมอนั่นถึงได้เดินจากไปด้วยท่าทางอวดดีนัก บอกว่าเขาจะต้องคุกเข่าอ้อนวอน ที่แท้ก็มั่นใจในแผนการนี้นี่เอง
ซูเฉิงได้สัมผัสถึงอิทธิพลของห้าแซ่เจ็ดตระกูลสูงเข้าให้แล้ว เพียงแค่หวังชิงหยุนคนเดียวกลับสามารถสั่งการขุนนางจำนวนมากให้กล่าวโทษเขาได้
เหอะ หลี่ซื่อหมินที่เป็นฮ่องเต้นี่ก็ดูจะลำบากไม่น้อยเลยนะ ซูเฉิงเริ่มรู้สึกสงสารหลี่ซื่อหมินขึ้นมาตงิดๆ
เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ซูเฉิงก็ยิ่งสงบนิ่งมากขึ้น เพราะถ้วยแก้วที่เขาขว้างแตกไปเมื่อวานไม่ใช่ของพระราชทานเลยสักนิด แต่มันเป็นสิ่งที่เขาเผาขึ้นมาเองต่างหาก
เฉิงย่าวจินตะคอกด้วยความขัดใจ "เจ้าเด็กคนนี้ยังจะมายิ้มรื่นอยู่อีก! ความผิดฐานทำลายของขวัญพระราชทานนั้นมีโทษหนักเบาต่างกันไป หากจะลงโทษขั้นรุนแรงถึงกับตัดหัวได้เลยนะ! เจ้าไปล่วงเกินใครเข้ากันแน่?"
ซูเฉิงยิ้มอย่างใจเย็น "หวังชิงหยุน แห่งตระกูลหวังแห่งไท่หยวนพ่ะย่ะค่ะ เขาหิ้วเงินหนึ่งพันกวานมาขอซื้อสูตรลับของซาวเตาจื่อ"
เฉิงย่าวจินถ่มน้ำลายพลางด่า "หนึ่งพันกวานจะมาซื้อสูตรซาวเตาจื่อ? ตระกูลหวังแห่งไท่หยวนนี่มันช่างหน้าเลือดจริงๆ! แล้วเจ้าทำลายของพระราชทานชิ้นไหนไป?"
ซูเฉิงหัวเราะ "หวังชิงหยุนคนนั้นอวดดีเกินไป หม่อมฉันเลยโกรธจนขว้างถ้วยหลิวหลีทิ้งไปใบหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ!"
เฉิงย่าวจินถึงกับอึ้งกิมกี่ไปทันที นี่เจ้ากล้าขว้างถ้วยหลิวหลีที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ทิ้งเชียวหรือ?
(จบแล้ว)