- หน้าแรก
- สัประยุทธ์ทะลุฟ้า เทพทรูประจำแมพ ข้าคือจุดสูงสุด
- บทที่ 2: โรงประมูลมิเทล!
บทที่ 2: โรงประมูลมิเทล!
บทที่ 2: โรงประมูลมิเทล!
โรงประมูลมิเทลเป็นของตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในจักรวรรดิเจียหม่า นั่นคือตระกูลมิเทล
ตระกูลมิเทล ตระกูลน่าหลัน และตระกูลอินเทล ได้รับการขนานนามว่าเป็นสามขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งจักรวรรดิเจียหม่า
ด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบา เฉินหยางเดินตามคำบอกทางของผู้คนสัญจรไปมาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูทางเข้าโรงประมูลมิเทล
แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ แต่ก็มีผู้คุ้มกันพร้อมอาวุธครบมือหลายนายยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูโรงประมูล
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในตัวอาคาร คลื่นความเย็นสายหนึ่งก็ปะทะเข้ากับร่างของเขาทันที
เฉินหยางมองดูห้องโถงอันโอ่อ่าตระการตา กวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องประเมินราคา
ภายในห้องประเมินราคา ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีเบื่อหน่ายเล็กน้อยไม่ได้มีท่าทีดูแคลนเฉินหยางเพราะการแต่งกายของเขาเลย ชายผู้นั้นลุกขึ้นยืนพร้อมกับรอยยิ้มแบบมืออาชีพและเดินเข้ามาหา "น้องชาย เจ้าต้องการนำของมาประเมินราคางั้นหรือ?"
เฉินหยางส่ายหน้า "โรงประมูลของพวกท่านน่าจะมีนักปรุงโอสถอยู่ใช่หรือไม่?"
ชายวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า "ถูกต้องแล้ว ปรมาจารย์กู่หนี่แห่งโรงประมูลมิเทลเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับสอง เรื่องนี้ทุกคนในเมืองอู๋ถานต่างก็รู้ดี น้องชายต้องการขอให้ปรมาจารย์กู่หนี่ช่วยปรุงโอสถให้กระนั้นหรือ?"
ผู้ประเมินราคาที่ได้รับการฝึกฝนจากตระกูลมิเทลย่อมไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจหลุดมือไปอย่างแน่นอน
เฉินหยางวางมือลงบนโต๊ะและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ก็ถือว่าใช่ รบกวนท่านช่วยแนะนำข้าให้รู้จักกับปรมาจารย์กู่หนี่ได้หรือไม่?"
ชายวัยกลางคนมองใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเฉินหยาง ประสบการณ์บอกเขาว่าชายหนุ่มผู้นี้อาจไม่มีกำลังพอที่จะว่าจ้างนักปรุงโอสถระดับสองได้ ทว่าเมื่อสายตาของเขาตวัดไปเห็นมือซ้ายของเฉินหยางที่วางอยู่บนโต๊ะ รูม่านตาของเขาก็พลันหดเล็กลง
เขามองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าแหวนบนนิ้วของเฉินหยางคือแหวนมิติ การที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งครอบครองแหวนมิติได้ ทรัพย์สินเงินทองของเขาย่อมต้องไม่ธรรมดา
"นายท่าน โปรดตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปพบปรมาจารย์กู่หนี่เดี๋ยวนี้ขอรับ" รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าของชายวัยกลางคนมลายหายไป สรรพนามที่ใช้เรียกขานก็เปลี่ยนจาก 'น้องชาย' เป็น 'นายท่าน' ในทันที
เฉินหยางพยักหน้าและเดินตามชายวัยกลางคนออกจากห้อง ขึ้นบันได และเลี้ยวตรงหัวมุม ไม่นานก็มาถึงหน้าประตูบานหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเฝ้าอยู่หน้าประตู ชายวัยกลางคนก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วเคาะประตู
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก!"
"ใครน่ะ?"
"ท่านปรมาจารย์กู่หนี่ มีนายท่านผู้หนึ่งต้องการขอให้ท่านช่วยปรุงโอสถให้ขอรับ" ชายวัยกลางคนยืนอยู่หน้าประตูและกล่าวด้วยความเคารพ
เขาเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหกดาวธรรมดาๆ ในขณะที่กู่หนี่ซึ่งอยู่ด้านในไม่เพียงแต่เป็นนักปรุงโอสถระดับสองเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงมหาคุรุยุทธ์ระดับสามดาวอีกด้วย
"โอ้"
เมื่อได้รับเสียงตอบรับ ชายวัยกลางคนก็ยืนรอต่อไป ห้องของนักปรุงโอสถไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปได้ตามอำเภอใจ
แอ๊ด!
ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูก็เปิดออก ชายชราผมขาวในชุดคลุมสีเขียวเดินออกมา
"ท่านปรมาจารย์ นี่คือนายท่านที่ต้องการขอให้ท่านช่วยปรุงโอสถขอรับ" ชายวัยกลางคนกล่าวพลางโค้งคำนับกู่หนี่เล็กน้อย
"อืม" ใบหน้าของกู่หนี่เผยให้เห็นถึงความหยิ่งยโสซึ่งเป็นลักษณะนิสัยทั่วไปของเหล่านักปรุงโอสถ เขาหันหน้าไปปรายตามองเฉินหยาง ทว่าจู่ๆ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน ชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้กลับเป็นนักปรุงโอสถเช่นเดียวกัน
"เจ้าไปได้แล้ว" กู่หนี่กล่าวกับชายวัยกลางคน สีหน้าหยิ่งผยองอ่อนลงเล็กน้อย
"ขอรับ!"
เมื่อชายวัยกลางคนเดินจากไป กู่หนี่ก็เชิญเฉินหยางเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ก้าวเข้ามา เฉินหยางก็ได้กลิ่นหอมของสมุนไพรอบอวลไปทั่ว เขาเหลือบมองเตาปรุงโอสถตรงมุมห้อง ก่อนจะหันไปมองกู่หนี่แล้วเอ่ยยิ้มๆ "ปรมาจารย์กู่หนี่ เมื่อครู่นี้ท่านกำลังพยายามปรุงโอสถฟื้นฟูปราณระดับสามอยู่ใช่หรือไม่?"
"หืม???" กู่หนี่มองเฉินหยางด้วยความประหลาดใจ การที่สามารถแยกแยะโอสถที่เขากำลังปรุงอยู่ได้เพียงแค่ดมกลิ่น—หรือว่าชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้จะเป็นนักปรุงโอสถระดับสาม?
"ถูกต้องแล้ว นายน้อยทราบได้อย่างไร?" กู่หนี่จงใจหยั่งเชิง อยากรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นนักปรุงโอสถระดับสามจริงๆ หรือว่าแค่คาดเดาจากเหตุผลอื่น
"ข้าเพิ่งเลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับสามเมื่อไม่นานมานี้ ข้าเคยปรุงโอสถฟื้นฟูปราณพวกนี้มาหลายเตาแล้ว ย่อมคุ้นเคยกับมันเป็นธรรมดา" ขณะที่พูด เฉินหยางก็เดินไปที่เตาปรุงโอสถของกู่หนี่แล้วใช้มือปัดฝุ่นเบาๆ
นี่คือเตาปรุงโอสถระดับสอง ในทางทฤษฎีแล้วมันสามารถนำมาใช้ปรุงโอสถระดับสามได้ แต่อัตราความสำเร็จจะต่ำกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น กู่หนี่เป็นเพียงนักปรุงโอสถระดับสองเมื่อดูจากภายนอก การปรุงโอสถฟื้นฟูปราณระดับสามนี้เป็นเพียงแค่ความพยายามลองผิดลองถูกของเขาเท่านั้น
"ในเมื่อใต้เท้าเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับสาม แล้วเหตุใดจึงมาหาข้าเพื่อให้ช่วยปรุงโอสถเล่า?" กู่หนี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"หากข้าไม่พูดเช่นนั้น ผู้ประเมินราคาจะพาข้ามาพบปรมาจารย์กู่หนี่ได้อย่างไรเล่า?" เฉินหยางหันกลับมาถามกู่หนี่กลับ
"นั่นก็จริง..." กู่หนี่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถามอีกครั้ง "ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีธุระอันใดกับข้าเป็นการเฉพาะหรือ?"
แค่นักปรุงโอสถระดับสามยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กู่หนี่แสดงความเคารพถึงเพียงนี้ ทว่านักปรุงโอสถระดับสามที่ยังเยาว์วัยขนาดนี้ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เท่าที่เขารู้ องค์หญิงน้อยแห่งราชวงศ์และศิษย์เอกของราชันโอสถกู่เหอก็น่าจะอยู่ในระดับนี้เท่านั้น
เมื่อได้ยินคำพูดของกู่หนี่ เฉินหยางก็รู้ว่าถึงเวลาแสดงละครของเขาแล้ว เขาเอื้อมมือไปเคาะเตาปรุงโอสถของกู่หนี่จนเกิดเสียงดังเคร้ง ก่อนจะถอนหายใจและกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
"เฮ้อ!"
"ช่างน่าอับอายนก หลังจากที่ข้าทะลวงระดับกลายเป็นนักปรุงโอสถระดับสามได้เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข้าจึงลองปรุงโอสถที่ยังไม่ทราบสรรพคุณขึ้นมา เพื่อเป็นการทดสอบ ข้าเลยนำไปให้สัตว์อสูรเลี้ยงของศิษย์พี่หญิงกิน ผลก็คือข้าเกือบจะวางยามันจนตาย"
"พอศิษย์พี่หญิงรู้เรื่อง นางก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางยึดเหรียญทอง โอสถ และสมุนไพรของข้าไปจนหมด ทั้งยังเตะข้าออกจากสำนัก และสั่งห้ามไม่ให้ข้ากลับไปจนกว่าข้าจะทะลวงถึงระดับยอดวิญญาณยุทธ์!"
"ในสำนัก ข้าไม่กลัวอาจารย์หรือเหล่าผู้อาวุโสหรอก ข้ากลัวก็แต่ศิษย์พี่หญิงของข้าเท่านั้น นางอายุมากกว่าข้าเพียงสองปี แต่นางกลับเป็นถึงยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์และนักปรุงโอสถระดับห้าไปแล้ว"
"ตอนนี้ข้าหมดเนื้อหมดตัว ข้าได้ยินมาว่าโรงประมูลมิเทลของตระกูลมิเทลในจักรวรรดิเจียหม่าของพวกท่านค่อนข้างมีชื่อเสียง ข้าก็เลยอยากจะขอยืมสมุนไพรสักหน่อยเพื่อนำมาปรุงเป็นโอสถแล้วนำไปแลกเป็นเงิน"
"หากโรงประมูลของท่านยินดี เราก็สามารถสร้างความร่วมมือระยะยาวกันได้ ข้าเองก็ต้องการทรัพยากรเพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียรและฝึกฝนวิชาปรุงโอสถด้วยเช่นกัน!"
เฉินหยางเพียงแค่แต่งเรื่องขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ แม้จะไม่ใช่เรื่องแต่งไปเสียทั้งหมดก็ตาม
ศิษย์พี่หญิงในเรื่องเล่าก็คือรุ่นพี่สาวที่เขาเคยไปปั่นจักรยานด้วย ส่วนสัตว์เลี้ยงที่ถูกวางยาก็คือแมวลายวัวที่นางเลี้ยงไว้ เพียงแต่ว่าเจ้าแมวนั่นแค่อาการท้องเสียเพราะไปแอบขโมยของกินก็เท่านั้น
ในขณะเดียวกัน กู่หนี่ก็ยืนฟังด้วยสีหน้าเหม่อลอย
ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์และนักปรุงโอสถระดับห้าที่อายุมากกว่าเจ้าแค่สองปีเนี่ยนะ?
แล้วนางบอกให้เจ้ากลับไปได้ก็ต่อเมื่อไปถึงระดับยอดวิญญาณยุทธ์? นั่นไม่ได้หมายความว่าตอนนี้เจ้าเป็นถึงมหาคุรุยุทธ์ แถมยังเป็นระดับสูงอีกด้วยงั้นหรือ?
แม้แต่สำนักม่านเมฆาในจักรวรรดิเจียหม่าก็ไม่น่าจะสร้างอัจฉริยะแบบนี้ขึ้นมาได้ใช่ไหม?
เมื่อครู่นี้เขาพูดว่า 'จักรวรรดิเจียหม่าของพวกท่าน' หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากสำนักชั้นนำในดินแดนอื่น?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่กู่หนี่มองเฉินหยางก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและความระแวงสงสัย
เมื่อเห็นสีหน้าของกู่หนี่ เฉินหยางก็รู้ว่าหากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง แผนการในวันนี้คงไม่เป็นผล เขาจึงโคจรปราณยุทธ์ในร่าง ปราณยุทธ์สีแดงเพลิงพวยพุ่งออกมาทันที มันควบแน่นโดยไม่แตกซ่าน ก่อตัวเป็นเกราะปราณยุทธ์สีแดงเพลิงห่อหุ้มร่างกายของเขาไว้
"เกราะปราณยุทธ์... แถมกลิ่นอายของเขายังแข็งแกร่งกว่าเซียวจ้านแห่งตระกูลเซียวเสียอีก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นถึงมหาคุรุยุทธ์ระดับสูง!"
หากก่อนหน้านี้กู่หนี่เชื่อคำพูดของเฉินหยางเพียงครึ่งเดียว ตอนนี้เขาก็เชื่อไปแล้วอย่างน้อยเก้าสิบส่วน
ส่วนอีกสิบส่วนที่เหลือนั้นเป็นความสงสัยเกี่ยวกับทักษะการปรุงโอสถของเฉินหยาง
"ปรมาจารย์กู่หนี่ เอาเป็นว่าข้าจะลองปรุงโอสถฟื้นฟูปราณสักเตาให้ท่านดูเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่ แล้วจากนั้นพวกเราค่อยมาคุยเรื่องราคากัน?" เฉินหยางตบเตาปรุงโอสถใต้ฝ่ามือเบาๆ และเสนอขึ้น
"ย่อมได้สิ!"
กู่หนี่ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปฏิเสธ
ประการแรก เขาเองก็ต้องการผูกมิตรกับนักปรุงโอสถระดับสามรุ่นเยาว์ผู้นี้
ประการที่สอง ในฐานะนักปรุงโอสถของตระกูลมิเทล เขาย่อมต้องช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับโรงประมูลมิเทล หากผลประกอบการของสาขาเมืองอู๋ถานดีขึ้นเพราะชายหนุ่มผู้นี้ เขาก็อาจมีโอกาสได้ย้ายกลับไปที่เมืองหลวง
ประการสุดท้าย ชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้เป็นถึงมหาคุรุยุทธ์ระดับสูง เขาเกรงว่าหากเขาปฏิเสธและไปล่วงเกินอีกฝ่ายเข้า ชายหนุ่มอาจใช้กำลังปล้นโรงประมูลแล้วหลบหนีไป
หากเป็นเช่นนั้น มันก็จะเป็นความผิดของเขาเอง
"ไม่ทราบว่า... จะสะดวกหรือไม่หากนายน้อยจะกรุณาบอกนามของท่าน?" กู่หนี่รู้ดีว่าเหล่านักปรุงโอสถล้วนเป็นพวกมีนิสัยแปลกประหลาด บางคนก็ไม่ชอบเปิดเผยชื่อของตน เขาจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"ไม่มีอะไรไม่สะดวกหรอก ผู้น้อยเฉินหยาง คงต้องรบกวนปรมาจารย์กู่หนี่แล้ว!" เฉินหยางกล่าวพร้อมกับยิ้มและประสานมือคารวะ
"น้องชายเฉินหยางเกรงใจกันเกินไปแล้ว นี่คือสมุนไพรสำหรับปรุงโอสถฟื้นฟูปราณระดับสามจำนวนสองชุด เชิญท่านปรุงโอสถที่นี่ได้เลย ข้าจะออกไปสั่งการด้านนอกเพื่อไม่ให้มีใครเข้ามารบกวนท่าน!" กู่หนี่ประสานมือคารวะตอบ ก่อนจะหยิบสมุนไพรสองชุดออกจากแหวนมิติและเตรียมตัวหันหลังเดินจากไป
บนทวีปปราณยุทธ์ เทคนิคการปรุงโอสถของนักปรุงโอสถถือเป็นความลับที่หวงแหนยิ่งนัก แม้แต่อาจารย์กับศิษย์ก็ยังอาจปกปิดกันและกัน นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งบังเอิญมาพบกัน
ทว่า ในขณะที่กู่หนี่กำลังจะก้าวเท้าออกไป เฉินหยางก็ยกมือขึ้นและกล่าวว่า "ปรมาจารย์กู่หนี่ โปรดอยู่ดูเป็นเพื่อนข้าที่นี่เถิด!"
กู่หนี่ชะงักงัน "นี่... น้องชายเฉินหยาง ท่านไม่กลัวว่าข้าจะแอบขโมยเทคนิคของท่านไปกระนั้นหรือ?"
เฉินหยางหัวเราะร่วน "ฮ่าๆ... อาจารย์ของข้าเคยกล่าวไว้ว่า บนทวีปปราณยุทธ์นี้มีนักปรุงโอสถระดับแนวหน้าอยู่มากมายนับไม่ถ้วน เหตุใดพวกเราจึงต้องมานั่งหวงแหนเทคนิคอันตื้นเขินเพียงเท่านี้ด้วยเล่า?"
กล่าวจบ เฉินหยางก็นั่งขัดสมาธิลงและหยิบเตาปรุงโอสถของตนออกมาจากแหวนมิติ "ปรมาจารย์กู่หนี่ เชิญท่านดูได้ตามสบาย หากท่านสามารถเรียนรู้อะไรได้สักอย่างสองอย่างและช่วยพัฒนาวิชาปรุงโอสถของท่านได้ เมื่อข้ากลับไป อาจารย์ก็อาจจะเอ่ยปากชมข้าก็เป็นได้!"
ท่าทางของเฉินหยางที่ดูราวกับต้องการทำประโยชน์ให้แก่เหล่านักปรุงโอสถทั่วทั้งใต้หล้า ทำให้กู่หนี่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เฉินหยางไม่ได้มีจิตใจเมตตาอารีเสียสละถึงเพียงนั้น เขาเพียงแค่ทำไปเพื่อดูว่าเขาจะสามารถผลักดันให้กู่หนี่กลายเป็นนักปรุงโอสถระดับสามได้หรือไม่
เมื่อถึงเวลานั้น ระบบก็จะทำงานตามกลไกของมันอีกครั้ง และช่วยยกระดับทักษะการปรุงโอสถของเขาให้สูงขึ้นไปอีก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉินหยางก็ยิ้มและส่ายหน้า เขาประทับมือขวาลงบนช่องพ่นไฟ โคจรปราณยุทธ์ในร่าง และถ่ายเทมันเข้าไปด้านใน...