- หน้าแรก
- สำนักเซียนนี้มีแต่คนขี้เกียจ
- บทที่ 20 รูปถ่ายของคนสามคน
บทที่ 20 รูปถ่ายของคนสามคน
บทที่ 20 รูปถ่ายของคนสามคน
บทที่ 20 รูปถ่ายของคนสามคน
หลินอวี่ซิวถือโทรศัพท์ไว้ในมือ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสิ่งของที่ประณีตงดงามเช่นนี้ แม้จะบอกว่าเป็นสมบัติวิญญาณ แต่นางก็ไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะนางสัมผัสไม่ได้ถึงปราณวิญญาณจากมันเลย ดังนั้นจึงไม่น่าจะนับเป็นสมบัติวิญญาณได้
วินาทีที่หน้าจอสว่างขึ้น นางถึงกับอุทานออกมาเมื่อเห็นรูปเซลฟี่ของเย่หลิงหวงเป็นภาพหน้าจอ นางอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อว่า "ของของศิษย์น้อง ทำไมถึงมีรูปพอร์ตเทรตของหลิงหวงอยู่ล่ะ?"
ใบหน้าของเย่หลิงหวงแดงระเรื่อ นางค้อนมองเฉินเสวียนวงหนึ่ง "ศิษย์น้องเผลอตั้งค่าไว้ แล้วยังไม่ได้เปลี่ยนน่ะ"
"อ้อ~ เผลอไปงั้นเหรอ?" หลินอวี่ซิวยิ้มอย่างมีเลศนัย
"จะดูไหม ถ้าไม่ดูก็คืนมา" เย่หลิงหวงกล่าวด้วยความรำคาญแกมเขินอาย
"ดูสิ ดูๆ! พอหน้าจอมันสว่างแล้ว ต้องใช้งานยังไงต่อล่ะ?" หลินอวี่ซิวถาม
เย่หลิงหวงตั้งใจจะปลดล็อกด้วยตัวเอง แต่กลัวว่าจะโดนหลินอวี่ซิวล้อเลียนอีก นางจึงส่งสัญญาณให้เฉินเสวียนเป็นคนทำ
เมื่อเข้าสู่หน้าจอหลัก เฉินเสวียนไม่รอช้า รีบเปิดแอปกล้องถ่ายรูปซึ่งอยู่ในโหมดกล้องหน้าทันที
หลินอวี่ซิวจ้องมองหน้าจอที่สว่างจ้า ซึ่งแสดงภาพของนางและเฉินเสวียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความตกตะลึงในดวงตาของนางเพิ่มทวีคูณ "โลกนี้มีของวิเศษขนาดนี้เชียวหรือ? แปลกตรงที่ข้าไม่รู้สึกถึงความผันผวนของปราณวิญญาณเลยแม้แต่น้อย"
"เพราะเหตุนี้ไงครับ ในโลกนี้ถึงมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น" เฉินเสวียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากสาธิตฟังก์ชันการถ่ายภาพให้หลินอวี่ซิวดู นางก็เริ่มเล่นมันอย่างสนุกสนาน "ศิษย์น้อง มาถ่ายด้วยกันสักรูปสิ เอาแบบหลิงหวงเลย"
พูดจบ นางก็วาดแขนโอบไหล่เฉินเสวียน ศีรษะของทั้งสองแนบชิดกัน หลินอวี่ซิวยิ้มออกมาอย่างสดใส
ต่างจากเย่หลิงหวงที่มีท่าทางเย็นชาดั่งเทพธิดา หลินอวี่ซิวนั้นร้อนแรงราวกับดวงตะวันแผดเผา
เย่หลิงหวงมองดูทั้งสองคนถ่ายรูปกันไปหลายใบพลางพูดคุยหัวเราะร่า ในใจของนางเริ่มเกิดความรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
หลินอวี่ซิวหันกลับมาสนใจเย่หลิงหวงอีกครั้ง นางดึงตัวเย่หลิงหวงที่ดูลังเลเข้ามาถ่ายรูปคู่แบบพี่น้อง จากนั้นก็ให้เฉินเสวียนมายืนตรงกลางเพื่อถ่ายรูปสามคน
เฉินเสวียนทั้งระมัดระวังและมีความสุข แม้เย่หลิงหวงจะดูไม่ค่อยเต็มใจ แต่นางก็ไม่อยากขัดศรัทธาความกระตือรือร้นของหลินอวี่ซิว
"เกือบลืมท่านอาจารย์ไปเลย พวกเราไปตามท่านอาจารย์ออกมาถ่ายด้วยดีไหม?" หลินอวี่ซิวดูอารมณ์ดีมาก
สีหน้าของเย่หลิงหวงเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรีบห้ามทันที "อวี่ซิว อย่าซนน่า ท่านอาจารย์ชอบชมทิวทัศน์และไม่เคยสนใจเรื่องการเซลฟี่พวกนี้เลย"
"มีอะไรน่ากลัวกัน เดี๋ยวข้าไปถามเอง" หลินอวี่ซิวหัวเราะแล้ววิ่งพรวดเข้าไปในตำหนักหลัก
เฉินเสวียนตกใจกับนิสัยของศิษย์พี่รองคนนี้จริงๆ นางคือตัวละครสไตล์จอมยุทธ์หญิงของแท้
"ศิษย์พี่หลินมีการบ่มเพาะระดับไหนหรือครับ?" เฉินเสวียนฉวยโอกาสถาม
"ระดับเดียวกับข้า ขั้นสร้างรากฐานทั้งคู่" เย่หลิงหวงตอบเรียบๆ
"ในเมื่อเข้าสำนักมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมละทิ้งความขัดแย้งพวกนี้อีกล่ะ?" เฉินเสวียนหมายถึงชุดเกราะที่นางสวมใส่
"เรื่องนี้อธิบายยากหน่อย ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้ฟังทีหลัง" เย่หลิงหวงยังไม่มีอารมณ์จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ในตอนนี้
นางไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะตกลง เสิ่นหลิงเซียนมักจะออกไปถ่ายรูปทิวทัศน์เพียงลำพังและไม่ชอบถูกรบกวน
เป็นไปตามคาด ไม่นานนัก หลินอวี่ซิวก็วิ่งกลับออกมาอย่างหงอยๆ นางแลบลิ้นให้ทั้งสองคน
"ข้าบอกเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ไม่ฟัง" เย่หลิงหวงกล่าว
"มันก็ไม่ได้ล้มเหลวไปซะหมดหรอกนะ ถึงท่านอาจารย์จะไม่ยอมออกมาถ่ายรูปด้วยกัน แต่ข้าก็ยังแอบถ่ายรูปคู่กับท่านอาจารย์มาได้รูปนึงล่ะ!" หลินอวี่ซิวเขย่าโทรศัพท์ในมือ
เฉินเสวียนแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า ความงามอันไร้ที่เปรียบของท่านอาจารย์ในรูปเซลฟี่จะออกมางดงามเพียงใด แม้แต่เย่หลิงหวงที่ปกติจะสุขุมก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ศีรษะของทั้งสามคนสุมเข้าหากันอย่างรวดเร็ว หลินอวี่ซิวหยิบโทรศัพท์ออกมา บนหน้าจอที่สว่างไสวมีใบหน้าของหญิงงามสองนางที่สวยกันคนละสไตล์
คนหนึ่งยิ้มกว้างอย่างร่าเริง อีกคนดูสงบนิ่งและสุขุม หากไม่สังเกตดีๆ แทบจะมองไม่ออกเลยว่าเสิ่นหลิงเซียนกำลังยิ้มอยู่
แต่เป็นเพราะการแสดงออกที่แผ่วเบานี้เองที่ทำให้รูปเซลฟี่ใบนี้มีความพิเศษอย่างแท้จริง
เย่หลิงหวงและเฉินเสวียนตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่ เมื่อเห็นทั้งสองคนจดจ่อ หลินอวี่ซิวก็เริ่มพินิจพิจารณารูปนั้นใกล้ๆ เช่นกัน
"พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่?"
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
เฉินเสวียนจำได้ทันทีว่าคือสวี่ซีอีกแล้ว เขาไหวพริบดีรีบกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ทันที
หากสวี่ซีเห็นทั้งสามคนกำลังแอบดูรูปเซลฟี่ของท่านอาจารย์ นางต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานแน่ๆ
"อ้าว สวี่ซี ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ล่ะ?" สายตาของหลินอวี่ซิวล่อกแล่ก โชคดีที่เฉินเสวียนมือไว สวี่ซีพุ่งตรงมายังมุมที่ทั้งสามคนอยู่พอดี
นางทันเห็นแค่เฉินเสวียนเก็บโทรศัพท์ลงไปพอดี จึงแค่นเสียงหึ "พวกเจ้าไม่ได้กำลังทำเรื่องไม่ดีกันอยู่ใช่ไหม?"
"สวี่ซี อย่าพูดเหลวไหล พวกเรากำลังปรึกษาเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพกันอยู่" เย่หลิงหวงในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ย่อมยอมเสียหน้าไม่ได้ นางจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ทว่า ความแดงระเรื่อที่ยังไม่จางหายไปจากใบหน้าสวยของนาง แสดงให้เห็นชัดเจนว่านางกำลังร้อนตัว
ปกติสวี่ซีจะเชื่อฟังเย่หลิงหวงมากที่สุดจึงไม่ได้สงสัยอะไร "อ้อ ข้านึกว่าเฉินเสวียนทำเรื่องแผลงๆ อะไรอีกซะอีก"
ริมฝีปากของเฉินเสวียนขยับยิบๆ แอบก่นด่าในใจไปสองสามคำ
หลินอวี่ซิวเหลือบมองทั้งสองคน นางนึกไม่ถึงเลยว่าคนสองคนที่อายุน้อยที่สุดและลำดับอาวุโสน้อยที่สุดบนยอดเขาจันทราจะเป็นคู่กัดกันขนาดนี้
"หลิงหวง ดูเหมือนว่าปกติบนยอดเขาจะครึกครื้นไม่เบาเลยนะ?" หลินอวี่ซิวเลิกคิ้ว
ได้ยินนางพูดเช่นนั้น เย่หลิงหวงก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย "ถ้าเจ้าอยู่บนยอดเขาบ่อยๆ เจ้าก็จะได้รับรู้ถึงความครึกครื้นนี้เองแหละ"
"ข้าเกรงว่าคงไม่ได้ มีเรื่องในราชสำนักอีกมากมายที่รอให้ข้าไปจัดการ" หลินอวี่ซิวถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
"ศิษย์พี่ครับ ยังมีเรื่องที่ผู้บำนาญตบะแก้ไม่ได้อีกเหรอ?" เฉินเสวียนฉวยโอกาสถาม
หลินอวี่ซิวมองเขาอย่างลึกซึ้ง "ผู้บำเพ็ญเพียรในยุคนี้ นอกจากจะมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไปแล้ว ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชาวบ้านที่ตีนเขาเลย ตบะของข้าอาจจะแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่จะแก้ปัญหาอย่างถาวรได้อย่างไร?"
เฉินเสวียนนิ่งเงียบเมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้อจำกัดของปราณวิญญาณทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจนึก
"เอาล่ะ เลิกคุยเรื่องพวกนี้เถอะ นานๆ ทีจะได้กลับมา พวกเรามาฉลองกันให้เต็มที่ดีกว่า"
"ดีๆๆ! ข้าชอบงานรื่นเริงที่สุดเลย!" สวี่ซีส่งเสียงเชียร์ทันทีพลางปรบมือ
เฉินเสวียนตระหนักได้ว่านางเหมาะที่จะเป็นเสียงประกอบสร้างบรรยากาศที่สุดแล้ว
"เดี๋ยวข้าไปเรียกคนอื่นๆ มานะ" สวี่ซีกล่าวพลางชูมือ
"ดี เจ้ารู้นะว่าต้องไปเรียกใครบ้าง?" หลินอวี่ซิวบอก
"วางใจเถอะ ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง" สวี่ซีไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นครั้งแรกอย่างแน่นอน
หลังจากสวี่ซีจากไป หลินอวี่ซิวก็รีบพูดกับเฉินเสวียนทันที "ข้าได้ยินมาว่ารูปถ่ายสามารถทำให้เป็นวัตถุขึ้นมาได้ รีบเสกรูปของพวกเราสามคน และรูปของท่านอาจารย์ออกมาให้ข้าที"
"ศิษย์พี่ เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ? ไหนว่าจะไปฉลองกันไง?" เฉินเสวียนถามด้วยความประหลาดใจ
"เจ้านี่ทื่อจริงๆ! ข้าก็แค่หลอกให้สวี่ซีไปที่อื่น ข้ารู้จักนิสัยนางดี อีกอย่างเจ้ากับนางก็ไม่ถูกกัน ขืนนางเห็นรูปท่านอาจารย์ ไม่รู้จะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นบ้าง" หลินอวี่ซิวยิ้มอย่างอ่อนโยน
เฉินเสวียนรู้สึกอบอุ่นในใจ "ตกลงครับ ผมจะทำให้"
"ศิษย์น้อง เจ้ายังไปไม่ถึงขั้นรวบรวมปราณระดับที่หนึ่งเลย อย่าฝืนตัวเองนักเลย" เย่หลิงหวงทำท่าจะคว้าโทรศัพท์ไป
"ศิษย์พี่หลินไม่ได้กลับสำนักบ่อยๆ ถือว่านี่เป็นของขวัญจากผมให้พี่เขาก็แล้วกันครับ" เฉินเสวียนมุ่งมั่นที่จะเสกรูปทั้งสองใบออกมาให้ได้
ฝ่ามือของเขาแนบลงบนหน้าจอ และเมื่อแสงสีทองสว่างขึ้น เหงื่อก็เริ่มผุดพรายบนหน้าผากของเฉินเสวียนทันที
เย่หลิงหวงเฝ้าดูด้วยความเป็นห่วง
รูปถ่ายใบแรกสำเร็จผล เฉินเสวียนที่เริ่มอ่อนแรงส่งมันไปที่ฝ่ามือของหลินอวี่ซิว "ยังเหลืออีกใบครับ"
"ศิษย์น้อง ให้หลิงหวงทำแทนดีไหม?" หลินอวี่ซิวเห็นเขาเริ่มโอนเอนจึงถามด้วยความกังวล
"ไม่เป็นไรครับ ผมยังไหว" เฉินเสวียนกัดฟันแน่น มุ่งมั่นว่าจะไม่ทำพลาดในตอนนี้
ความจริงก็คือ ปราณวิญญาณเพียงน้อยนิดที่สะสมอยู่ในร่างกายของเขาได้ถูกใช้ไปแล้วถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่การเสกรูปใบแรก
ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน ในเวลานี้ ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด
เฉินเสวียนสูดหายใจเข้าลึก ฝ่ามือแนบลงบนหน้าจออีกครั้ง แสงสีทองค่อยๆ สว่างขึ้น แต่มันไม่ราบรื่นเหมือนครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อปราณวิญญาณสามสิบเปอร์เซ็นต์สุดท้ายถูกเผาผลาญจนหมด ความเจ็บปวดแปลบปลาบก็พุ่งทะลุผ่านตันเถียนของเฉินเสวียน
ปราณวิญญาณ! ข้าต้องการปราณวิญญาณ!
จิตใจของเฉินเสวียนแน่วแน่ สายตาจับจ้องที่โทรศัพท์ใต้ฝ่ามือ
ขณะที่ความเจ็บปวดในตันเถียนรุนแรงขึ้น ร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน เย่หลิงหวงถอนหายใจ "ข้าบอกแล้วว่าอย่าฝืน"
พูดจบ ฝ่ามือหยกเรียวเสลาก็ทาบลงบนหลังมือของเฉินเสวียน กระแสปราณที่เย็นสบายไหลเข้าสู่อีกฝ่ายอย่างมั่นคง
รูปใบที่สองสำเร็จในที่สุด มันคือรูปถ่ายหมู่ของคนทั้งสามคน
แม้เขาจะทำสำเร็จด้วยตัวเองเพียงครึ่งเดียว แต่เขาเชื่อว่าศิษย์พี่หลินได้รับความตั้งใจจริงของเขาแล้ว
ก่อนที่เขาจะได้ทันพูดอะไรออกมา ร่างของเขาก็ล้มพับลงไปสลบเหมือดทันที