เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - หาพี่ชายเจอแล้วล่ะ

บทที่ 11 - หาพี่ชายเจอแล้วล่ะ

บทที่ 11 - หาพี่ชายเจอแล้วล่ะ


บทที่ 11 - หาพี่ชายเจอแล้วล่ะ

เซี่ยหมังเตรียมตัวจะจากไป

ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่คนสวยนั่นจะทนมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน

แต่อย่างน้อยๆ ก่อนที่เธอจะตาย เขาก็ต้องกอบโกยความสุขให้คุ้มค่าเสียก่อน

"ท่านครับ"

แบนเนอร์เอ่ยปากเรียก

เซี่ยหมังหยุดฝีเท้า แล้วหันกลับไปมองเขา "มีอะไรอีก?"

ถึงอย่างไรแบนเนอร์ก็เป็นพวกมีเชื้อสายขุนนาง การมาทำงานอยู่ข้างกายเซี่ยหมัง เขาจึงมักจะเรียกอีกฝ่ายด้วยคำว่า "ท่าน" อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่เสมอ

คนอื่นๆ ไม่เรียก "ลูกพี่"

ก็เรียก "เหยียนหวัง"

เอาเป็นว่าคำไหนที่เรียกแล้วดูโอหัง คำไหนเรียกแล้วดูยิ่งใหญ่ พวกเขาก็สรรหามาเรียกกันทั้งนั้น

"ท่านรู้จักเซี่ยหมิงซีไหมครับ?"

สายตาของเขาจับจ้องไปที่เซี่ยหมัง

ในฐานะหมอโรคจิตที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ร่างกายของเซี่ยหมังจึงอยู่ในความดูแลของแบนเนอร์มาโดยตลอด

เขาบังเอิญไปเห็นประกาศจับตามหาคนของไอรีนเข้า

เรื่องชื่อเอาไว้ก่อน แต่ไอ้ไฝใต้หูซ้ายนั่นสิ

บังเอิญจังเลยนะ ที่เซี่ยหมังก็มีเหมือนกัน

แน่นอนว่าแบนเนอร์ไม่ได้ด่วนสรุปฟันธงว่าเขาคือเซี่ยหมิงซีเพียงเพราะลักษณะแค่นี้

คนที่มีลักษณะแบบนี้ ท่ามกลางประชากรสองหมื่นล้านคนอันมหาศาลบน M079 มันมีเยอะแยะจนแทบจะมองข้ามไปได้เลย

แต่ใครใช้ให้คนคนนั้นดันแซ่ "เซี่ย" ด้วยล่ะ

เซี่ยหมังขมวดคิ้วเล็กน้อย "ใครนะ?"

แบนเนอร์ส่ายหน้า

"ประกาศตามหาคนที่ไอรีนลงไว้น่ะครับ เห็นว่าช่วยผู้หญิงคนนั้นตามหาญาติ"

เซี่ยหมังไม่ได้พูดอะไร เขาพยักหน้ารับแล้วเดินจากไป

แบนเนอร์เองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

ก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง

**

เซี่ยหมิงซี

ชื่อที่ถูกเซี่ยหมังลืมเลือนไปไว้ในส่วนลึกสุดของความทรงจำตั้งนานแล้ว

และมันก็เป็นชื่อแรกเกิดของเขาด้วย

หมิงซี

หมัง

ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มเย้ยหยัน

ของบางอย่าง ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจสลัดทิ้งไปได้อย่างหมดจดจริงๆ

"ตงอิ่ง"

เขาเอ่ยเรียกเบาๆ

สิ้นเสียง

ชายในชุดหลากสีสันละลานตาก็ปรากฏกายขึ้นภายในห้อง พร้อมกับคลื่นพลังที่ไร้ซุ่มเสียง

"เจ้านาย" ชายคนนั้นก้าวออกมารอรับคำสั่งจากเซี่ยหมัง

นิ้วเรียวยาวขาวผ่องของเซี่ยหมังเคาะลงบนพนักพิงโซฟาเบาๆ

แววตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่

"ไปที่ฝั่งของไอรีน แล้วพาตัวผู้หญิงคนนั้นมา"

ตงอิ่งพยักหน้า ก่อนจะเร้นกายหายไปอีกครั้ง

ญาติงั้นเหรอ?

เซี่ยหมังยิ้มหยัน

เขาตกระกำลำบากมาอยู่ที่ M079 หลายสิบปี จะเกือบร้อยปีอยู่แล้ว

ยังมีญาติที่ไหนเหลืออยู่อีก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่อีกฝ่ายรู้ชื่อที่เขาโยนทิ้งไปตั้งนานแล้วด้วย

คนแบบนี้ ถ้าไม่สืบให้รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง

เซี่ยหมังมีหรือจะยอมปล่อยผ่าน

ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมา ตงอิ่งก็แบกผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาปรากฏตัวที่ห้องอีกครั้ง

"เจ้านาย สลบไปแล้วครับ"

เซี่ยหมังโบกมือไล่ให้ตงอิ่งออกไป

สลบ?

ก็ปกตินี่

ผู้หญิงคนนี้ไม่มีเวลาเหลือให้มีชีวิตอยู่อีกเท่าไหร่แล้ว

เสียงเสียดสีดังก้องขึ้น

เงาดำทะมึนขนาดมหึมาแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งห้องในชั่วพริบตา

เย่เหยาที่กำลังหมดสติอยู่ไม่มีทางได้เห็นเลยว่า งูหลามยักษ์สีดำขนาดมโหฬารกำลังขดตัววนเวียน ศีรษะอันใหญ่โตของมันโน้มต่ำลงมา ดวงตาอสรพิษจดจ้องไปที่ร่างของเธออย่างเย็นชาและไร้ความปรานี

กลิ่นเหม็นเน่าที่บางเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ลอยมาเตะจมูก ร่างจิตของเซี่ยหมังแทรกซึมเข้าไปในมิติแห่งจิตของเย่เหยา

เขาบุกรุกเข้าไปด้วยกำลังอันป่าเถื่อน

ก็ดีเหมือนกันที่เธอสลบอยู่

ขืนยังมีสติ ป่านนี้เธอคงกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้ว

เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ มิติแห่งจิตนั้นว่างเปล่าและรกร้าง

ไม่มีคลื่นพลังงานใดๆ หลงเหลืออยู่เลย

ร่างจิตของเธอถูกกลืนกินไปจนหมดจด

ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะฟื้นฟูคืนมาได้

กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ นี้ คือกลิ่นที่แผ่ออกมาตอนที่อวัยวะภายในร่างกายของเธอกำลังเสื่อมสลาย

เขาถอนตัวออกมา

ยืนมองเย่เหยาที่สลบไสลจากมุมสูง

ใบหน้าของเธอซีดเผือด แต่ก็ไม่อาจกลบความงดงามของเครื่องหน้าได้เลย

หากไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้มีสถานะที่พิเศษ ต่อให้เธอกำลังสลบอยู่ เซี่ยหมังก็ไม่มีทางปล่อยไปแน่

ร่างจิตของเขาคืองูยักษ์ และสันดานของงูก็คือสิ่งนั้น เขาไม่เคยคิดที่จะกดทับสัญชาตญาณของตัวเองเลยสักนิด

เขาคว้ามือเธอขึ้นมา หลังจากเกิดคลื่นพลังงานสั่นไหวเล็กน้อย หยดเลือดก็ค่อยๆ ซึมออกมา

"เอาไปให้แบนเนอร์ ยิ่งเร็วยิ่งดี"

หลังจากส่งมอบตัวอย่างเลือดทั้งสองชนิดให้ชายที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้ว เซี่ยหมังก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม สายตาจดจ้องมองเธออย่างเงียบๆ

**

"อื้อ..."

ความปวดหนึบที่ศีรษะทำให้เย่เหยาเผลอครางออกมาเบาๆ

เธอยกมือขึ้นกุมขมับ ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะลืมตาขึ้น

ความเจ็บปวดทำให้ดวงตาของเธอรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ดูน่าทะนุถนอมเป็นอย่างยิ่ง

"ตื่นแล้วเหรอ?"

น้ำเสียงทุ้มกังวานสดใสไพเราะดังขึ้น

แม้สายตาจะยังปรับโฟกัสกับแสงจ้าไม่ได้

แต่แค่ฟังจากน้ำเสียง ผู้ชายคนนี้จะต้องหน้าตาดีมากแน่ๆ

แต่ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าตัวจริงอาจจะไม่ตรงปก

ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอจึงค่อยๆ หันมองตามเสียง

ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าหล่อเหลาขาวผ่อง เส้นผมที่ระต้นคอยุ่งเหยิงเล็กน้อย ยิ่งเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนใจให้กับเขา

เย่เหยาจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย

ครู่ต่อมา เธอก็กวาดสายตามองไปรอบๆ

เป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเลย

"คุณเป็นใคร ที่นี่ที่ไหนคะ?"

เธอสวมบทบาทในทันที

ก่อนหน้านี้ระบบได้รวบรวมข้อมูลมาให้เธอแล้ว

คนตรงหน้าก็คือ เซี่ยหมัง เหยียนหวังแห่ง M079

"เพล้ง—"

ของประดับชิ้นเล็กขนาดเท่าฝ่ามือถูกเขาโยนลงบนโต๊ะกระจกอย่างลวกๆ จนเกิดเสียงบาดแก้วหู

เซี่ยหมังดันของที่อยู่ตรงหน้าไปให้เธอ

มันคือรายงานผลการตรวจดีเอ็นเอ

ผลการตรวจระบุว่า ทั้งสองคนมีสายเลือดตรงกันหนึ่งในสี่ ถือเป็นญาติห่างๆ ภายในสามลำดับชั้น

เย่เหยาแสร้งทำหน้างุนงงมองไปที่เขา แววตาเต็มไปด้วยความสับสน

เซี่ยหมัง: "..."

เขาหลุบตาลง ซ่อนเร้นอารมณ์ที่อ่านไม่ออกไว้ในแววตา

"เย่เหยา?"

"อืม" เธอพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า

ราวกับเพิ่งจะตั้งสติได้

เธอมองรายงานตรงหน้า "งั้น... พี่ชายของฉันล่ะคะ?"

เซี่ยหมังเท้าแขนลงบนพนักโซฟา รองรับปลายคางไว้

สายตาแฝงความพินิจพิเคราะห์

ผู้หญิงคนนี้โง่จนเขาแทบจะหลุดขำออกมาแล้ว

เวลาผ่านไปราวสองสามนาที อาการปวดหัวก็ทุเลาลงไปมาก

ในดวงตาของเย่เหยาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและความหวัง

"คุณ... คือพี่ชายของฉันเหรอคะ?"

เขาแอบถอนหายใจ

เซี่ยหมังพูดขึ้นว่า "ก็ยังไม่โง่จนเกินเยียวยานะ"

ความทรงจำก่อนมาที่ M079 เขาไม่ได้นึกถึงมันมานานแค่ไหนแล้วนะ

พอมาเห็นเย่เหยาในตอนนี้ แล้วนึกถึงสภาพร่างกายของเธอ

ไม่ว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไรต่อ "น้องสาว" คนนี้ก็ตาม

แต่บางเรื่อง เขาก็ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างเสียก่อน

"ร่างจิตของเธอเกิดอะไรขึ้น?"

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าที่ซีดเซียวของเย่เหยาก็ยิ่งดูน่าเวทนามากขึ้นไปอีก

เห็นขอบตาที่แดงก่ำและท่าทางสั่นเทาของเธอ ราวกับดอกบัวขาวดอกน้อยที่กำลังโอนเอนจวนจะร่วงหล่น

เพียงแค่สายลมพัดผ่านเบาๆ ในวินาทีถัดมา ก็พร้อมจะร่วงโรยอย่างโหดร้าย

เขารออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

เซี่ยหมังไม่ได้ใส่ใจ เขาเปลี่ยนไปถามคำถามใหม่แทน

"ร่างจิตคือตัวอะไร?"

ครั้งนี้ เย่เหยาไม่ได้เงียบอีกต่อไป

เธอตอบเสียงแผ่วว่า "เป็นแมวสิงโตสายเยียวยาค่ะ"

เมื่อได้ยินคำตอบนี้ แววตาที่สงบนิ่งของเซี่ยหมังก็เกิดระลอกคลื่นบางเบา

ร่างจิตสายเยียวยางั้นเหรอ?

มิน่าล่ะ

จู่ๆ อุปกรณ์สื่อสารของเย่เหยาก็ดังขึ้น

เธอสะดุ้งใจเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยหมังอย่างกล้าๆ กลัวๆ

อีกฝ่ายเพียงแค่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

เธอกดรับสาย

"เธอวิ่งไปมุดหัวอยู่ที่ไหนฮะ!?"

เสียงตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราดดังลั่น "บ้าเอ๊ย ที่นี่คือดาวร้างนะ ต่อให้อยากตายแค่ไหน ก็ไม่ใช่เวลานี้โว้ย"

ใบหน้าของไอรีนปรากฏขึ้นบนวิดีโอโฮโลแกรม ใบหน้าเบบี้เฟซนั้นเต็มไปด้วยความโกรธจัดและสติแตก

เย่เหยาเมินเฉยต่อความโกรธของเธอ

ริมฝีปากบางยกยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวย

รอยยิ้มนั้นดูใสซื่อบริสุทธิ์ไม่เบาเลย

"ฉันหาพี่ชายเจอแล้วล่ะ"

ไอรีน: "..."

เธอขมวดคิ้ว ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือเรื่องนี้มันต้องมีอะไรทะแม่งๆ แน่

"ใคร?"

เพิ่งจะลงประกาศตามหาคนไปเมื่อวาน วันนี้หาเจอแล้วเนี่ยนะ?

ไอรีนยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ

ภาพในวิดีโอก็ตัดสลับ ใบหน้าที่คุ้นเคยจนไม่รู้จะคุ้นยังไง ก็มาปรากฏอยู่ในม่านตาของเธอแทน

จบบทที่ บทที่ 11 - หาพี่ชายเจอแล้วล่ะ

คัดลอกลิงก์แล้ว