- หน้าแรก
- คู่มือยั่วรักฉบับตัวประกอบ ทะลุมิติ ไปจับหัวใจนายทหาร
- บทที่ 4: ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ
บทที่ 4: ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ
บทที่ 4: ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ
บทที่ 4: ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ
สวี่โจวโจวเจ้าของร่างเดิม ซึ่งมีชื่อเดียวกับเธอนั้น อายุสิบเก้าปี และเป็นยุวชนปัญญาคนสุดท้ายในหมู่บ้านสุ่ยโถว
ตอนที่เธอเกิดมา ผู้เป็นแม่ต้องจบชีวิตลงเนื่องจากคลอดลูกยาก ส่วนผู้เป็นพ่อก็เศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียภรรยามากจนทิ้งเธอไว้ให้ผู้เป็นย่าเลี้ยงดู แล้วตัวเองก็หนีหายไปอยู่แดนไกล
ยัยตัวประกอบน้อยต้องพึ่งพาย่าเพื่อความอยู่รอด โชคดีที่พ่อของเธอยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้กลับมา แต่ก็ยังส่งเงินกลับมาให้สม่ำเสมอ
ด้วยเงินก้อนนั้น ผู้เป็นย่าจึงสามารถเลี้ยงดูยัยตัวประกอบน้อย จากทารกตัวเหี่ยวย่นน้ำหนักแค่สามจินกว่าๆ ให้เติบโตมาเป็นหญิงสาวที่สะสวยได้
เมื่ออายุสิบสี่ เด็กสาวก็เริ่มแตกเนื้อสาว ทรวดทรงองค์เอวเริ่มโค้งเว้าชัดเจนราวกับลูกพีชที่เพิ่งสุกงอม
เอวคอดกิ่วและสะโพกกลมกลึงค่อยๆ เผยให้เห็น เรียวขาของเธอยาวสวย แถมผิวพรรณยังละเอียดลออและเปล่งปลั่งราวกับน้ำนม
เมื่อเห็นหลานสาวเติบโตมาหน้าตาสะสวยเช่นนี้ ผู้เป็นย่ากลับรู้สึกกังวลใจอย่างยิ่ง
การเกิดมางดงามเกินไปใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป โดยเฉพาะกับคนอย่างเจ้าของร่างเดิมที่ไร้ทั้งพ่อแม่ ไร้พี่น้อง และไม่มีใครให้พึ่งพิง
หากไร้ซึ่งความเฉลียวฉลาดทันคนแล้วล่ะก็ มันย่อมไม่ต่างอะไรกับการอุ้มก้อนทองเดินอยู่กลางถนน มีแต่จะนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัว
ย่าให้เธอสวมเสื้อผ้าตัวโคร่งและถึงขั้นให้พันหน้าอกเอาไว้ แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงโค้งเว้าภายใต้เนื้อผ้าฝ้ายนั้นได้เลย
ตอนอายุสิบเจ็ด พ่อของเธอต้องโทษจำคุก ส่วนคุณย่าก็มาด่วนจากไป
ก่อนสิ้นใจ ย่ากุมมือเจ้าของร่างเดิมไว้แน่น "ต่อไปในภายภาคหน้าก็ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก ทำอะไรอย่าให้โดดเด่นเกินไป ซ่อนตัวเอาไว้ได้ก็ซ่อน ย่าหวังว่าสักวันหนึ่ง จะมีผู้ชายที่แข็งแกร่งพอมาช่วยปกป้องภัยให้หลานได้"
หลังจากย่าเสียชีวิต ลุงรองก็ยึดบ้านของย่าไปทันทีที่งานศพจบลง เจ้าของร่างเดิมจึงกลายเป็นเด็กที่ต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น
เมื่อสองปีก่อน ทางชุมชนได้เกณฑ์ยุวชนปัญญาไปชนบท ครอบครัวละหนึ่งคน ป้ารองทำใจส่งลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองไปลำบากไม่ได้ จึงให้เจ้าของร่างเดิมไปรับกรรมแทนลูกของตน
ในยุคสมัยนี้ การไม่ปฏิบัติตามนโยบายหมายถึงการต้องติดคุก ท่ามกลางคำเกลี้ยกล่อมแกมข่มขู่ของป้ารอง เจ้าของร่างเดิมจึงต้องเก็บกระเป๋าเดินทางมายังหมู่บ้านสุ่ยโถวเพื่อเข้าร่วมกับหน่วยผลิต
ใครจะไปคิดว่าหลังจากมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสองปี นโยบายให้ยุวชนปัญญากลับคืนสู่เมืองจะถูกประกาศใช้ ยุวชนปัญญาคนอื่นๆ ค่อยๆ ได้รับโควตาและทยอยเก็บข้าวของจากไปทีละคน
แต่เพราะพ่อของเธอติดคุก เจ้าของร่างเดิมจึงไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติทางการเมือง ทำให้คำร้องขอกลับเมืองของเธอถูกปฏิเสธ
ลุงรองและป้ารองที่อยู่ในเมืองดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เธอต้องอยู่ในชนบทต่อไป จะได้ไม่มีใครมาแย่งบ้าน พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้เธอได้กลับมา
เจ้าของร่างเดิมพยายามอย่างหนักเพื่อหาโอกาส เมื่อปีที่แล้วเธอได้เข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยหวังว่าจะใช้เส้นทางนี้กลับเข้าเมืองได้
โชคดีที่คะแนนสอบของเธอออกมาดีเยี่ยม แต่โชคร้ายที่เธอไม่ได้รับใบแจ้งรับเข้าศึกษาต่อ ในแฟ้มประวัติที่ถูกตีกลับ มีข้อความระบุไว้ว่า 'บิดาของนักศึกษาผู้นี้กระทำความผิดร้ายแรงทางการเมือง ไม่อนุมัติให้เข้าศึกษา'
เมื่ออับจนหนทาง เธอจึงเขียนจดหมายไปหาลุงและป้าที่เมืองไห่เฉิง อ้อนวอนขอให้พวกเขารีบหาทางช่วย แต่ลุงกับป้าภาวนาไม่ให้เธอได้กลับมาตลอดกาล แล้วพวกเขาจะยอมยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างไร
พวกเขาเขียนจดหมายตอบกลับมาว่าช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน และยังโยนความผิดไปให้พ่อที่ไม่รู้จักอยู่อย่างสงบของเธอ
แถมยังเสนอแนะให้เธอแต่งงานกับใครสักคนที่นั่น ใช้ชีวิตให้เป็นฝั่งเป็นฝา และเลิกคิดเรื่องกลับเมืองเสียที
เด็กสาวร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง
แต่หลังจากร้องไห้จนพอใจ เธอก็ยังคงดั้นด้นเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อตามหาผู้คน ถามไถ่ข่าวคราว และค้นหาหนทางที่จะกลับเมืองต่อไป
วันนี้ เธอได้บังเอิญพบกับลู่ซื่อเจี๋ย คนในหมู่บ้านที่เข้ามาในตัวอำเภอ เขาเป็นพวกอันธพาลปลายแถว
อาศัยบารมีของลุงที่เป็นถึงนายกเทศมนตรีของอำเภอ เขาจึงมักจะวางก้ามและคอยรังแกชาวบ้านอยู่บ่อยๆ
หญิงสาวหลายคนที่บ้านพักยุวชนปัญญาเคยถูกเขาลวนลามและคุกคามมาก่อน แต่ทุกคนต่างก็หวาดกลัวเกินกว่าจะกล้าปริปากบอกใคร
เขาหมายตาสวี่โจวโจวมานานแล้ว แต่เธอก็คอยหลบหน้าเขาอยู่เสมอ
เด็กสาวยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง เธอมีเงินเก็บที่ย่าทิ้งไว้ให้ จึงมักจะนำของกระจุกกระจิกและขนมนมเนยไปแบ่งปันให้พี่สาวน้องสาวยุวชนปัญญาในห้องพักเดียวกัน
ด้วยความที่เธออายุยังน้อยและวางตัวดี หลังจากรับของจากเธอมาแล้ว ทุกคนก็เต็มใจที่จะคอยปกป้องเธอ ตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอจึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขพอสมควร
ทว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ยุวชนปัญญาคนสุดท้ายที่อยู่เป็นเพื่อนเธอก็ได้กลับเมืองไป ทำให้เธอต้องอยู่ตามลำพังที่บ้านพักยุวชนปัญญาแห่งนี้
พวกที่เคยจ้องตาเป็นมัน ตอนนี้ยิ่งกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะลงมือเต็มแก่
"โอ๊ะ นี่มันยุวชนปัญญาสวี่ไม่ใช่เหรอ จะกลับเมืองเมื่อไหร่ล่ะจ๊ะ" ลู่ซื่อเจี๋ยเดินเข้ามาขวางทาง
สวี่โจวโจวไม่อยากจะเสวนากับเขา จึงพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่เขากลับขยับมาขวางไว้อีก "จะหนีไปไหนล่ะ ไม่อยากกลับเมืองแล้วหรือไง อ้อนวอนฉันสิ แล้วฉันจะหาทางให้"
สวี่โจวโจวหันหลังเตรียมจะเดินหนี แต่บางทีอาจเป็นเพราะความปรารถนาที่จะกลับเมืองมันมีมากเกินไป เธอจึงหยุดชะงักหลังจากก้าวไปได้เพียงสองก้าว แล้วหันมาถามเขาว่า "นายมีทางจริงๆ งั้นเหรอ"
เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มเอนเอียง ลู่ซื่อเจี๋ยก็เดินเข้าไปหาพร้อมกับยิ้มกริ่ม "มีสิ อยากฟังไหมล่ะ"
สวี่โจวโจวคิดว่าในเมื่อเขาเป็นหลานชายของนายกเทศมนตรี เขาก็อาจจะมีหนทางจริงๆ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม "ถ้านายมีทางช่วยให้ฉันกลับเมืองได้ ฉันให้เงินนายได้นะ"
ลู่ซื่อเจี๋ยโน้มตัวเข้าไปใกล้ ลมหายใจเหม็นโฉ่รดรินขณะเอ่ยว่า "ฉันจะเอาเงินไปทำไม"
สวี่โจวโจวถอยหนีด้วยความรังเกียจและถามเสียงเย็นชา "แล้วนายต้องการอะไร"
ลู่ซื่อเจี๋ยแสยะยิ้มหื่นกาม "สวี่โจวโจว ถ้าเธออยากกลับไป มันมีอยู่สองทางเลือก แต่งงานกับฉันสิ แล้วฉันจะพาเธอไปเสวยสุขในเมือง หรือไม่ก็..."
สายตาของเขากวาดมองเรือนร่างของสวี่โจวโจวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะกระซิบข้างหูเธอ "หรือไม่ก็...ยอมนอนกับฉันสักคืน แล้วฉันจะให้ลุงจัดการเรื่องเอกสารกลับเมืองให้ จะเลือกทางไหนล่ะ"
สวี่โจวโจวก้าวถอยหลังด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว เธอถลึงตาใส่เขา "หน้าไม่อาย"
เธอหันหลังเตรียมจะเดินหนี
ลู่ซื่อเจี๋ยเข้ามาขวางทางไว้อีก "อะไรกัน ไม่อยากกลับแล้วหรือไง เธอรู้ไหมว่าจ้าวเสี่ยวหน่วนที่อยู่หอเดียวกับเธอ ได้โควตาเข้าเมืองไปได้ยังไง"
สวี่โจวโจวนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นทุกคนต่างก็ซุบซิบกันว่าจ้าวเสี่ยวหน่วนยอมนอนกับลู่ซื่อเจี๋ย ถึงได้โควตาไปทำงานที่โรงงานอาหารในเมือง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวของยุวชนปัญญาหญิงที่ถูกล่วงละเมิดในชนบทนั้นมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น บางคนก็ถูกบังคับขืนใจ ในขณะที่บางคนก็สมยอม
บางคนทำไปเพื่อความอยู่รอด บางคนก็ทำเพื่อแลกกับการได้กลับเมือง ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ
แต่เธอทำไม่ได้
เธอเบี่ยงตัวหลบลู่ซื่อเจี๋ยแล้วรีบจ้ำอ้าวกลับไป ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจมากเท่านั้น เธอจึงไปนั่งเหม่อลอยอยู่ริมแม่น้ำเพียงลำพังอยู่นานแสนนาน