- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นอ๋องตกอับ ขอพลิกชะตาด้วยระบบก๊อปปี้สุดโกง
- บทที่ 50 - ขโมยเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสวรรค์ต่อเนื่อง
บทที่ 50 - ขโมยเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสวรรค์ต่อเนื่อง
บทที่ 50 - ขโมยเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสวรรค์ต่อเนื่อง
บทที่ 50 - ขโมยเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสวรรค์ต่อเนื่อง
หลิวอี้ฝึกฝนกระบี่พิรุณสารทและดรรชนีเอกะทุกวัน ค่าความชำนาญยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งนัก ยามนี้ความชำนาญของกระบี่พิรุณสารทและดรรชนีเอกะล้วนบรรลุถึง 500 แต้มแล้ว ส่วนทหารใต้บังคับบัญชายามนี้ก็มีผู้ที่อยู่ขั้นทวารวิญญาณถึง 6000 กว่านาย
วันนี้ฝานเยียนก็ออกจากช่วงเก็บตัวฝึกฝนแล้ว เนื่องจากนางได้หลอมรวมของวิเศษในขั้นต้นสำเร็จแล้ว ต่อจากนี้เพียงต้องอาศัยพลังวิญญาณของตนหล่อเลี้ยงไปอย่างช้าๆ นางจึงไม่จำเป็นต้องเก็บตัวฝึกฝนอีกต่อไป
เมื่อนางออกมาพบเห็นการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของเมืองไต้จวิ้น ภายในใจก็ตื่นตะลึงจนแทบคลั่ง สำหรับหลิวอี้ในยามนี้ นางไม่อาจมองทะลุได้อีกต่อไปแล้ว
ฝ่ายหลิวอี้ก็ยังคงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการหลอมโอสถ ฝึกกระบี่ และฝึกดรรชนีเอกะ ยามนี้วิชาหลอมโอสถของเขาบรรลุถึงระดับสามแล้ว หากต้องการเลื่อนระดับจำต้องใช้ค่าความชำนาญถึงสามพันแต้ม ความเร็วในการหลอมโอสถเบิกทวารในยามนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว วันหนึ่งสามารถหลอมได้ถึง 2000 เม็ด ทว่าค่าความชำนาญกลับเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาประเมินดูแล้ว เกรงว่าคงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม จึงจะสามารถเลื่อนเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ได้
เขาเพิ่งจะร่ายรำกระบี่เสร็จสิ้น ในขณะที่กำลังเก็บกระบี่นั้น จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงพุ่งเข้ามา เขารีบถอยร่นอย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังถูกลูกศรดอกหนึ่งพุ่งปักเข้าที่หัวไหล่
เมื่อเขาหันไปมอง ก็พบว่าบนกำแพงมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ในมือกุมคันธนู ดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึก
"นักฆ่าอย่างนั้นรึ" หลิวอี้ใช้มือข้างหนึ่งดึงลูกศรออก บงกชขาวเก้ามรณะโคจรพลังพริบตาเดียว บาดแผลก็ฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม
ผู้มาเยือนก็คือหานเยี่ย หลังจากที่มันเดินทางมาถึงที่นี่และได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของเมืองไต้จวิ้น มันเองก็ตื่นตระหนกไม่น้อย แม้มันจะลงจากเขาไม่บ่อยนัก ทว่าก็เคยได้ยินมาว่าเมืองไต้จวิ้นเป็นเพียงเมืองธรรมดาๆ เท่านั้น ทว่ายามนี้เมื่อได้เห็น นี่จะใช่เมืองธรรมดาได้อย่างไร นี่มันดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกฝนชัดๆ
มันได้สืบข่าวสารภายในเมืองอยู่พักหนึ่ง เมื่อได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของหลิวอี้ มันก็เชื่อมั่นว่าการจะสังหารหลิวอี้นั้นไม่ใช่เรื่องยากอันใด ต่อให้มันจะรู้ว่าหลิวอี้เป็นผู้สังหารหลี่ซิวหมิงยอดฝีมือขั้นวิญญาณมายาระดับหนึ่ง มันก็ยังคงมีความมั่นใจนี้ ทว่ายามนี้เมื่อได้เห็นความเร็วในการฟื้นฟูของหลิวอี้ ภายในใจของมันก็เริ่มเกิดความกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว มันรีบง้างธนูอย่างรวดเร็ว ปล่อยลูกศรสองดอกพุ่งทะลวงเข้ามาอีกครา
"คิดจะสังหารข้า ความสามารถเพียงหยิบมือนี้ยังไม่พอ หานเยี่ย ไม่ทราบว่าผู้ว่าจ้างของเจ้าคือผู้ใดกันแน่" หลิวอี้กล่าวเสียงเย็น
เมื่อครู่นี้ผ่านระบบค้นหา หลิวอี้ก็ได้เห็นข้อมูลของหานเยี่ยแล้ว
หานเยี่ย ขั้นขุนพลวิญญาณระดับห้า
ทักษะ ศรทะลวงเมฆา 700 ค่ายกลกระบี่หยินหยาง 2500 เคล็ดวิชาโองการสวรรค์ 2500
ระหว่างที่หลิวอี้เอ่ยปาก เขาก็ชักกระบี่คู่กายออกมา ปัดป้องลูกศรที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นออกไป ยามที่ลูกศรและกระบี่ปะทะกัน หลิวอี้สัมผัสได้ถึงพลังอันหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านมาจากลูกศร ทว่าครู่ต่อมาพลังวิญญาณในมือของเขาก็สั่นไหว พลังความหนาวเหน็บเหล่านั้นก็มลายหายไปจนสิ้น ลูกศรก็ร่วงหล่นลงบนพื้น
"พลังวิญญาณช่างหนาแน่นยิ่งนัก" หานเยี่ยจ้องมองเขาด้วยความตระหนก พลังวิญญาณระดับนี้ จะเป็นสิ่งที่ขุนพลวิญญาณระดับหนึ่งครอบครองได้อย่างไร
มันจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ตำหนักม่วงของหลิวอี้นั้นแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงหลายเท่า พลังวิญญาณย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะนำมาเปรียบเทียบได้ ท้ายที่สุดแล้วผู้อื่นหล่อหลอมวิญญาณเพียงครั้งเดียว ทว่าเขาหล่อหลอมวิญญาณถึงสองครั้ง อีกทั้งวิญญาณทั้งสองที่หล่อหลอมขึ้นมา หากพูดออกไปล้วนเป็นสิ่งที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งใต้หล้า
ทว่าครู่ต่อมาสีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม มือหยิบลูกศรขึ้นพาดสาย ปากขมุบขมิบร่ายมนตร์ ภาพที่เห็นคือบนลูกศรพลันปรากฏอักขระประทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ อักขระเหล่านั้นราวกับถูกประทับตรึงไว้บนตัวศรก็มิปาน ครู่ต่อมาลูกศรก็พุ่งทะยานออกไป บังเกิดเสียงแหวกอากาศดังกึกก้อง กลิ่นอายความแข็งแกร่งของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่ซิวหมิงที่ประมือกับหลิวอี้ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
พลังแห่งศรหนึ่งดอก สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เทียบชั้นได้กับขอบเขตวิญญาณมายา
"นี่คงจะเป็นศรทะลวงเมฆาของมันกระมัง อานุภาพระดับนี้ ดูท่าอย่างน้อยก็ต้องเป็นเคล็ดวิชาระดับสวรรค์แล้ว" หลิวอี้รำพึงในใจ
ในขณะที่เขากำลังเตรียมจะเรียกกระบี่เฉิงอิ่งออกมาต้านทาน จู่ๆ ก็มีเงาร่างอรชรสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามา ผู้ที่มาก็คือฝานเยียน ฝานเยียนสะบัดผลึกใสชิ้นหนึ่งหลุดจากมือ ในชั่วพริบตาที่ผลึกใสเข้าใกล้ลูกศร มันก็สาดแสงสว่างวาบขึ้นมากะทันหัน ตัวลูกศรแหลกสลายไปในพริบตา ทว่าผลึกใสนั้นก็แตกสลายกลายเป็นผุยผงไปเช่นกัน
"หืม พลังช่างกล้าแข็งนัก" หานเยี่ยจ้องมองผลึกใสนั้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่วน วันนี้มันคิดจะสังหารหลิวอี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว ศรทะลวงเมฆาของมันคือเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสวรรค์ เมื่อผสานกับธนูโองการสวรรค์ในมือ พลังทำลายล้างนี้มากพอที่จะสังหารผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นวิญญาณมายาได้เลย ทว่าผลึกใสนั่น หรือจะเรียกว่าแสงสว่างนั่น กลับสามารถทำลายล้างศรดอกนี้ได้ ดูท่าคงจะมีความแข็งแกร่งระดับเดียวกันเป็นแน่
และในเวลานี้ ทหารลาดตระเวนก็รุดหน้ามาถึงแล้ว ท้ายที่สุดแล้วการที่มีคนบุกรุกเข้ามาลอบสังหารหลิวอี้ถึงในจวนอ๋อง นับเป็นความผิดมหันต์ พวกเขามีหรือจะไม่รีบรุดมา
เมื่อหลิวอี้เห็นว่าหานเยี่ยไม่มีทีท่าจะลงมือต่อ ก็เกรงว่ามันจะหลบหนีไป เขาจึงรีบใช้ระบบค้นหาทักษะของหานเยี่ยอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มทำการเรียนรู้
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ใช้ชิ้นส่วนทักษะ 700 ชิ้น เรียนรู้ศรทะลวงเมฆาระดับสวรรค์ขั้นทะลุปรุโปร่งสำเร็จ!"
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ใช้ชิ้นส่วนทักษะ 2500 ชิ้น เรียนรู้ค่ายกลกระบี่หยินหยางระดับสวรรค์ขั้นทะลุปรุโปร่งสำเร็จ!"
"เคล็ดวิชาโองการสวรรค์ ไม่สามารถเรียนรู้ได้!"
เดิมทีหลิวอี้ตั้งใจจะขโมยวิชาทั้งสามมาพร้อมกัน ใครจะไปรู้ว่าวิชาสุดท้ายกลับไม่สามารถเรียนรู้ได้ ทำให้เขารู้สึกอับจนคำพูดอยู่บ้าง ทว่าเคล็ดวิชาต่อสู้ทั้งสองล้วนเป็นระดับสวรรค์ อีกทั้งดูเหมือนว่าค่ายกลกระบี่หยินหยางจะร้ายกาจยิ่งกว่าศรทะลวงเมฆาเสียอีก หลิวอี้รู้ดีว่าวันนี้เขาได้รับผลประโยชน์ก้อนโตแล้ว
"หานเยี่ย ข้าดูออกว่าเจ้าไม่ใช่คนที่จะรับจ้างผู้ใดง่ายๆ วันนี้เจ้าคิดจะลอบสังหารข้า ย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว ทว่าก่อนเจ้าจะจากไป ข้ามีของขวัญชิ้นหนึ่งจะมอบให้เจ้า เชื่อว่าเจ้าต้องสนใจอย่างแน่นอน" หลิวอี้ก้าวไปข้างหน้าพลางเอ่ยยิ้มๆ
"ของขวัญที่ข้าสนใจอย่างนั้นรึ ข้าสนใจเพียงแค่ชีวิตของเจ้าและเข็มทิศมายาดาราเท่านั้น" หานเยี่ยกล่าว
"โอ้ ดูท่าคงจะเป็นคนที่ตำหนักชิงซวีส่งมาสินะ ทว่าเจ้าก็ไม่น่าจะใช่คนของตำหนักชิงซวีนี่" หลิวอี้เชื่อมั่นว่า คนที่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสวรรค์ถึงสองวิชา อีกทั้งยังมีเคล็ดวิชาโองการสวรรค์ที่ไม่อาจล่วงรู้ความสามารถ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน การที่สามารถเชิญคนเช่นนี้มาลอบสังหารเขาได้ เกรงว่าคงต้องอาศัยสายใยผูกพันบางอย่างเป็นแน่
เขามองออกว่าหานเยี่ยผู้นี้คือยอดคนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตของเขา เพียงแต่รับคำสั่งมาเท่านั้น นั่นหมายความว่าอาจจะสามารถชักชวนให้มาเข้าร่วมฝ่ายของเขาได้ หลิวอี้ย่อมไม่ยอมละทิ้งโอกาสนี้
"จะเป็นคนของที่ใดแล้วมันสำคัญนักหรือ ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีของขวัญ ข้าก็อยากจะดูนักว่ามันคือของขวัญอันใดกันแน่" มันเอ่ยเสียงเย็น
"วางใจเถิด ต้องทำให้เจ้าพึงพอใจอย่างแน่นอน" หลิวอี้เอ่ยกลั้วรอยยิ้ม
จากนั้น เขาก็เปิดระบบและเลือกไปที่ศรทะลวงเมฆา
ศรทะลวงเมฆาระดับสวรรค์ขั้นทะลุปรุโปร่ง [0/5000]
เพื่อให้ของขวัญชิ้นใหญ่นี้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก หลิวอี้จึงใช้ชิ้นส่วนทักษะ 5000 ชิ้น เลื่อนระดับศรทะลวงเมฆาให้ไปถึงขั้นเหนือมนุษย์โดยตรง
และในเวลานี้ ศรทะลวงเมฆาก็กลายเป็นเคล็ดวิชาต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาแล้ว
ศรทะลวงเมฆาระดับสวรรค์ขั้นเหนือมนุษย์ [0/10000]
"ส่งคันธนูและลูกศรของเจ้ามาให้ข้า" หลิวอี้ชี้ไปยังทหารลาดตระเวนผู้หนึ่ง
ทหารผู้นี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบส่งมอบคันธนูและลูกศรของตนให้อย่างนอบน้อม
"หลิวอี้ เจ้าคงไม่ได้คิดจะใช้ธนูต่อหน้าข้าหรอกนะ เจ้าก็รู้ตัวไม่ใช่หรือว่าเจ้านี่มันช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย" หานเยี่ยเอ่ยเย้ยหยัน มันยอมรับว่าหลิวอี้นั้นแข็งแกร่งมาก ทว่าหากประลองเพลงกระบี่ มันไม่เชื่อหรอกว่าในบรรดาคนรุ่นเดียวกันจะมีผู้ใดเก่งกาจไปกว่ามัน
ฝานเยียนเองก็มองหลิวอี้ด้วยความสงสัยเช่นกัน ก่อนหน้านี้ตนนางมองออกว่าวิชายิงธนูของคนผู้นี้น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง หากนางไม่อาจควบคุมประกายจันทราได้ ก็ใช่ว่าจะสามารถต้านทานได้ง่ายๆ
"วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาดูว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน"
[จบแล้ว]