เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 122 พี่ชาย จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรือ?

บทที่ 122 พี่ชาย จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรือ?

บทที่ 122 พี่ชาย จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรือ? 


บทที่ 122 พี่ชาย จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรือ?

"สุภาพสตรี สุภาพบุรุษ และผู้ชมทุกท่านที่ไม่ได้เป็นทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ!"

"เพื่อนๆ ทุกท่านที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ และรับชมการแข่งขันผ่านแพลตฟอร์มถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ต!"

"สวัสดีครับทุกท่าน!"

"งานชุมนุมผู้ฝึกปราณรุ่นเยาว์ที่จัดขึ้นทุกๆ สี่ปี ในที่สุดก็มาถึงแล้ว เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้สึกตื่นเต้นกันสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะครับ และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนงานชุมนุมใหญ่ การแข่งขันสะสมคะแนนของผู้ฝึกตนอิสระในเมืองเจียงเฉิงครั้งนี้ก็คงจะดุเดือดไม่แพ้กัน ผมสวี่จื่อ ผู้บรรยายที่จะมาร่วมลุ้นไปกับการแข่งขันครั้งนี้ไปพร้อมกับทุกคนครับ"

บนหน้าจอ ชายตาตี่ที่ตัดผมทรงลานบินหัวสี่เหลี่ยมกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะผู้บรรยาย เขาอายุราวๆ สามสิบปี สวมเสื้อโปโลสีฟ้า ใบหน้าดูจริงจังมากทีเดียว

หลังจากแนะนำตัวเสร็จ เขาก็ผายมือไปด้านข้าง อีกฝั่งของโต๊ะผู้บรรยายมีชายผมยาวในชุดฝึกสีขาวเงินนั่งอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่แพ้กัน ชายผู้นี้ดูอายุราวๆ ห้าสิบปี ผมสีดอกเลาเกล้ามวยนักพรตไว้กลางศีรษะแล้วปล่อยยาวสยายประบ่า คิ้วเข้มตาคมแฝงกลิ่นอายของเซียนอยู่จางๆ

ดูออกเลยว่า แม้ตอนนี้จะอายุมากแล้ว แต่ความหล่อเหลาก็ไม่ได้ถูกกาลเวลาทำร้ายไปเลย กลับยิ่งดูเหนือชั้นขึ้นไปอีก

"วันนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้เชิญปรมาจารย์กัวจ้านหลู ผู้ฝึกกระบี่ชื่อดังแห่งเมืองเจียงเฉิง มาเป็นแขกรับเชิญในการบรรยายครั้งนี้ครับ" สวี่จื่อแนะนำอย่างเป็นทางการ

"สวัสดีครับทุกท่าน" ผู้ฝึกกระบี่ผมยาวทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้ากัวจ้านหลู ยินดีที่ได้มาเยือนที่นี่ครับ"

"ในฐานะผู้ฝึกตนอิสระ ปรมาจารย์กัวได้ฝ่าฟันอุปสรรคมาอย่างโชกโชนจนถึงทุกวันนี้ และได้ฝึกปรือจนถึงระดับหกขั้นสูงสุด ห่างจากขั้นเทพเจ้าเพียงก้าวเดียวเท่านั้น" สวี่จื่อถามขึ้น "หากมองย้อนกลับไปตอนที่ท่านเคยเข้าร่วมการแข่งขันสะสมคะแนนของผู้ฝึกตนอิสระ ท่านมีประสบการณ์อะไรอยากจะนำมาพูดคุยกับทุกคนบ้างไหมครับ?"

กัวจ้านหลูครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า "สำหรับสายผู้ฝึกตนอิสระ กฎของการแข่งขันสะสมคะแนนนั้นค่อนข้างผ่อนปรนมากทีเดียว เพื่อต้องการให้ทุกคนได้แสดงความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ แต่หลายคนมักจะเข้าใจผิดคิดว่าการแข่งขันสะสมคะแนนคือสมรภูมิของพวกวิชามาร ข้าอยากจะบอกทุกคนว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ในแต่ละครั้งผู้ที่คว้าชัยชนะไปได้ ย่อมต้องเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีความแข็งแกร่งที่แท้จริงมากที่สุด ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง เล่ห์เหลี่ยมอุบายหรือการสร้างพรรคพวกมากมายแค่ไหน ก็สู้การบดขยี้ด้วยระดับการฝึกฝนไม่ได้หรอก"

"ความสง่างามและเปิดเผยต่างหาก คือท่วงท่าของแชมเปี้ยนที่แท้จริง!"

"ต้องขอขอบคุณคำกล่าวของปรมาจารย์กัวด้วยนะครับ ที่ทำให้พวกเราได้มีความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับสายผู้ฝึกตนอิสระมากขึ้น" สวี่จื่อผายมืออีกครั้ง "เอาล่ะครับ ตอนนี้การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ต่อไปขอเชิญทุกคนตามกล้องไปดูสถานการณ์ของผู้เข้าแข่งขันกันเลยครับ"

ความจริงแล้วสนามแข่งขันสะสมคะแนนนั้นตั้งอยู่ภายในดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่ง

ในโลกนี้มีมิติที่สลับซับซ้อนและมีพื้นที่ที่แยกออกจากกันอยู่มากมาย ขนาดใหญ่ก็เรียกว่าเขตแดน ขนาดเล็กก็เรียกว่าดินแดนลี้ลับ เมื่อเกิดความผิดปกติของมิติขึ้น โลกมนุษย์ก็จะมีรอยแยกปรากฏขึ้นและเชื่อมต่อกับโลกต่างมิติเหล่านี้

ทันทีที่มีรอยแยกปรากฏขึ้น กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติก็จะเข้าควบคุมอย่างรวดเร็ว บางแห่งก็จะถูกซ่อมแซมทันที บางแห่งก็จะถูกเก็บไว้เพื่อดูว่ามีทรัพยากรใดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง

กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติของทุกเมืองล้วนมีดินแดนลี้ลับน้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในมือ ดินแดนลี้ลับแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอๆ กับเขตหนึ่งของเมืองหมายเลขเจ็ดเลยทีเดียว ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นค่ายกลสำหรับการแข่งขันสะสมคะแนนโดยเฉพาะ

บนท้องฟ้าของดินแดนลี้ลับมีลูกแก้วเรืองแสงขนาดใหญ่คล้ายลูกนิมิตสีทองคำแขวนลอยอยู่ ขณะที่มันเปล่งแสงออกมา มันก็มีฟังก์ชันในการส่งภาพกลับมาด้วย โดยสามารถจับภาพไปยังจุดใดของค่ายกลก็ได้ตามต้องการ จากนั้นก็จะแสดงภาพขึ้นบนกระจกด้านนอก และใช้กล้องบันทึกภาพส่งไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ ต่อไป

วิธีนี้ทรงพลังกว่าแมลงวิเศษกล้องโดรนติดตามตัวของวั่งโยว มีเดียตั้งไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

เมื่อม่านแสงที่ล้อมรอบดินแดนลี้ลับทั้งหมดตกลงมาอย่างฉับพลัน ผู้ฝึกตนอิสระรุ่นเยาว์กว่าสองร้อยคนก็ถูกส่งเข้าไปในค่ายกล และเริ่มการแข่งขันอันดุเดือดของพวกเขา

เวลาการแข่งขันคือหกชั่วโมง เมื่อหมดเวลา ก็จะปรากฏผู้โชคดีห้าสิบคนที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบจริงของงานชุมนุมผู้ฝึกปราณรุ่นเยาว์ต่อไป

เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดการแข่งขันสะสมคะแนนก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ

สามเกลอแห่งสำนักงานวันนี้ก็ตื่นแต่เช้าตรู่ รีบมาที่สนามแข่งขันของกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติ เข้าแถวรับการตรวจสอบ แล้วจึงเข้าไปในสนามแข่งขัน

เมื่อมีแสงจ้าสาดส่องลงมา ทุกคนก็กลายเป็นเงาดำแล้วหายวับไป เข้าสู่ดินแดนลี้ลับที่เปิดประตูรอรับอยู่

เมื่อม่านแสงหายไป เยว่เหวินในชุดฝึกรัดรูปสีดำ สะพายเป้ลายพรางใบใหญ่ ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศภายในห้องใต้หลังคาของบ้านไม้หลังหนึ่ง

ทันทีที่ได้สติ เขาก็เรียกกระบี่ยาวออกมาเตรียมพร้อมระวังภัยก่อนเลย

แต่ละคนสามารถนำอาวุธหรือของวิเศษติดตัวเข้ามาได้หนึ่งชิ้น และระดับต้องไม่ถึงขั้นของวิเศษระดับจิตวิญญาณ สิ่งที่เยว่เหวินเลือกนำมาด้วยก็ต้องเป็นกระบี่บินเล่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แม้มันอาจจะไม่ใช่ของวิเศษระดับสูงสุดที่เขามี แต่อิทธิฤทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาล้วนอยู่ที่กระบี่ จะไม่เอามาด้วยก็คงไม่ได้

——

หลังจากได้แผนที่การแข่งขันมา ทั้งสามคนในสำนักงานก็ปรึกษาแผนการรบสำหรับการแข่งขันสะสมคะแนนครั้งนี้กันมาตลอด แต่เงื่อนไขสำคัญของการทำตามแผนกลยุทธ์ทั้งหมดก็คือทั้งสามคนจะต้องมาพบกันให้สำเร็จ ขาดใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว

ภายในค่ายกลดินแดนลี้ลับแห่งนี้ จุดตกของทุกคนจะเป็นแบบสุ่มทั้งหมด

แม้ว่าก่อนการแข่งขันจะมีหลายคนจับมือเป็นพันธมิตรหรือหาทีมกันไว้แล้ว แต่ทุกๆ ครั้งก็มักจะมีคนที่ตายกลางทางก่อนจะได้มาเจอกันอยู่เสมอ

โดยเฉพาะพวกที่รีบร้อนเดินทางไปหาเพื่อนร่วมทีม มักจะถูกพวกหมาป่าเดียวดายหน้าซื่อใจคดที่ซุ่มซ่อนอยู่ข้างทางลอบโจมตีได้ง่ายๆ

ดังนั้นเยว่เหวินจึงระมัดระวังตัวขั้นสุด ก่อนที่สามกระบี่จะรวมพลังกัน เขาจะไม่อนุญาตให้เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ขึ้นกับตัวเองเด็ดขาด หลังจากชักกระบี่ออกมาแล้ว เขาถึงค่อยแผ่สัมผัสเทวะออกไปเพื่อสำรวจห้องนี้

ที่นี่เป็นห้องใต้หลังคาที่ทำจากไม้ เขาอยู่ชั้นล่างสุด ภายในห้องมีข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย มีโต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองสามตัว มีตู้ไม้เรียงรายอยู่ริมกำแพง และบนหลังตู้มีกล่องเหล็กปิดสนิทอยู่ใบหนึ่ง

ของวิเศษส่วนใหญ่มักจะถูกวางไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน เยว่เหวินมองกล่องเหล็กใบนั้นพลางคิดในใจว่าข้างในน่าจะมีของอยู่

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นบน

เขารีบหันปลายกระบี่ล็อกเป้าไปที่บันไดทันที แล้วเขาก็เห็นชายหนุ่มผมเกรียนหน้าตารูปร่างธรรมดาในชุดสีดำเดินลงมา ชายคนนี้ดูท่าทางตึงเครียดไม่แพ้กัน ในมือถืออาวุธสีทองรูปร่างคล้ายพลั่ว ระวังภัยมาทางเยว่เหวิน

"ซวยชะมัด" ชายหัวเกรียนพึมพำ

คนสองร้อยคนถูกสุ่มให้ตกลงมาในดินแดนลี้ลับที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ พวกเขากระจายตัวกันออกไปอย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะเจอศัตรูทันทีที่ลงพื้นนั้นมีน้อยมาก

การที่เยว่เหวินกับชายหัวเกรียนโผล่มาอยู่ในห้องใต้หลังคาเดียวกันตั้งแต่แรกแบบนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยสุดๆ ไปเลย

"ข้าก็คิดว่าซวยเหมือนกัน" เยว่เหวินถือกระบี่จ้องอีกฝ่ายพลางถอยหลังไปที่ประตู "พี่ชาย ข้าจะถอยออกไป ยกห้องนี้ให้เจ้าค้นก็แล้วกัน"

"เยี่ยมไปเลยพี่ชาย" ชายหัวเกรียนยังคงถือพลั่วทองคำไว้แน่น ใบหน้าฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย "เราสองคนต่างก็ยังไม่ได้เริ่มค้นของ ไม่เห็นจำเป็นต้องสู้กันเลยเนอะ"

"ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" เยว่เหวินเอื้อมมือไปเปิดประตู "ข้าจะเปิดประตูแล้วนะพี่ชาย"

"พอเจ้าออกไปแล้วก็ปิดประตูด้วยล่ะพี่ชาย" ชายหัวเกรียนบอก

ทั้งสองคนเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด เยว่เหวินถอยออกไปพ้นประตูแล้วพูดว่า "ข้าจะปิดประตูแล้วนะพี่ชาย"

"ลาก่อนนะพี่ชาย" ชายหัวเกรียนพยักหน้ารับ

ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ประตูปิดลง สีหน้าของชายหัวเกรียนก็พลันเปลี่ยนเป็นดุร้าย พลั่วทองคำในมือพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกศรสีทองเจาะทะลุอากาศ! พุ่งชนบานประตูจนแตกกระจาย!

ตึง! ปัง!

การโจมตีอันรุนแรงและหนักหน่วงนี้กลับไม่โดนเยว่เหวิน หลังบานประตูนั้นว่างเปล่า!

"หืม?" ชายหัวเกรียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาใช้ฝ่ามือดึงอากาศเข้าหาตัว หัวพลั่วราวกับถูกดึงด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น พุ่งกลับมาหาเขาทันที

ในขณะที่เขากำลังสงสัยอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่น "รับกระบี่!"

ชายหัวเกรียนรีบหันไปมองอย่างระมัดระวังทันที ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าบาดตาก็สาดพุ่งออกมาจากด้านข้างประตู!

ฟิ้ว—

แสงสว่างวาบที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ชายหัวเกรียนตาพร่ามัวไปหมด

ทันใดนั้น ปราณกระบี่อันทรงพลังและดุดันก็ม้วนตัวพุ่งเข้ามา บดขยี้ร่างกายของเขาจนระเบิดแหลกละเอียดในพริบตา!

ตู้ม!

ในเสี้ยววินาทีที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง ชายหัวเกรียนก็รู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลอย่างรุนแรง เดี๋ยวนะ แกเก่งขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย?

ยังไงข้าก็สู้แกไม่ได้อยู่แล้วป่าววะ

งั้นแกก็ฆ่าข้าซะตั้งแต่แรกก็จบเรื่องแล้วไหม?

นี่ยังจะมาเผชิญหน้ากับข้าอยู่ตั้งนาน สองนาน แกล้งทำเป็นว่าถูกข้าลอบโจมตี แล้วก็ซ้อนแผนให้ข้าโดนวิชาแสงสว่างวาบของแกเล่นงาน สุดท้ายก็จัดการฆ่าข้าด้วยกระบี่เดียวเนี่ยนะ

พี่ชาย จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรือ?

นี่แกคิดว่าการบดขยี้ข้าทั้งเรื่องสติปัญญาและระดับการฝึกฝนจะทำให้แกสะใจมากขึ้นอย่างนั้นหรือไง?

กระบี่นี้ฟันร่างของชายหัวเกรียนจนแหลกเป็นชิ้นๆ จู่ๆ ก็มีเสียงหยกอาคมแตกดังขึ้นในอากาศ เศษซากศพที่ปลิวว่อนไปทั่วก็หายวับไปพร้อมกัน เหลือเพียงเป้สะพายหลังว่างเปล่าใบเดียวทิ้งไว้ตรงนั้น

นี่คือผลของยันต์คุ้มกาย

"ลาก่อนนะพี่ชาย"

เยว่เหวินโผล่ออกมาจากด้านหลังประตูอีกฝั่ง แล้วเก็บกระบี่ยาวกลับคืน เขาค่อยๆ ปิดประตูอย่างใจเย็น แล้วเริ่มค้นหาของวิเศษในห้องใต้หลังคา

เมื่อครู่นี้ตอนที่บานประตูบังสายตา เขาถึงได้รู้ว่าไอ้หัวเกรียนนี่ต้องลอบโจมตีเขาแน่ๆ ศิษย์สำนักเซียนอาจจะยังมีพวกที่ใสซื่ออยู่บ้าง แต่ผู้ฝึกตนอิสระล้วนแต่เป็นพวกที่ต้องปากกัดตีนถีบดิ้นรนมาตลอดจนกว่าจะมีระดับการฝึกฝนมาถึงวันนี้ได้ ความเจ้าเล่ห์เพทุบายของพวกเขานั้นมีสูงลิบลิ่ว

จำเป็นต้องใช้ความคิดที่ชั่วร้ายที่สุดมาคาดเดาเจตนาของพวกเขา

ดังนั้นเขาจึงรีบหลบไปอีกด้านหนึ่งทันที และก็หลบการโจมตีได้จริงๆ พอไอ้หัวเกรียนลงมือ เขาก็สวนกลับด้วยวิชาแสงสว่างวาบพร้อมกับกระบี่บิน จัดการได้อย่างเด็ดขาดและหมดจด

ที่เขาไม่ลงมือโจมตีก่อน ก็เพื่อจะดูระดับฝีมือของไอ้หัวเกรียนนั่นเอง

ถ้าเจ้านั่นอยู่ขั้นพลังปราณคุ้มกาย เยว่เหวินจะหันหลังกลับแล้วหนีไปให้ไกลทันที เพราะตอนนี้ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ทีมสามคนยังไม่ได้รวมตัวกัน การจะปะทะกับคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันโดยตรงถือว่าไม่ฉลาดเอาเสียเลย

ต่อให้ฆ่าคนได้ ก็ไม่ได้อะไรกลับมาอยู่ดี

เขาไม่ใช่พวกฆาตกรโรคจิตแต่กำเนิดอย่างจ้าวซิงเอ๋อร์สักหน่อย

เมื่อเห็นไอ้หัวเกรียนเป็นฝ่ายลงมือก่อน ฝีมือก็อยู่แค่ระดับที่สามช่วงเริ่มต้นถึงระดับกลางเท่านั้น เยว่เหวินก็เลยเบาใจและโต้กลับ เอาชนะได้อย่างสบายๆ

ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันสายผู้ฝึกตนอิสระเมืองเจียงเฉิงกว่าสองร้อยคนนี้ ผู้ที่อยู่ในขั้นพลังปราณคุ้มกายมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่จะอ่อนแอกว่าเยว่เหวิน

แต่ถ้าเกิดแจ็กพอตแตกขึ้นมาล่ะ?

ถ้าไอ้หัวเกรียนนั่นเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ เยว่เหวินจะไม่ซวยเอาเหรอ? ในเมื่ออยากแย่งชิงอันดับหนึ่ง ก็ต้องระมัดระวังตัวให้มาก ยิ่งเป็นที่แคบๆ แบบนี้ ยิ่งต้องระวังอย่าให้พลาดพลั้งได้

หลังจากค้นดูรอบหนึ่งแล้ว เยว่เหวินก็มั่นใจว่าของวิเศษเพียงชิ้นเดียวในบ้านหลังนี้ ก็คือเหรียญตราโบราณที่อยู่ในกล่องเหล็กชั้นล่างนั่นเอง เหรียญทองแดงทรงกลมมีคราบดินแห้งกรังติดอยู่เต็มไปหมด บนนั้นมีลวดลายสัญลักษณ์อะไรสักอย่างวาดอยู่

สามวันก่อน คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้เผยแพร่รายชื่อของวิเศษทั้งหมดในการแข่งขันออกมา เยว่เหวินแค่ดูผ่านๆ ตาก็จำได้คร่าวๆ หมดแล้ว

เหรียญตราโบราณเหรียญนี้ น่าจะมีมูลค่าห้าสิบคะแนน ถือว่าเป็นของวิเศษระดับกลางค่อนไปทางต่ำ แต่มันใช้พื้นที่ไม่มาก เยว่เหวินก็เลยโยนมันลงเป้ไป

ด้วยของที่เก็บเกี่ยวมาได้เล็กๆ น้อยๆ นี้ เขาก็เดินออกจากบ้านไม้ไปอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ในเขตป่าเขาทางทิศตะวันตกของแผนที่ ท่ามกลางป่าทึบ มีบ้านไม้สร้างแบบห้องใต้หลังคากระจายอยู่ประปราย ภายในนั้นซ่อนของวิเศษเอาไว้ การตกลงมาตรงนี้ก็ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว ไม่เหมือนกับพื้นที่โล่งกว้างเหนือน้ำ ที่แทบจะตกปุ๊บก็โดนคนเป็นฝูงล็อกเป้าหมายปั๊บเลย

จุดนัดพบที่ทั้งสามคนในสำนักงานตกลงกันไว้คือช่วงกลางของหุบเขาทางทิศใต้ ซึ่งเป็นช่องเขาที่มีรูปร่างพิเศษ เยว่เหวินไม่ได้ไปค้นบ้านหลังอื่นต่อ แต่รีบมุ่งหน้าไปที่นั่นทันที

จะรีบร้อนค้นของไปทำไมกัน

มีคนตั้งมากมายช่วยค้นให้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง?

การจะบินไปที่นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ก็เหมือนกับในเขตแดนรกร้างนั่นแหละ ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ ห้ามใช้การเหินเวหาเด็ดขาด พอขึ้นไปบนฟ้าปุ๊บทุกคนก็จะมองเห็นทันที ใครต่อใครก็คงอยากจะลองวิชากันทั้งนั้นแหละ แล้วถ้าเกิดโดนสอยร่วงลงมาล่ะ จะทำยังไง?

เยว่เหวินก็เลยถือกระบี่ไว้ในมือ ใช้วิชาตัวเบาวิ่งฝ่าสายลมมุ่งหน้าลงใต้ไปอย่างรวดเร็ว ร่างของเขาเคลื่อนไหวว่องไวราวกับเป็นเพียงภาพติดตา

บนโต๊ะผู้บรรยาย เนื่องจากลูกแก้วยักษ์กำลังจับภาพไปที่ผู้เข้าแข่งขันที่มีชื่อเสียงหลายคน ในตอนแรกจึงไม่ได้ให้มุมมองมาทางฝั่งของเยว่เหวินเลย

แต่เพราะไอ้หัวเกรียนนั่นตายเร็วเกินไป จึงดึงดูดความสนใจมาได้บ้าง

"โอ้?" สวี่จื่ออุทานด้วยความประหลาดใจ "เปิดเกมมาไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีคนถูกคัดออกแล้วงั้นเหรอ? เรามาดูโฉมหน้าของผู้ชนะกันดีกว่าครับ"

มุมมองเพิ่งจะสลับมาที่เยว่เหวิน ซึ่งเขากำลังเรียกกระบี่บินที่ปล่อยออกไปกลับคืนมาพอดี

——

"ผู้ฝึกกระบี่งั้นหรือ?" กัวจ้านหลูตาเป็นประกาย "มิน่าล่ะถึงได้กำจัดศัตรูได้เป็นคนแรก สมกับเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยมของเราจริงๆ"

"ดูเหมือนปรมาจารย์กัวจะลำเอียงเข้าข้างผู้ฝึกกระบี่เป็นพิเศษเลยนะครับเนี่ย?" สวี่จื่อยิ้มบางๆ

"แน่นอนอยู่แล้ว" กัวจ้านหลูกล่าวด้วยเสียงดังกังวาน "ผู้ฝึกกระบี่ลงมือเฉียบขาด ตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวศัตรูที่แข็งแกร่ง ไม่เล่นเล่ห์เหลี่ยม นี่แหละคือตัวตนที่สอดคล้องกับวิถีแห่งเต๋ามากที่สุด ผู้ฝึกกระบี่ท่านนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์รุ่นเยาว์ของฝ่ายธรรมะ ข้าขอเอาใจช่วยเขาอย่างเต็มที่เลยล่ะ"

"เอาล่ะครับ" สวี่จื่อรับช่วงต่อ "งั้นเรามาตั้งตารอดูกันดีกว่าครับว่าผู้ฝึกกระบี่สุดหล่อท่านนี้จะทำผลงานอะไรให้เราได้เห็นกันต่อไป!"

จบบทที่ บทที่ 122 พี่ชาย จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว