เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 23 : ความโอ่อ่า

ตอนที่ 23 : ความโอ่อ่า

ตอนที่ 23 : ความโอ่อ่า


ตอนที่ 23 : ความโอ่อ่า

เป็นฟางจวิ้นและหลินจิ้งนั่นเอง

เมื่อมองดูของที่พะรุงพะรังในมือของพวกฉู่หลิง โดยเฉพาะโลโก้แบรนด์เนมหรูระดับโลกบนถุงกระดาษเหล่านั้น

ดวงตาของทั้งสองคนก็แทบจะถลนออกมาข้างนอก

ฉู่หลิงคนนี้ จะรวยเกินไปแล้ว!

แค่พาผู้หญิงมาเดินห้าง ก็ซื้อของให้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ?

ดูจากจำนวนของพวกนี้แล้ว ถ้าไม่มีเงินสัก 800,000-1,000,000 หยวนก็คงซื้อไม่ได้อย่างแน่นอน!

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งฉู่หลิงและหลินหวั่นเอ๋อร์ต่างก็ไม่มีท่าทีระมัดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย แถมพวกเขายังโยนของแบรนด์เนมเหล่านั้นเข้าไปในรถอย่างไม่ใส่ใจด้วย

ช่างแตกต่างกับท่าทางของพวกเขาสองคนที่แทบจะประคองไว้ในอุ้งมือและเอาแต่พูดอวดอ้างมันอยู่ตลอดเวลา มันช่างเป็นความแตกต่างที่อยู่คนละขั้วกันเลยจริงๆ!

นี่แหละคือวิถีของคนรวยตัวจริง

ฟางจวิ้นรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าด้วยความอับอาย กล่องนาฬิกาที่อีกฝ่ายโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีนั้น ยังมีราคาแพงกว่านาฬิกาของเขาเสียอีก

การโดนตบหน้าครั้งนี้ มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน

มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาพูดถึงรถหวู่หลิง ฉู่หลิงถึงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เลยแม้แต่น้อย

เพราะระดับของเขามันต่ำเกินไป การที่อีกฝ่ายจะพูดด้วยอีกสองสามประโยค ก็รังแต่จะทำให้ระดับของตัวเองลดต่ำลงไปด้วยเท่านั้น

“รถของเขาเป็นบูกัตติ เวย์รอนจริงๆ ด้วย รถคันนี้อย่างน้อยก็ต้อง 50 ถึง 60 ล้านหยวนเลยใช่ไหม?” หลินจิ้งป้องปากพลางจ้องมองทั้งสองคนขึ้นรถด้วยความหวาดกลัว ภายในใจของเธอก็เริ่มกระจ่างแจ้ง รถหวู่หลิงก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วฉู่หลิงจะต้องเช่ามาเพื่อจงใจจอดขวางพวกเขาแน่ๆ

เมื่อเทียบกับรถซูเปอร์คาร์ของอีกฝ่ายแล้ว รถปอร์เช่ พานาเมร่าของฟางจวิ้นก็กลายเป็นเพียงของเล่นชิ้นเล็กๆ เหมือนรถไฟฟ้าที่ไม่คู่ควรจะเอ่ยถึงเลยสักนิด

โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามองเห็นป้ายทะเบียน A99999 อย่างชัดเจน ขาของทั้งสองคนก็อ่อนแรงลงพร้อมกันจนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น

หัวใจของพวกเขาเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น สายตาจ้องมองรถบูกัตติ เวย์รอนที่แล่นลับสายตาออกไปด้วยความตกตะลึง

ป้ายทะเบียนแบบนี้ จะต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ!

แล้วเมื่อครู่นี้ พวกเขาถึงกับกล้าไปแสร้งทำเป็นรวยต่อหน้ามหาเศรษฐีระดับนี้เชียว?

ฟางจวิ้นและหลินจิ้งสบตากัน เมื่อนึกถึงคำพูดและสิ่งที่ตัวเองทำลงไปก่อนหน้านี้ ใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือดราวกับกระดาษทันที!

พวกเขาทั้งสองคนมันก็แค่ตัวตลกที่น่าสมเพช ที่ดันไปแสร้งทำเป็นคนรวยต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง?

ฟางจวิ้นลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ บนหน้าผากก็มีเหงื่อซึมออกมาเป็นชั้นบางๆ

การไปล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ ในอนาคตธุรกิจของเขาจะยังทำต่อไปได้อีกไหม?

ถ้าเรื่องในวันนี้ถูกแพร่ออกไป ต่อไปพวกเขาทั้งสองคนในจินหลิงก็คงไม่ต่างจากหนูท่อที่ใครเห็นก็อยากจะรุมตี!

อีกด้านหนึ่ง

“มีอะไรที่อยากทานเป็นพิเศษไหม?”

ฉู่หลิงเอ่ยถามความเห็นของหลินหวั่นเอ๋อร์ในขณะที่กำลังขับรถ

หลินหวั่นเอ๋อร์มองไปที่ฉู่หลิงแล้วตอบว่า “พี่หลิง ฉันทานอะไรก็ได้ค่ะ ฉันไม่ใช่คนเลือกทานเลย”

ฉู่หลิงพยักหน้า ในเมื่อไม่มีร้านที่อยากทานเป็นพิเศษ งั้นก็ไปร้านอาหารหรูๆ เลยแล้วกัน เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังมีทักษะเงินคืนจากเทพธิดาอยู่

เขาลองเปิดโทรศัพท์ดูคร่าวๆ ร้านที่มีอันดับดาวสูงสุดก็คือจื่อหยุนเก๋อ

ร้านจื่อหยุนเก๋อมีชื่อเสียงโด่งดังในจินหลิงมาอย่างยาวนาน เป็นร้านอาหารเพียงแห่งเดียวในจินหลิงที่ได้รับการจัดอันดับเป็นมิชลิน 3 ดาว ซึ่งถือเป็นป้ายทองคำแห่งวงการอาหารในจินหลิงอย่างแท้จริง

สถานที่แบบนี้เหมาะมากที่จะพาผู้หญิงมาทานอาหาร

“พวกเราไปที่จื่อหยุนเก๋อกันดีไหม?” ฉู่หลิงเอ่ยถาม

“ได้ค่ะ ฉันตามใจพี่หลิงค่ะ” หลินหวั่นเอ๋อร์หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะไม่อยากให้ฉู่หลิงเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของเธอ

ฉู่หลิงขับรถไปอย่างเงียบเชียบ แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของหลินหวั่นเอ๋อดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและถี่มาก

จนเขาถึงกับอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าหวั่นเอ๋อร์ ทางฝั่งของเธอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

นอกจากโทรศัพท์จะดังไม่หยุดแล้ว หลินหวั่นเอ๋อร์ก็ยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัดการตอบกลับ ดูท่าทางจะยุ่งมากเลยทีเดียว

หลินหวั่นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ แล้วยื่นโทรศัพท์ไปให้ทางฉู่หลิงเพื่อให้เขาดูข้อความข้างใน “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ! ก็แค่พวกแฟนคลับกำลังเร่งให้ฉันเปิดไลฟ์น่ะค่ะ”

เมื่อก่อนเพื่อให้ครบชั่วโมงการไลฟ์ หลินหวั่นเอ๋อร์จึงมักจะเปิดไลฟ์ในช่วงเวลานี้และตอนกลางคืนก็จะไลฟ์ต่ออีกสักพัก

เธอต้องทำแบบนี้ตลอดทั้งเดือนเพื่อให้ตัวเองเก็บชั่วโมงได้ครบและได้รับเงินเดือนขั้นต่ำตามสัญญา

แต่เมื่อวานนี้เป็นเพราะฉู่หลิงเปย์ของขวัญให้จนห้องไลฟ์ของหลินหวั่นเอ๋อร์โด่งดังเป็นพลุแตก แฟนคลับที่ห่วงใยเธอหลายคนจึงจงใจมาเตือนให้เธอรีบเปิดไลฟ์ เพื่อพยายามรักษาฐานแฟนคลับหน้าใหม่เอาไว้ ซึ่งนั่นก็จะทำให้รายได้ของเธอพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ฉู่หลิงมองดูอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็เห็นว่าบนหน้าจอโทรศัพท์ของหลินหวั่นเอ๋อร์เต็มไปด้วยข้อความจากแฟนคลับ

“หวั่นเอ๋อร์ ถ้ายังไม่เปิดไลฟ์อีก เธอจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบไม่มีเงินซื้อซอสเหล่ากันมากินแล้วนะ รีบเปิดได้แล้ว!”

“หรือว่าเป็นเพราะแฟนคลับใหม่เยอะเกินไป หวั่นเอ๋อร์เลยรู้สึกประหม่าหรือเปล่า? หวั่นเอ๋อร์ไม่ต้องกังวลนะ พวกเราทุกคนจะสนับสนุนเธอเอง!”

“ฉันกำลังนั่งรอเปิดไลฟ์อยู่นะ”

ฉู่หลิงมองดูหลินหวั่นเอ๋อร์ที่มีสีหน้าลังเล เขาจึงช่วยเสนอไอเดียให้เธอ “ในเมื่อพวกเขาเร่งให้เธอเปิดไลฟ์ งั้นเธอก็เริ่มไลฟ์เลยสิ! แต่การเล่นเกมข้างนอกมันคงไม่สะดวก เธอลองเปลี่ยนมาเป็นไลฟ์รีวิวร้านอาหารแทนเป็นไง”

การรีวิวร้านอาหารมิชลิน 3 ดาว ก็นับว่าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?

“จะดีเหรอคะ?” ภายในใจของหลินหวั่นเอ๋อร์ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เธอเองก็หวังจะอาศัยกระแสที่ฉู่หลิงมอบให้เมื่อวานนี้เพื่อสร้างฐานแฟนคลับให้มั่นคงเช่นกัน

สุภาษิตว่าไว้ ทหารที่ไม่อยากเป็นแม่ทัพไม่ใช่ทหารที่ดี หลินหวั่นเอ๋อร์เองก็หวังว่าตัวเองจะกลายเป็นสตรีมเมอร์ที่โด่งดังและใช้ความสามารถของตัวเองสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาให้ได้เช่นกัน

ในเมื่อตอนนี้ฉู่หลิงสนับสนุนเธอขนาดนี้ หลินหวั่นเอ๋อร์จึงเปิดแอปพลิเคชันไลฟ์สดในโทรศัพท์ขึ้นมาทันที

และทันทีที่เข้าสู่ห้องไลฟ์ เธอก็พบว่ามีแฟนคลับหลายพันคนมารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นใบหน้าของเธอปรากฏขึ้น ทุกคนต่างก็ส่งข้อความรัวๆ ถามว่าหลินหวั่นเอ๋อร์หายไปไหนมา ทำไมเธอถึงเพิ่งจะมาเปิดไลฟ์เอาป่านนี้

หลินหวั่นเอ๋อร์มองดูข้อความที่เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วส่งยิ้มที่สดใสให้กล้อง “สวัสดีค่ะทุกคน! ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะรอฉันอยู่ หวั่นเอ๋อร์ขอบคุณในความรักของทุกคนมากเลยนะคะ!”

แม้ว่าฉู่หลิงจะขับรถได้อย่างมั่นคงมาก แต่ภาพบนหน้าจอก็ยังมีการสั่นไหวอยู่เล็กน้อย

ในช่องแสดงความคิดเห็นก็เริ่มมีคำถามมากมายพุ่งขึ้นมาทันที

“หวั่นเอ๋อร์ วันนี้ไม่เล่นเกมเหรอ?”

“ดูจากพื้นหลังแล้ว ทำไมมันดูแปลกตาจังเลย ไม่เหมือนอยู่ในห้องเลย เธออยู่ข้างนอกเหรอ?”

หวั่นเอ๋อร์ก็ไม่ได้โกหก เธอพูดความจริงต่อหน้ากล้องว่า วันนี้เธอออกมาเที่ยวกับท่านหลิงอวิ๋น ดังนั้นวันนี้เธอจึงไม่ได้เล่นเกม “ทุกคนอยากเห็นบรรยากาศการทานอาหารและเมนูของร้านมิชลิน 3 ดาวไหม? ตอนนี้ฉันกับพี่หลิงกำลังจะไปรีวิวร้านอาหารกันค่ะ!”

เมื่อเหล่าแฟนคลับได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของหลิงอวิ๋น พวกเขาต่างก็พากันโอดครวญในห้องไลฟ์ทันที

“ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าสตรีมเมอร์สาวสวยผู้บริสุทธิ์อย่างหวั่นเอ๋อร์จะตกไปอยู่ในอ้อมกอดของมหาเศรษฐีซะแล้ว นี่มันทำร้ายจิตใจของฉันเหลือเกิน เอาความรักของฉันคืนมานะ!”

“สาวสวยมักจะคู่กับคนรวยเสมอเลยนะ ส่วนพวกขี้แพ้อย่างพวกเรา ก็ได้แต่นั่งดูไลฟ์อยู่ที่นี่แหละ”

“ท่านหลิงอวิ๋นเหรอ? ใช่พี่ชายมหาเศรษฐีที่เมื่อวานเปย์ไปตั้งแสนกว่าหยวนหรือเปล่า? ขอร้องล่ะให้พี่ใหญ่โชว์หน้าหน่อยได้ไหม ให้พวกเราได้เห็นเขาเป็นขวัญตาหน่อยเถอะ!”

หวั่นเอ๋อร์มองดูคำพูดของพวกเขาแล้วก็ทำเพียงยิ้มบางๆ

เรื่องบางเรื่องต่อให้จะอธิบายไป คนพวกนั้นก็ไม่มีวันเชื่ออยู่ดี แถมยังจะคิดว่าเธอกำลังพยายามปกปิดความจริงเสียอีก

ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา

หลินหวั่นเอ๋อร์สังเกตเห็นว่ามีแฟนคลับจำนวนมากเรียกร้องอยากจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของท่านหลิงอวิ๋น เธอจึงเอ่ยถามฉู่หลิงว่า “พี่หลิง พี่รังเกียจที่จะโชว์หน้าหน่อยไหมคะ?”

“ตามสบายเลย” ฉู่หลิงเอ่ยเรียบๆ

หลินหวั่นเอ๋อร์มองดูข้อความที่เรียกร้องอยากเห็นหน้าอย่างบ้าคลั่งในช่องแสดงความคิดเห็น แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ได้ค่ะ งั้นจะให้ทุกคนได้ดูหน่อยก็แล้วกันนะ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของทุกคน”

พูดจบ หลินหวั่นเอ๋อร์ก็หันกล้องโทรศัพท์ไปทางฉู่หลิง

ใบหน้าด้านข้างของฉู่หลิงในขณะที่กำลังตั้งใจขับรถ ก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคนในทันที

ผ่านไปหลายวินาที ห้องไลฟ์สดก็ราวกับเกิดอาการค้าง เพราะไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

มีเพียงการแจ้งเตือนว่ามีผู้ใช้งานเข้าสู่ห้องไลฟ์สดที่ยังคงเลื่อนอยู่เท่านั้น

ถ้าไม่มีการแจ้งเตือนนี้ หลินหวั่นเอ๋อร์ก็คงจะสงสัยไปแล้วจริงๆ ว่าโทรศัพท์ของเธอค้างไปแล้วหรือเปล่า

ผ่านไปประมาณ 10 วินาที ข้อความในห้องไลฟ์สดทั้งหมดก็ระเบิดออกมาอย่างกระทันหัน

ความเร็วของมันนั้นรวดเร็วมากจนแทบจะมองไม่เห็นข้อความที่พวกเขาส่งมาเลย

“สวรรค์ นี่มันหน้าตาของเทพบุตรชัดๆ! ท่านหลิงอวิ๋นทำไมถึงได้หล่อขนาดนี้?”

“ท่านหลิงอวิ๋นหล่อขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันนึกว่าพวกที่เปย์ในไลฟ์จะมีแต่พวกหน้าตาขี้เหร่ซะอีก ดูท่าจะเป็นเพราะฉันจนเกินไปจริงๆ”

“เมื่อกี้ฉันเห็นอะไรน่ะ? พวกนายเห็นไหม บ้าไปแล้ว ท่านหลิงอวิ๋นขับบูกัตตินี่นา ซูเปอร์คาร์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก สุดยอดไปเลย!”

ทุกคนต่างก็พากันตะลึงในความหล่อเหลาของใบหน้าด้านข้างของฉู่หลิง และในทันใดนั้นความสนใจของผู้ชมในห้องไลฟ์ก็ถูกเบี่ยงเบนไปที่รถหรูของเขาแทน

เมื่อพวกเขาเริ่มเข้าใจว่าบูกัตติ เวย์รอนคืออะไร พวกเขาต่างก็พากันโอดครวญออกมาพร้อมกันอีกครั้ง

“มิน่าล่ะถึงเปย์ทีละเป็นแสนหยวนได้ รถของเขาคันหนึ่งต้องใช้เงินตั้ง 50 ถึง 60 ล้านหยวนถึงจะซื้อได้ มหาเศรษฐีตัวจริงเสียงจริงเลย!”

“ฐานะทางการเงินของท่านหลิงอวิ๋นช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะ!”

ในตอนนั้นเอง หลินหวั่นเอ๋อร์ก็เห็นแฟนคลับถามคำถามขึ้นมาว่า วันนี้เธอตั้งใจจะไปรีวิวร้านอาหารไหน

“วันนี้พวกเราตั้งใจจะไปที่จื่อหยุนเก๋อในจินหลิงค่ะ เป็นร้านอาหารเพียงแห่งเดียวของที่นี่ที่ได้รับการจัดอันดับเป็นมิชลิน 3 ดาวค่ะ” หลินหวั่นเอ๋อร์ยิ้มพลางพูดคุยโต้ตอบกับแฟนคลับ

จื่อหยุนเก๋อเหรอ?

แฟนคลับจำนวนไม่น้อยต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของจื่อหยุนเก๋อ และพากันพิมพ์ข้อมูลที่ตัวเองรู้ลงในช่องแสดงความคิดเห็น

“จื่อหยุนเก๋อคือร้านอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในจินหลิงเลยนะ นั่นคือที่สุดของที่สุดแล้ว! หวั่นเอ๋อร์เธอควรจะไปลองดูจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อคนจินหลิงหมดนะ!”

“ฉันลองค้นหาในเน็ตดูแล้ว คะแนนสูงมากเลยทีเดียว! แต่ร้านอาหารแบบนี้เขาจะอนุญาตให้ไลฟ์สดได้จริงๆ เหรอ ลูกพี่ใหญ่ช่วยไขข้อสงสัยให้ฉันหน่อย”

“นั่นคือร้านอาหารมิชลิน 3 ดาวระดับตำนานเลยนะ มาตรฐานการให้คะแนนก็เข้มงวดมาก เรียกได้ว่าเป็นร้านที่คู่ควรกับชื่อเสียงที่สุดเลยล่ะ อิจฉาจังเลย ฉันได้แต่มองผ่านหน้าจอให้หายอยากเท่านั้นแหละ”

หลังจากขับต่อไปอีกเล็กน้อย หลินหวั่นเอ๋อร์ก็มองเห็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนนไม่ไกลออกไป โดยที่บนนั้นเขียนคำว่าจื่อหยุนเก๋อเอาไว้

สีของซุ้มประตูนั้นดูสดใสมาก ราวกับเพิ่งจะทาสีใหม่มาอย่างนั้น

ในตอนนั้นฉู่หลิงก็ได้ขับรถเข้าสู่ลานจอดรถของร้านจื่อหยุนเก๋อแล้ว หลินหวั่นเอ๋อร์ก็ยังตั้งใจถ่ายภาพให้แฟนคลับในห้องไลฟ์ดูด้วยว่า ในลานจอดรถนั้นเต็มไปด้วยรถหรูมากมายขนาดไหน

แฟนคลับต่างก็พากันอุทานด้วยความตกใจ สมกับเป็นร้านอาหารมิชลินสามดาวจริงๆ แขกที่มาทานถ้าไม่รวยก็ต้องมีอำนาจไม่น้อย

จื่อหยุนเก๋อตั้งอยู่ใกล้กับย่านธุรกิจ มันเป็นอาคารเดี่ยวสามชั้นที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสไตล์โบราณ และมีการตกแต่งที่ประณีตงดงามอย่างมาก

ที่หน้าประตูก็มีหญิงสาวสวมชุดกี่เพ้าสีแดงรอต้อนรับลูกค้าอยู่หลายคน แต่ละคนดูสวยหวานและมีน้ำเสียงที่ไพเราะน่าฟัง ทำให้ผู้ที่มาเยือนต่างก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งกายและใจ

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตู ก็จะพบกับพรมหนานุ่มที่ปูอยู่บนพื้น เมื่อเหยียบลงไปก็จะสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวล ราวกับกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆ

“ทั้งสองท่าน ตั้งใจจะทานอาหารที่ชั้นไหนดีคะ? ชั้นหนึ่งของเราจะเป็นโต๊ะอาหารแบบเปิดโล่ง ส่วนชั้นสองขึ้นไปจะเป็นห้องรับรองส่วนตัวค่ะ” พนักงานต้อนรับสาวแนะนำบริการของร้านจื่อหยุนเก๋อด้วยน้ำเสียงที่ลื่นไหลราวกับสายน้ำ และไม่ลืมที่จะเสริมทิ้งท้ายด้วยว่า “เพียงแต่ทางเราต้องขอแจ้งให้คุณลูกค้าทั้งสองท่านทราบก่อนว่า หากต้องการใช้บริการห้องรับรองส่วนตัวของทางร้าน คุณลูกค้าจะต้องมียอดการสั่งขั้นต่ำ 10,000 หยวนขึ้นไป หากยอดไม่ถึง คุณลูกค้าจะต้องชำระค่าห้องส่วนตัวเป็นจำนวน 1,000 หยวนค่ะ”

แฟนคลับในห้องไลฟ์เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พากันอึ้งไปทันที

ไม่จริงน่า?

ก็แค่ห้องส่วนตัวห้องเดียวไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงต้องจ่ายขึ้นต่ำ 10,000 หยวนด้วย?

มากันแค่ 2 คน ทานอาหารกันเต็มที่ก็น่าจะแค่ 1,000-2,000 หยวนไม่ใช่เหรอ?

10,000 หยวน... นี่มันคือการปล้นกันชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง?

เมื่อได้ยินราคานี้ แม้แต่หลินหวั่นเอ๋อร์เองก็ยังรู้สึกลังเล

การทานอาหารมื้อนี้มันแพงเกินไปแล้ว ถึงแม้เธอจะรู้ว่าฉู่หลิงรวย แต่เธอก็ไม่อยากจะใช้เงินของเขาอย่างฟุ่มเฟือยแบบนี้

ค่าห้องรับรองส่วนตัว 1,000 หยวนเลยน่ะ มันเท่ากับค่าครองชีพครึ่งเดือนของเธอเลย!

หลินหวั่นเอ๋อร์ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากเตือน เธอก็ได้ยินฉู่หลิงพูดกับพนักงานต้อนรับว่า “ขอห้องส่วนตัวที่เงียบๆ ให้ผมห้องหนึ่งก็แล้วกันครับ”

พนักงานต้อนรับสาวที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบพาคนทั้งสองขึ้นไปที่ชั้นสองทันที ก่อนจะพาเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวห้องแรกทางฝั่งซ้าย

ทันทีที่เข้าประตูมา ก็จะพบกับฉากกั้นไม้ ภายในห้องตกแต่งด้วยสไตล์จีน ดูแล้วมีระดับมากเลยทีเดียว

หลังฉากกั้นก็คือโต๊ะกลมไม้หนึ่งตัว พื้นที่ดูไม่กว้างขวางนัก แต่บนโต๊ะก็ถูกทำความสะอาดจนสะท้อนแสงได้

หลังจากทั้งสองคนนั่งลงแล้ว พนักงานก็รีบยื่นเมนูอาหารมาให้ทันที พร้อมกับโน้มตัวถามว่า “ทั้งสองท่านจะรับเมนูอะไรดีคะ?”

ท่าทางที่นอบน้อมและมีระดับนั้น เรียกได้ว่าสุดยอดจริงๆ

แฟนคลับในห้องไลฟ์ต่างก็พากันชื่นชมระดับการให้บริการของพนักงานคนนี้

“เธอสั่งเถอะ ลองดูว่าอยากทานอะไร?” ฉู่หลิงทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาก เขาเป็นฝ่ายยื่นเมนูอาหารให้หลินหวั่นเอ๋อร์ก่อน

หลินหวั่นเอ๋อร์รับมาเปิดดู พร้อมกับใช้โทรศัพท์ในมือของเธอถ่ายทอดสดไปด้วย ทำให้ผู้ชมทุกคนได้เห็นราคาอาหารข้างใน

ราคาอาหารบนนั้นเกือบทั้งหมดเริ่มต้นที่เลข 4 หลักและเมนูที่มีราคา 5 หลักก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

หลังจากหลินหวั่นเอ๋อร์โชว์ให้แฟนคลับดูแล้ว เธอก็รีบส่งเมนูคืนให้ฉู่หลิงทันที “พี่หลิง พี่เป็นคนสั่งเถอะค่ะ พี่สั่งอะไรฉันก็ทานอันนั้นแหละค่ะ”

ฉู่หลิงจนใจ เขาจึงทำได้เพียงสั่งอาหารตามเมนูไปสองสามอย่าง หลังจากพนักงานจดบันทึกเสร็จแล้ว ก็เดินออกจากห้องส่วนตัวไปทันที

ผ่านไปไม่นานนัก พนักงานก็ยกจานใบเล็กที่ดูประณีตออกมาวางให้

หลินหวั่นเอ๋อร์ก็เหลือบมองดู มันเป็นจานผลไม้ที่มีองุ่นที่ใสราวกับคริสตัลอยู่บนนั้น

หลินหวั่นเอ๋อร์หยิบขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วกัดลงไปเบาๆ

องุ่นนั้นก็ราวกับไม่มีเปลือกเลย ทันทีที่ถูกกัดน้ำองุ่นก็พุ่งกระจายไปทั่วปากของเธอในทันที

จากนั้น กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ขององุ่นก็อบอวลไปทั่วทั้งปาก

หลินหวั่นเอ๋อร์ทานองุ่นหนึ่งลูกหมดภายในสองคำ รสชาตินี้ตอบสนองต่อต่อมรับรสของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนเธออดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงด้วยความสุข

เธออุทานออกมาด้วยความประทับใจพลางหยิบองุ่นอีกลูกขึ้นมาใส่ปาก

เมื่อสัมผัสได้ถึงรสชาติอันยอดเยี่ยมของน้ำองุ่นที่พุ่งกระจายออกมา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับฉู่หลิงว่า “พี่หลิง นี่มันองุ่นอะไรคะเนี่ย อร่อยมากเลยค่ะ อร่อยกว่าที่ฉันเคยกินมาทั้งหมดเลย!”

พูดจบ เธอก็เหมือนจะกังวลว่าฉู่หลิงจะไม่เชื่อ เธอจึงหยิบองุ่นลูกหนึ่งส่งให้ฉู่หลิง

ฉู่หลิงยิ้มบางๆ แล้วอธิบายว่า “นี่คือองุ่นแดงรูบี้โรมัน ราคาประมาณ 6,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อพวง หรือถ้าคิดเป็นเงินหยวนก็ประมาณ 40,000 หยวนน่ะ องุ่นพวกนี้ปลูกอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น องุ่นแต่ละลูกที่นำมาขายจะต้องมีปริมาณน้ำตาลอยู่ที่ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์และน้ำหนักประมาณ 20 กรัมขึ้นไป”

ไม่ใช่แค่ต้องหวานพอเท่านั้น แต่ขนาดขององุ่นแต่ละลูกก็ต้องใหญ่พอด้วยถึงจะผ่านเกณฑ์

“องุ่นแบบนี้หนึ่งลูก ก็ราคาประมาณ 1,000 หยวนน่ะ!” ฉู่หลิงส่งองุ่นเข้าปากแล้วพยักหน้าเห็นด้วย

หวั่นเอ๋อร์แทบจะสำลักไปทันที

เมื่อกี้ที่เธอทานเข้าไปไม่กี่คำก็หมดไป 1,000 หยวนแล้วงั้นเหรอ?

แฟนคลับในห้องไลฟ์ต่างก็พากันตกตะลึงจนแทบจะบ้าคลั่งไปตามๆ กัน

จบบทที่ ตอนที่ 23 : ความโอ่อ่า

คัดลอกลิงก์แล้ว