เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ

ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ

ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ


ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ

ภายในห้องรับรองนั้นสว่างไสวมาก แสงไฟก็ขับเน้นรูปร่างของผู้จัดการสาวสวยให้ออกมาได้อย่างพอดิบพอดี ชุดเครื่องแบบพนักงานสีดำของเธอก็เข้ากับเธอเป็นอย่างดี

ใบหน้าของเธอขาวนวลและอวบอิ่มราวกับดอกบัว เวลาที่เธอยิ้มก็จะมีลักยิ้มเล็กๆ สองข้างที่ดูน่ารักปรากฏขึ้น

เหล่าผู้ชายที่อยู่ในนั้นต่างก็พากันจ้องมองเธอจนตาค้าง

ไม่คิดเลยว่าผู้จัดการของโรงแรมจื่อหยุนจะสวยได้ขนาดนี้

“คุณคนสวย มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” หลิวฮ่าวกระแอมไอออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยถามผู้จัดการสาวสวยด้วยท่าทางที่ดูเป็นงาน

ถึงแม้เป้าหมายหลักของเขาในวันนี้จะเป็นฉวี่เสี่ยวปิง แต่การได้ทำความรู้จักกับสาวสวยเพิ่มอีกหนึ่งคนก็นับว่าเป็นผลพลอยได้ที่น่าสนใจเหมือนกัน

หลิวฮ่าวรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีหน้ามีตาที่สุดในบรรดาคนที่อยู่ในนี้ ดังนั้นการที่เขาเข้าไปทักทายผู้จัดการคนนี้จึงดูเหมาะสมที่สุดแล้ว

ทว่าความรู้สึกดีๆ ที่เขามีให้ตัวเองนั้นกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เพราะทันทีที่ผู้จัดการสาวสวยเห็นฉู่หลิง ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที จากนั้นสายตาของเธอก็จดจ้องไปที่ฉู่หลิงเพียงคนเดียว พร้อมกับก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางนั้นทันที

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมคนสวยๆ ถึงพากันวิ่งเข้าหาฉู่หลิงกันหมดแบบนี้?

พวกเขามีอะไรที่ด้อยกว่ามันตรงไหน!

ถ้าหากความโกรธแค้นมีสีสันล่ะก็ เหล่าผู้ชายในห้องนี้คงจะกลายเป็นสีรุ้งที่ส่องแสงเจิดจ้าไปแล้ว

ผู้จัดการสาวสวยเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่หลิง ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูสง่างามมาก เพราะในฐานะผู้จัดการโรงแรม 5 ดาว เธอย่อมต้องผ่านการฝึกอบรมด้านบุคลิกภาพมาเป็นอย่างดี

เธอเดินมาหยุดอยู่ข้างกายฉู่หลิงแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยกับฉู่หลิงด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมอย่างยิ่งว่า “คุณผู้ชายคะ ดิฉันมาแจ้งให้ทราบว่าลานจอดรถด้านล่างมีที่ว่างแล้วนะคะ คุณสามารถนำรถของคุณเข้าไปจอดข้างในได้เลยนะคะ”

ผู้จัดการพูดพร้อมกับยื่นสิ่งที่อยู่ในมือทั้งสองของเธอส่งไปให้ทางฉู่หลิง

ฉู่หลิงก็มองดูผู้จัดการสาวสวยด้วยความประหลาดใจแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าผมบอกคุณไปแล้วเหรอ? ว่าให้พนักงานช่วยขับรถของผมไปจอดได้เลย ทำไมต้องลำบากคุณเดินมาแจ้งอีกรอบด้วยล่ะครับ”

เมื่อฉู่หลิงพูดจบ ใบหน้าของผู้จัดการสาวก็ฉายแววกระอักกระอ่วนออกมาวูบหนึ่ง รอยยิ้มของเธอดูขัดเขินเล็กน้อยแล้วพูดว่า “คือว่า... พนักงานของเราไม่มีใครกล้าขับรถราคาแพงขนาดนั้นเลยค่ะ!”

เธอเองก็ไม่อยากจะมารบกวนมหาเศรษฐีแบบเขาหรอก แต่ว่าลูกน้องของเธอนั้นใจเสาะเกินไปจริงๆ

ผู้จัดการสาวก็เคยคิดที่จะขับรถเข้าไปจอดให้เองเหมือนกัน แต่พอแค่เธอจะก้าวขาเข้าไปนั่ง เธอก็รู้สึกขาสั่นขึ้นมาทันที

รถที่แพงขนาดนี้ แค่คิดก็กลัวแล้ว

หลังจากไตร่ตรองไปมา สุดท้ายผู้จัดการสาวจึงตัดสินใจมาหาฉู่หลิงด้วยตัวเองแทน

เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ เธอค้อมตัวให้ต่ำลงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างไปข้างหน้าเพื่อแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้มากขึ้น

ในฝ่ามือที่แบออกของผู้จัดการสาวก็มีกุญแจรถที่มีลักษณะโดดเด่นวางอยู่

สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนนั้น ไม่ใช่เครื่องหมายของบูกัตติหรอกเหรอ?

ต่อให้จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้จักบูกัตติ เวย์รอนเลยก็ตาม แต่หลังจากที่ได้เห็นรูปถ่ายที่จางเฉียงถ่ายมา พวกเขาต่างก็จำตราสัญลักษณ์ของบูกัตติได้อย่างติดตาแล้ว

ในชั่วพริบตานั้นเอง ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็แข็งทื่อราวกับหินไปตามๆ กัน

มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!

มันคือรถของฉู่หลิงอย่างนั้นเหรอ?

ไม่ ไม่มีทาง!

เพื่อนร่วมชั้นเกือบทุกคนต่างก็คิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่าผู้จัดการสาวสวยคนนี้จะต้องจำคนผิดแน่ๆ

แต่ว่าฉู่หลิงไม่ใช่คนที่มีใบหน้าพิมพ์นิยมทั่วไป กลับกันเขากลับดูหล่อเหลาแบบมีเอกลักษณ์ด้วยซ้ำ แล้วเธอจะจำผิดคนได้ยังไง?

และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อครู่นี้ฉู่หลิงยังพูดคุยโต้ตอบกับผู้จัดการสาวสวยไปมาอยู่เลย มันเลยเป็นหลักฐานชั้นดีที่มัดตัวไว้จนดิ้นไม่หลุด!

หลิวฮ่าวที่เพิ่งจะคุยโวโอ้อวดไปเมื่อครู่ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาได้แต่นั่งบื้อมองดูฉู่หลิง

แม้แต่ฉวี่เสี่ยวปิงที่ปฏิบัติกับฉู่หลิงอย่างจริงใจเพียงคนเดียว ก็ยังจ้องมองเพื่อนเก่าคนนี้ด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

พวกเขาก็แค่ไม่ได้เจอกันมา 4 ปีเองนะ ฉู่หลิงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยพลาดในตอนนั้น กลับกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จนถึงขั้นขับรถบูกัตติ เวย์รอนได้แล้วงั้นเหรอ?

ความแตกต่างที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ ใครจะไปยอมรับได้ลงล่ะ!

ฉู่หลิงลุกขึ้นยืนแล้วคว้ากุญแจรถมาถือไว้ เขามองเพื่อนเก่าด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกขอโทษเล็กน้อย “ขอโทษทีนะทุกคน เดี๋ยวฉันขอลงไปเลื่อนรถก่อน”

พูดจบเขาก็เดินตามหลังผู้จัดการสาวสวยออกไปทันที

หลังจากที่ฉู่หลิงจากไป ภายในห้องรับรองก็เงียบสงัดจนน่าใจหาย

ราวกับว่าพระเจ้าได้กดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้กระทันหัน ทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างก็นิ่งค้างไม่ขยับเขยื้อน

ตอนนี้ภายในใจของทุกคนต่างก็วุ่นวายสับสนเหมือนกับด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง

ในขณะนี้ แต่ละคนต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันไป จนไม่มีกะจิตกะใจจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมา

แล้วจะให้พูดอะไรล่ะ?

จะให้ตำหนิตัวเองที่พูดจาไม่ดีลับหลังฉู่หลิงอย่างนั้นเหรอ?

ต่อให้จะอยากตำหนิตัวเองขนาดไหน ก็ต้องรอให้ฉู่หลิงกลับมาเสียก่อนไม่ใช่หรือไง!

หลิวฮ่าวที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็เริ่มรู้สึกอยู่ไม่สุขแล้ว รถออดี้กระป๋องของเขา เมื่อกี้เขายังกล้าเอามาคุยโวได้ยังไงกัน?

ลองดูฉู่หลิงนั่นสิ ขับรถซูเปอร์คาร์แถมยังเป็นบูกัตติ เวย์รอนที่ได้ชื่อว่าเป็นรถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก แต่มันกลับทำตัวเรียบง่ายและถ่อมตัวขนาดนั้น!

รถคันเล็กๆ ที่ดูต่ำต้อยของเขา จะเอาอะไรไปเปรียบเทียบกับรถซูเปอร์คาร์จริงๆ ได้ล่ะ?

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าแตกธรรมดาแล้ว แต่มันคือการอับอายขายหน้าครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว!

แถมรถบูกัตติ เวย์รอนที่แสนจะยอดเยี่ยมขนาดนั้น มันไม่มีทางที่จะเป็นรถเช่ามาอย่างแน่นอน!

เมื่อกี้พวกเขาก็เห็นรูปกันอย่างชัดเจนแล้ว รถที่ป้ายทะเบียนมงคลขนาดนั้นใครมันจะบ้าเอามาปล่อยเช่า!?

ต่อให้จะเป็นรถที่ยืมคนอื่นมามันก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะการที่สามารถยืมรถระดับนี้มาได้ ก็แสดงว่าฉู่หลิงต้องมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับมหาเศรษฐีตัวจริงอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ฉู่หลิงในตอนนี้ก็คือขาใหญ่ที่พวกเขาต้องคอยประจบเอาไว้ให้ดี!

พวกผู้ชายต่างก็พากันเสียใจ ส่วนพวกผู้หญิงก็มีสีหน้าที่ดูเปลี่ยนไป พวกเธอต่างรู้สึกว่าตัวเองได้สูญเสียขุมทรัพย์อันล้ำค่าไปเสียแล้ว

ถ้าหากมองออกตั้งแรกว่าฉู่หลิงเป็นคนที่มีความสามารถ แถมเขายังหล่อขนาดนี้ ชีวิตที่แสนสุขสบายของพวกเธอก็คงจะมาถึงแล้วไม่ใช่เหรอ?

ช่างตาถั่วจริงๆ เลยนะที่พลาดโอกาสทองแบบนี้ไป!

แต่ละคนต่างก็รู้สึกทรมานใจอย่างยิ่ง สภาพจิตใจของพวกเขาพังทลายลงอย่างรุนแรง

มีเพียงฉวี่เสี่ยวปิงเท่านั้นที่ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกผิดหวัง แต่เธอกลับรู้สึกยินดีกับเพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้จากใจจริง

ไม่นานนัก ฉู่หลิงก็จัดการธุระเสร็จและเดินกลับเข้ามาในห้อง

ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็ถูกเพื่อนร่วมชั้นรุมล้อมทันที ทุกคนต่างพยายามเข้ามาตีสนิทกับเขาไม่หยุด

“ฉู่หลิง... ไม่สิ... พี่ฉู่ รถคันนั้นเป็นของพี่จริงๆ เหรอ? พี่นี่รสนิยมดีจริงๆ เลยนะครับ! ถึงกับซื้อรถซูเปอร์คาร์ที่สวยขนาดนี้มาใช้ได้ น้องชายคนนี้อิจฉาพี่จากใจจริงเลย!”

“พี่ฉู่นี่สุดยอดจริงๆ เลยนะครับ ก้าวข้ามไปขับซูเปอร์คาร์เลยเหรอเนี่ย? ถ้ามีเรื่องดีๆ อะไรก็อย่าลืมนึกถึงน้องชายคนนี้บ้างนะครับ ให้ผมได้มีโอกาสรวยตามพี่บ้าง!”

“พี่ฉู่ ช่วยกดรับคำขอเป็นเพื่อนในวีแชทของฉันหน่อยสิคะ! หลายปีมานี้ฉันไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างเมือง เลยไม่ค่อยได้ติดต่อกับทุกคนเลย พี่อย่าถือสาฉันเลยนะ!”

แม้แต่หลิวฮ่าวก็ยังลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาฉู่หลิงพร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่เป็นมิตรอย่างยิ่งว่า “ฉู่หลิง ตอนนี้นายประสบความสำเร็จแล้วนะ! ในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของพวกเรานายนี่แหละที่ได้ดีที่สุด ตำแหน่งหัวโต๊ะฉันต้องให้นายมานั่งถึงจะถูก!”

ตระกูลของหลิวฮ่าวทำธุรกิจมาโดยตลอด เขาจึงเข้าใจหลักการหลายอย่างได้ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

การก้มหัวให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย คนที่มีเงินต่างหากถึงจะมีสิทธิ์พูดได้อย่างเต็มคำ!

ขาใหญ่อย่างฉู่หลิง เขาต้องรีบเกาะขาเอาไว้ให้แน่นที่สุด!

ฉู่หลิงรับฟังคำพูดของพวกเขาแล้วก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนไปของใจคน ในตอนนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมามากนัก เพราะโบราณก็ว่าไว้ว่า ยามยากไร้ ไร้คนถามถึงแม้อยู่ในเมือง ยามมั่งมีญาติมิตรก็จะมาหาถึงป่าลึก

มันไม่ผิดเลยจริงๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่หลิงจึงเดินกลับไปยังที่นั่งเดิมของตัวเองและนั่งลงข้างกายฉวี่เสี่ยวปิง พร้อมกับเอ่ยกับทุกคนว่า “ฉันนั่งตรงนี้เหมือนเดิมก็พอแล้ว”

ฉู่หลิงไม่ได้สนใจเลยว่าคนอื่นจะมองอย่างไร หลังจากจัดแจงท่าทางการนั่งให้เรียบร้อยแล้ว เขาก็หันไปมองฉวี่เสี่ยวปิงที่อยู่ข้างๆ

ในตอนนี้เขาเห็นเพียงฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังอ้าปากค้าง และดูเหมือนว่าเธอจะตกใจมากจริงๆ

เธอไม่คิดเลยว่าฉู่หลิงที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายขนาดนี้ จะยังเลือกกลับมานั่งข้างเธอเหมือนเดิม

ดวงตาสีดำเป็นประกายคู่นั้นเบิกกว้างจนกลมโต ซึ่งดูแล้วน่ารักมากจริงๆ

ฉู่หลิงกับฉวี่เสี่ยวปิงเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันมาตั้งหลายปี แต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นเธอในมุมที่น่ารักแบบนี้มาก่อน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากหยอกออกมาว่า “เป็นอะไรไปล่ะ ฉันก็แค่เดินออกไปเดี๋ยวเดียว กลับมาก็จำกันไม่ได้แล้วเหรอ?”

ฉวี่เสี่ยวปิงมองฉู่หลิงด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยถามว่า “ช่วยพูดความจริงกับฉันหน่อยได้ไหมฉู่หลิง ตอนนั้นนายไม่ใช่ว่า... แล้วทำไมตอนนี้นายถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?”

ฉู่หลิงหัวเราะ “ฮ่าๆ งั้นเธอคิดว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาฉันมัวแต่ทำอะไรอยู่ล่ะ?”

หลังจากประโยคนี้จบลง ฉวี่เสี่ยวปิงก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด

หลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มลงมือกินอาหารกัน

เพื่อนร่วมชั้นต่างพยายามหาโอกาสเข้ามาชนแก้วกับฉู่หลิง ถึงแม้เขาจะยืนกรานว่าจะดื่มแค่น้ำชา แต่เพื่อนร่วมชั้นที่ดื่มเหล้าก็ยังยืนยันที่จะขอชนแก้วกับเขาให้ได้

มิตรภาพที่แท้จริงมักจะเริ่มต้นจากการดวลเหล้านี่แหละ

“พี่ฉู่ รีบดื่มให้หมดแก้วนี้เลยสิครับ! ทำไมพี่ดื่มน้ำชาแต่ยังเหลือทิ้งไว้ที่ก้นแก้วล่ะครับ พวกเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม?”

“พี่ฉู่ วันนี้พวกเราไม่พูดเรื่องอื่นกันแล้ว! ดื่มแก้วนี้เข้าไปเถอะครับ ถ้าหากก่อนหน้านี้น้องชายคนนี้ทำอะไรล่วงเกินไปบ้าง ก็หวังว่าพี่จะยกโทษให้ผมนะครับ!”

“พวกนายเลิกคะยั้นคะยอให้พี่ฉู่ดื่มต่อได้แล้วนะ! จะให้ดื่มเยอะขนาดนั้นไปทำไมกัน? ต่อให้เป็นน้ำชาก็ไม่ได้นะคะ ดื่มมากไปก็อาจจะไม่สบายตัวได้นะ! พวกนายนี่ช่างไม่รู้ความเอาซะเลย!”

หลังจากผ่านมื้ออาหารไป ฉู่หลิงก็กลายเป็นตัวเอกเพียงคนเดียวของงานเลี้ยงรุ่นในครั้งนี้ หัวข้อสนทนาเกือบทั้งหมดก็ล้วนวนเวียนอยู่รอบตัวเขาทั้งสิ้น

เมื่อกินเสร็จแล้ว ฉู่หลิงก็ปฏิเสธคำขอติดรถกลับของเพื่อนร่วมชั้นหญิงคนอื่นๆ โดยอ้างว่าเขาไปคนละทาง แต่เขากลับเรียกฉวี่เสี่ยวปิงเอาไว้

“เธอจะกลับยังไง?”

หืม?

ฉวี่เสี่ยวปิงยิ้มออกมาทันที “ก็นั่งแท็กซี่กลับสิ”

“ไปเถอะ ไปกับฉัน เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง”

เมื่อฉู่หลิงพูดจบ ฉวี่เสี่ยวปิงก็หัวเราะคิกคัก “ไหนบอกว่าไปคนละทางไม่ใช่เหรอ? ทำไมพอเป็นฉันแล้วถึงเปลี่ยนไปล่ะ?”

“งั้นก็ช่างเถอะ”

ฉวี่เสี่ยวปิง : “.......” ???

“ไม่ๆๆ ฉันก็แค่ล้อเล่นเอง ฉันตั้งใจว่าจะขอนั่งรถซูเปอร์คาร์คันนี้ดูสักครั้งอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นทั้งชีวิตนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้วล่ะ”

หลังจากเลิกหยอกล้อกันแล้ว ฉวี่เสี่ยวปิงก็เดินตามหลังฉู่หลิงไปที่รถ

ฉู่หลิงก็ก้าวเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับก่อน แล้วจึงตะโกนเรียกฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังยืนเหม่ออยู่ข้างนอกรถว่า “ยืนนิ่งๆ ทำไมล่ะ รีบขึ้นรถสิ?”

“อ้อ โอเค!” ฉวี่เสี่ยวปิงราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ แล้วจึงก้าวเข้าไปนั่งในรถทันที

จบบทที่ ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ

คัดลอกลิงก์แล้ว