- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ
ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ
ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ
ตอนที่ 6 : พวกเราไม่กล้าขับเลยค่ะ
ภายในห้องรับรองนั้นสว่างไสวมาก แสงไฟก็ขับเน้นรูปร่างของผู้จัดการสาวสวยให้ออกมาได้อย่างพอดิบพอดี ชุดเครื่องแบบพนักงานสีดำของเธอก็เข้ากับเธอเป็นอย่างดี
ใบหน้าของเธอขาวนวลและอวบอิ่มราวกับดอกบัว เวลาที่เธอยิ้มก็จะมีลักยิ้มเล็กๆ สองข้างที่ดูน่ารักปรากฏขึ้น
เหล่าผู้ชายที่อยู่ในนั้นต่างก็พากันจ้องมองเธอจนตาค้าง
ไม่คิดเลยว่าผู้จัดการของโรงแรมจื่อหยุนจะสวยได้ขนาดนี้
“คุณคนสวย มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” หลิวฮ่าวกระแอมไอออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยถามผู้จัดการสาวสวยด้วยท่าทางที่ดูเป็นงาน
ถึงแม้เป้าหมายหลักของเขาในวันนี้จะเป็นฉวี่เสี่ยวปิง แต่การได้ทำความรู้จักกับสาวสวยเพิ่มอีกหนึ่งคนก็นับว่าเป็นผลพลอยได้ที่น่าสนใจเหมือนกัน
หลิวฮ่าวรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีหน้ามีตาที่สุดในบรรดาคนที่อยู่ในนี้ ดังนั้นการที่เขาเข้าไปทักทายผู้จัดการคนนี้จึงดูเหมาะสมที่สุดแล้ว
ทว่าความรู้สึกดีๆ ที่เขามีให้ตัวเองนั้นกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เพราะทันทีที่ผู้จัดการสาวสวยเห็นฉู่หลิง ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที จากนั้นสายตาของเธอก็จดจ้องไปที่ฉู่หลิงเพียงคนเดียว พร้อมกับก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางนั้นทันที
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมคนสวยๆ ถึงพากันวิ่งเข้าหาฉู่หลิงกันหมดแบบนี้?
พวกเขามีอะไรที่ด้อยกว่ามันตรงไหน!
ถ้าหากความโกรธแค้นมีสีสันล่ะก็ เหล่าผู้ชายในห้องนี้คงจะกลายเป็นสีรุ้งที่ส่องแสงเจิดจ้าไปแล้ว
ผู้จัดการสาวสวยเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่หลิง ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูสง่างามมาก เพราะในฐานะผู้จัดการโรงแรม 5 ดาว เธอย่อมต้องผ่านการฝึกอบรมด้านบุคลิกภาพมาเป็นอย่างดี
เธอเดินมาหยุดอยู่ข้างกายฉู่หลิงแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยกับฉู่หลิงด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมอย่างยิ่งว่า “คุณผู้ชายคะ ดิฉันมาแจ้งให้ทราบว่าลานจอดรถด้านล่างมีที่ว่างแล้วนะคะ คุณสามารถนำรถของคุณเข้าไปจอดข้างในได้เลยนะคะ”
ผู้จัดการพูดพร้อมกับยื่นสิ่งที่อยู่ในมือทั้งสองของเธอส่งไปให้ทางฉู่หลิง
ฉู่หลิงก็มองดูผู้จัดการสาวสวยด้วยความประหลาดใจแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าผมบอกคุณไปแล้วเหรอ? ว่าให้พนักงานช่วยขับรถของผมไปจอดได้เลย ทำไมต้องลำบากคุณเดินมาแจ้งอีกรอบด้วยล่ะครับ”
เมื่อฉู่หลิงพูดจบ ใบหน้าของผู้จัดการสาวก็ฉายแววกระอักกระอ่วนออกมาวูบหนึ่ง รอยยิ้มของเธอดูขัดเขินเล็กน้อยแล้วพูดว่า “คือว่า... พนักงานของเราไม่มีใครกล้าขับรถราคาแพงขนาดนั้นเลยค่ะ!”
เธอเองก็ไม่อยากจะมารบกวนมหาเศรษฐีแบบเขาหรอก แต่ว่าลูกน้องของเธอนั้นใจเสาะเกินไปจริงๆ
ผู้จัดการสาวก็เคยคิดที่จะขับรถเข้าไปจอดให้เองเหมือนกัน แต่พอแค่เธอจะก้าวขาเข้าไปนั่ง เธอก็รู้สึกขาสั่นขึ้นมาทันที
รถที่แพงขนาดนี้ แค่คิดก็กลัวแล้ว
หลังจากไตร่ตรองไปมา สุดท้ายผู้จัดการสาวจึงตัดสินใจมาหาฉู่หลิงด้วยตัวเองแทน
เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ เธอค้อมตัวให้ต่ำลงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างไปข้างหน้าเพื่อแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้มากขึ้น
ในฝ่ามือที่แบออกของผู้จัดการสาวก็มีกุญแจรถที่มีลักษณะโดดเด่นวางอยู่
สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนนั้น ไม่ใช่เครื่องหมายของบูกัตติหรอกเหรอ?
ต่อให้จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้จักบูกัตติ เวย์รอนเลยก็ตาม แต่หลังจากที่ได้เห็นรูปถ่ายที่จางเฉียงถ่ายมา พวกเขาต่างก็จำตราสัญลักษณ์ของบูกัตติได้อย่างติดตาแล้ว
ในชั่วพริบตานั้นเอง ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็แข็งทื่อราวกับหินไปตามๆ กัน
มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!
มันคือรถของฉู่หลิงอย่างนั้นเหรอ?
ไม่ ไม่มีทาง!
เพื่อนร่วมชั้นเกือบทุกคนต่างก็คิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่าผู้จัดการสาวสวยคนนี้จะต้องจำคนผิดแน่ๆ
แต่ว่าฉู่หลิงไม่ใช่คนที่มีใบหน้าพิมพ์นิยมทั่วไป กลับกันเขากลับดูหล่อเหลาแบบมีเอกลักษณ์ด้วยซ้ำ แล้วเธอจะจำผิดคนได้ยังไง?
และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อครู่นี้ฉู่หลิงยังพูดคุยโต้ตอบกับผู้จัดการสาวสวยไปมาอยู่เลย มันเลยเป็นหลักฐานชั้นดีที่มัดตัวไว้จนดิ้นไม่หลุด!
หลิวฮ่าวที่เพิ่งจะคุยโวโอ้อวดไปเมื่อครู่ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาได้แต่นั่งบื้อมองดูฉู่หลิง
แม้แต่ฉวี่เสี่ยวปิงที่ปฏิบัติกับฉู่หลิงอย่างจริงใจเพียงคนเดียว ก็ยังจ้องมองเพื่อนเก่าคนนี้ด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเขาก็แค่ไม่ได้เจอกันมา 4 ปีเองนะ ฉู่หลิงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยพลาดในตอนนั้น กลับกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จนถึงขั้นขับรถบูกัตติ เวย์รอนได้แล้วงั้นเหรอ?
ความแตกต่างที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ ใครจะไปยอมรับได้ลงล่ะ!
ฉู่หลิงลุกขึ้นยืนแล้วคว้ากุญแจรถมาถือไว้ เขามองเพื่อนเก่าด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกขอโทษเล็กน้อย “ขอโทษทีนะทุกคน เดี๋ยวฉันขอลงไปเลื่อนรถก่อน”
พูดจบเขาก็เดินตามหลังผู้จัดการสาวสวยออกไปทันที
หลังจากที่ฉู่หลิงจากไป ภายในห้องรับรองก็เงียบสงัดจนน่าใจหาย
ราวกับว่าพระเจ้าได้กดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้กระทันหัน ทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างก็นิ่งค้างไม่ขยับเขยื้อน
ตอนนี้ภายในใจของทุกคนต่างก็วุ่นวายสับสนเหมือนกับด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง
ในขณะนี้ แต่ละคนต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันไป จนไม่มีกะจิตกะใจจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมา
แล้วจะให้พูดอะไรล่ะ?
จะให้ตำหนิตัวเองที่พูดจาไม่ดีลับหลังฉู่หลิงอย่างนั้นเหรอ?
ต่อให้จะอยากตำหนิตัวเองขนาดไหน ก็ต้องรอให้ฉู่หลิงกลับมาเสียก่อนไม่ใช่หรือไง!
หลิวฮ่าวที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็เริ่มรู้สึกอยู่ไม่สุขแล้ว รถออดี้กระป๋องของเขา เมื่อกี้เขายังกล้าเอามาคุยโวได้ยังไงกัน?
ลองดูฉู่หลิงนั่นสิ ขับรถซูเปอร์คาร์แถมยังเป็นบูกัตติ เวย์รอนที่ได้ชื่อว่าเป็นรถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก แต่มันกลับทำตัวเรียบง่ายและถ่อมตัวขนาดนั้น!
รถคันเล็กๆ ที่ดูต่ำต้อยของเขา จะเอาอะไรไปเปรียบเทียบกับรถซูเปอร์คาร์จริงๆ ได้ล่ะ?
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าแตกธรรมดาแล้ว แต่มันคือการอับอายขายหน้าครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว!
แถมรถบูกัตติ เวย์รอนที่แสนจะยอดเยี่ยมขนาดนั้น มันไม่มีทางที่จะเป็นรถเช่ามาอย่างแน่นอน!
เมื่อกี้พวกเขาก็เห็นรูปกันอย่างชัดเจนแล้ว รถที่ป้ายทะเบียนมงคลขนาดนั้นใครมันจะบ้าเอามาปล่อยเช่า!?
ต่อให้จะเป็นรถที่ยืมคนอื่นมามันก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะการที่สามารถยืมรถระดับนี้มาได้ ก็แสดงว่าฉู่หลิงต้องมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับมหาเศรษฐีตัวจริงอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ฉู่หลิงในตอนนี้ก็คือขาใหญ่ที่พวกเขาต้องคอยประจบเอาไว้ให้ดี!
พวกผู้ชายต่างก็พากันเสียใจ ส่วนพวกผู้หญิงก็มีสีหน้าที่ดูเปลี่ยนไป พวกเธอต่างรู้สึกว่าตัวเองได้สูญเสียขุมทรัพย์อันล้ำค่าไปเสียแล้ว
ถ้าหากมองออกตั้งแรกว่าฉู่หลิงเป็นคนที่มีความสามารถ แถมเขายังหล่อขนาดนี้ ชีวิตที่แสนสุขสบายของพวกเธอก็คงจะมาถึงแล้วไม่ใช่เหรอ?
ช่างตาถั่วจริงๆ เลยนะที่พลาดโอกาสทองแบบนี้ไป!
แต่ละคนต่างก็รู้สึกทรมานใจอย่างยิ่ง สภาพจิตใจของพวกเขาพังทลายลงอย่างรุนแรง
มีเพียงฉวี่เสี่ยวปิงเท่านั้นที่ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกผิดหวัง แต่เธอกลับรู้สึกยินดีกับเพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้จากใจจริง
ไม่นานนัก ฉู่หลิงก็จัดการธุระเสร็จและเดินกลับเข้ามาในห้อง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็ถูกเพื่อนร่วมชั้นรุมล้อมทันที ทุกคนต่างพยายามเข้ามาตีสนิทกับเขาไม่หยุด
“ฉู่หลิง... ไม่สิ... พี่ฉู่ รถคันนั้นเป็นของพี่จริงๆ เหรอ? พี่นี่รสนิยมดีจริงๆ เลยนะครับ! ถึงกับซื้อรถซูเปอร์คาร์ที่สวยขนาดนี้มาใช้ได้ น้องชายคนนี้อิจฉาพี่จากใจจริงเลย!”
“พี่ฉู่นี่สุดยอดจริงๆ เลยนะครับ ก้าวข้ามไปขับซูเปอร์คาร์เลยเหรอเนี่ย? ถ้ามีเรื่องดีๆ อะไรก็อย่าลืมนึกถึงน้องชายคนนี้บ้างนะครับ ให้ผมได้มีโอกาสรวยตามพี่บ้าง!”
“พี่ฉู่ ช่วยกดรับคำขอเป็นเพื่อนในวีแชทของฉันหน่อยสิคะ! หลายปีมานี้ฉันไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างเมือง เลยไม่ค่อยได้ติดต่อกับทุกคนเลย พี่อย่าถือสาฉันเลยนะ!”
แม้แต่หลิวฮ่าวก็ยังลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาฉู่หลิงพร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่เป็นมิตรอย่างยิ่งว่า “ฉู่หลิง ตอนนี้นายประสบความสำเร็จแล้วนะ! ในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของพวกเรานายนี่แหละที่ได้ดีที่สุด ตำแหน่งหัวโต๊ะฉันต้องให้นายมานั่งถึงจะถูก!”
ตระกูลของหลิวฮ่าวทำธุรกิจมาโดยตลอด เขาจึงเข้าใจหลักการหลายอย่างได้ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป
การก้มหัวให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย คนที่มีเงินต่างหากถึงจะมีสิทธิ์พูดได้อย่างเต็มคำ!
ขาใหญ่อย่างฉู่หลิง เขาต้องรีบเกาะขาเอาไว้ให้แน่นที่สุด!
ฉู่หลิงรับฟังคำพูดของพวกเขาแล้วก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนไปของใจคน ในตอนนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมามากนัก เพราะโบราณก็ว่าไว้ว่า ยามยากไร้ ไร้คนถามถึงแม้อยู่ในเมือง ยามมั่งมีญาติมิตรก็จะมาหาถึงป่าลึก
มันไม่ผิดเลยจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่หลิงจึงเดินกลับไปยังที่นั่งเดิมของตัวเองและนั่งลงข้างกายฉวี่เสี่ยวปิง พร้อมกับเอ่ยกับทุกคนว่า “ฉันนั่งตรงนี้เหมือนเดิมก็พอแล้ว”
ฉู่หลิงไม่ได้สนใจเลยว่าคนอื่นจะมองอย่างไร หลังจากจัดแจงท่าทางการนั่งให้เรียบร้อยแล้ว เขาก็หันไปมองฉวี่เสี่ยวปิงที่อยู่ข้างๆ
ในตอนนี้เขาเห็นเพียงฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังอ้าปากค้าง และดูเหมือนว่าเธอจะตกใจมากจริงๆ
เธอไม่คิดเลยว่าฉู่หลิงที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายขนาดนี้ จะยังเลือกกลับมานั่งข้างเธอเหมือนเดิม
ดวงตาสีดำเป็นประกายคู่นั้นเบิกกว้างจนกลมโต ซึ่งดูแล้วน่ารักมากจริงๆ
ฉู่หลิงกับฉวี่เสี่ยวปิงเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันมาตั้งหลายปี แต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นเธอในมุมที่น่ารักแบบนี้มาก่อน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากหยอกออกมาว่า “เป็นอะไรไปล่ะ ฉันก็แค่เดินออกไปเดี๋ยวเดียว กลับมาก็จำกันไม่ได้แล้วเหรอ?”
ฉวี่เสี่ยวปิงมองฉู่หลิงด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยถามว่า “ช่วยพูดความจริงกับฉันหน่อยได้ไหมฉู่หลิง ตอนนั้นนายไม่ใช่ว่า... แล้วทำไมตอนนี้นายถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?”
ฉู่หลิงหัวเราะ “ฮ่าๆ งั้นเธอคิดว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาฉันมัวแต่ทำอะไรอยู่ล่ะ?”
หลังจากประโยคนี้จบลง ฉวี่เสี่ยวปิงก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด
หลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มลงมือกินอาหารกัน
เพื่อนร่วมชั้นต่างพยายามหาโอกาสเข้ามาชนแก้วกับฉู่หลิง ถึงแม้เขาจะยืนกรานว่าจะดื่มแค่น้ำชา แต่เพื่อนร่วมชั้นที่ดื่มเหล้าก็ยังยืนยันที่จะขอชนแก้วกับเขาให้ได้
มิตรภาพที่แท้จริงมักจะเริ่มต้นจากการดวลเหล้านี่แหละ
“พี่ฉู่ รีบดื่มให้หมดแก้วนี้เลยสิครับ! ทำไมพี่ดื่มน้ำชาแต่ยังเหลือทิ้งไว้ที่ก้นแก้วล่ะครับ พวกเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม?”
“พี่ฉู่ วันนี้พวกเราไม่พูดเรื่องอื่นกันแล้ว! ดื่มแก้วนี้เข้าไปเถอะครับ ถ้าหากก่อนหน้านี้น้องชายคนนี้ทำอะไรล่วงเกินไปบ้าง ก็หวังว่าพี่จะยกโทษให้ผมนะครับ!”
“พวกนายเลิกคะยั้นคะยอให้พี่ฉู่ดื่มต่อได้แล้วนะ! จะให้ดื่มเยอะขนาดนั้นไปทำไมกัน? ต่อให้เป็นน้ำชาก็ไม่ได้นะคะ ดื่มมากไปก็อาจจะไม่สบายตัวได้นะ! พวกนายนี่ช่างไม่รู้ความเอาซะเลย!”
หลังจากผ่านมื้ออาหารไป ฉู่หลิงก็กลายเป็นตัวเอกเพียงคนเดียวของงานเลี้ยงรุ่นในครั้งนี้ หัวข้อสนทนาเกือบทั้งหมดก็ล้วนวนเวียนอยู่รอบตัวเขาทั้งสิ้น
เมื่อกินเสร็จแล้ว ฉู่หลิงก็ปฏิเสธคำขอติดรถกลับของเพื่อนร่วมชั้นหญิงคนอื่นๆ โดยอ้างว่าเขาไปคนละทาง แต่เขากลับเรียกฉวี่เสี่ยวปิงเอาไว้
“เธอจะกลับยังไง?”
หืม?
ฉวี่เสี่ยวปิงยิ้มออกมาทันที “ก็นั่งแท็กซี่กลับสิ”
“ไปเถอะ ไปกับฉัน เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง”
เมื่อฉู่หลิงพูดจบ ฉวี่เสี่ยวปิงก็หัวเราะคิกคัก “ไหนบอกว่าไปคนละทางไม่ใช่เหรอ? ทำไมพอเป็นฉันแล้วถึงเปลี่ยนไปล่ะ?”
“งั้นก็ช่างเถอะ”
ฉวี่เสี่ยวปิง : “.......” ???
“ไม่ๆๆ ฉันก็แค่ล้อเล่นเอง ฉันตั้งใจว่าจะขอนั่งรถซูเปอร์คาร์คันนี้ดูสักครั้งอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นทั้งชีวิตนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้วล่ะ”
หลังจากเลิกหยอกล้อกันแล้ว ฉวี่เสี่ยวปิงก็เดินตามหลังฉู่หลิงไปที่รถ
ฉู่หลิงก็ก้าวเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับก่อน แล้วจึงตะโกนเรียกฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังยืนเหม่ออยู่ข้างนอกรถว่า “ยืนนิ่งๆ ทำไมล่ะ รีบขึ้นรถสิ?”
“อ้อ โอเค!” ฉวี่เสี่ยวปิงราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ แล้วจึงก้าวเข้าไปนั่งในรถทันที