เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 : สาวน้อย เธอจะทำการใหญ่ได้แน่

ตอนที่ 2 : สาวน้อย เธอจะทำการใหญ่ได้แน่

ตอนที่ 2 : สาวน้อย เธอจะทำการใหญ่ได้แน่


ตอนที่ 2 : สาวน้อย เธอจะทำการใหญ่ได้แน่

【การส่งมอบรางวัลสมรรถภาพทางกายเสร็จสิ้น! รางวัลค่าเสน่ห์จะถูกส่งมอบทีละเล็กน้อยจนครบภายในเวลา 1 ปี! การส่งมอบทรัพย์สินเสร็จสิ้น! การส่งมอบทักษะเสร็จสิ้น!】

หน้าจอโปร่งแสงเด้งขึ้นมาทีละอัน

แล้วทันใดนั้น ความรู้สึกที่แปลกประหลาดก็ถาโถมเข้ามาในตัวของฉู่หลิง ทำให้เขาต้องชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความแจ้งเตือน นี่มัน?

4 ล้าน 8 แสนกว่าหยวน?

เงินเข้าบัญชีแล้วจริงๆ?

ฉู่หลิง : ???

ความรู้สึกนี้ ทำไมมันถึงเหมือนกับตอนที่ฝึกวิชาจนสำเร็จแล้วได้ออกจากถ้ำเลย?

ฮ่าๆ โลกที่แสนงดงาม ฉันมาแล้ว!

ฉู่หลิงเปิดหน้าจอโปร่งแสงขึ้นมาดู จากนั้นเขาก็มองไปที่รายการทรัพย์สินที่ถูกส่งมอบมาแล้ว

【ทรัพย์สินที่ส่งมอบแล้ว : รถยนต์ บูกัตติ เวย์รอน ขณะนี้จอดอยู่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าว่านต๋าพลาซ่าในเมืองจินหลิง】

งั้นก็ไปเอารถก่อนก็แล้วกัน อย่างน้อยก็เอาไว้ใช้เดินทางได้

ส่วนเรื่องการขับรถน่ะเหรอ?

ฉู่หลิงได้ใบขับขี่มาตั้งแต่ก่อนจะเข้าเรียนวิทยาลัยแล้ว และในปีแรกเขาก็ยังลงชื่อเข้าใช้จนได้รับทักษะการขับรถระดับเทพมาด้วย ดังนั้นเรื่องฝีมือการขับรถของเขาคงไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าเขาเป็นนักขับรถตัวจริงเลยทีเดียว ดังนั้นเขาจะขับรถคว่ำได้ยังไง?

แต่ในตอนนั้นเอง ตอนที่เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาและเตรียมจะเรียกให้รถมารับเขาไปส่งที่ห้างว่านต๋าพลาซ่า

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็มีข้อความแจ้งเตือนจากกลุ่มแชทเด้งขึ้นมา

ฉู่หลิงก็บังเอิญกดไปโดนการแจ้งเตือนนั้นพอดี หน้าจอของเขาจึงสลับไปที่หน้าแชทของวีแชททันที

“กลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมปลาย?” ฉู่หลิงเลิกคิ้วขึ้น

ในกลุ่มแชททุกคนต่างก็เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อจริงของตัวเองและคนที่กำลังพูดอยู่ก็คือหลิวฮ่าว

“ทุกคนตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? เรียนจบมหาวิทยาลัยกันหมดแล้วใช่ไหม? ฉันกลับมาที่จินหลิงแล้วนะ ทำไมเราไม่ถือโอกาสนี้มานัดรวมตัวกันหน่อยล่ะ เป็นยังไงบ้าง? เพราะหลังจากเริ่มทำงานแล้ว โอกาสที่จะได้กลับมารวมตัวกันก็น่าจะน้อยลงมากแล้ว”

หลิวฮ่าวเป็นหัวหน้าห้องสมัยมัธยมปลาย ตอนสมัยเรียนเขาก็เป็นพวกอวดดีสุดๆ อาจจะเพราะฐานะทางบ้านของเขาค่อนข้างดีและเป็นคนมือเติบ เพื่อนหลายคนเลยคอยประจบเอาใจเขา

ในสมุดไดอารี่ของฉู่หลิงก็ยังมีเรื่องของหมอนี่จดเอาไว้ตั้งหลายหน้า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะตอนไหนหมอนี่ก็มักจะอวดเบ่งในกลุ่มอยู่ตลอด จนฉู่หลิงเริ่มจะทนดูไม่ไหวแล้ว

ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น ก็มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนโผล่ออกมาตอบรับ ข้อความก็เด้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนโทรศัพท์สั่นไม่หยุด

“โอ้ หัวหน้าห้องกลับมาแล้วเหรอ? ต่อจากนี้จะทำงานที่จินหลิงเลยไหม? หางานได้หรือยังล่ะ?”

“โธ่ หัวหน้าห้องของพวกเราเป็นใครกัน? ฐานะทางบ้านเขานำหน้าพวกเราไปเป็นร้อยปีแล้ว เขายังต้องมากังวลเรื่องหางานอีกเหรอ?”

........

อีกด้านหนึ่ง หลิวฮ่าวก็มองดูการตอบกลับในโทรศัพท์แล้วยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ

หลิวฮ่าวยิ่งคิดก็ยิ่งลำพองใจ นิ้วมือเรียวยาวของเขาพิมพ์ข้อความลงบนหน้าจออย่างรวดเร็วว่า “พวกนายก็อย่าชมกันเกินไป ไม่กลัวว่าฉันจะตกลงมาเจ็บหรือไง? จริงๆ แล้วฉันก็ได้งานที่ค่อนข้างดีแล้วล่ะ เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ 500 อันดับแรกของโลกที่อยากจะจ้างฉัน แต่พวกนายก็รู้ว่าบริษัทที่บ้านของฉันก็ต้องการคนมาดูแลเหมือนกัน ฉันเองก็ทำอะไรไม่ได้ก็เลยต้องกลับมา”

หลังจากพูดจบ หลิวฮ่าวก็ส่งสติกเกอร์รูปเหนื่อยใจและถอนหายใจมาสองสามอัน

เพียงชั่วพริบตาเดียวที่ฉู่หลิงเห็นข้อความนี้ เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เขายังจำได้ว่าตอนสมัยมัธยมปลาย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ในเมืองมีการประกวดเขียนเรียงความในหัวข้อจริยธรรมของครอบครัว

ให้ตายเถอะ หมอนี่มันกลับเปิดประโยคแรกมาว่า “พ่อของฉันเป็นประธานบริษัทหลิวซื่อกรุ๊ป” ซึ่งนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายได้รางวัลที่หนึ่งไปครองโดยปริยาย

อีกฝ่ายนั้นพึ่งพาพ่อที่เป็นประธานบริษัทไม่ต่างจากตัวละครในละครเลย

“การทำงานในบริษัทที่บ้านมันก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสวัสดิการอะไรหรอกนะ เงินเดือนปีหนึ่งก็แค่ 3 ถึง 4 แสนหยวนเอง แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา!” หลิวฮ่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าหดหู่ใจ

เมื่อเพื่อนร่วมชั้นเห็นข้อความของหลิวฮ่าวผ่านหน้าจอโทรศัพท์ พวกเขาต่างก็พากันเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง

นั่นมันรายได้ต่อปีตั้ง 3 ถึง 4 แสนหยวนเลยนะ!

พวกเขาทำงานหนักกันทั้งปี ก็ยังหาได้ไม่เท่าหมอนี่ในเดือนเดียวเลยด้วยซ้ำ!

แต่ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายกลับทำท่าทางเหมือนไม่ค่อยพอใจกับมันสักเท่าไหร่ เห็นแล้วมันน่าเจ็บใจจริงๆ!

ในใจของเพื่อนร่วมชั้นต่างก็รู้สึกอิจฉา แต่คำพูดที่พิมพ์ออกไปกลับยังเต็มไปด้วยการประจบสอพลอ

“อย่างที่คิดไว้เลย ทองอยู่ที่ไหนก็ย่อมส่องประกายเสมอ! หัวหน้าห้อง ทางบ้านอุตส่าห์ฟูมฟักมาอย่างดีขนาดนี้ ก็ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนพวกเขาแล้ว!”

“เฮ้อ คนเราเกิดมาวาสนาไม่เท่ากันจริงๆ! ทั้งที่เรียนจบมาจากโรงเรียนมัธยมเดียวกัน แต่หัวหน้าห้องกลับได้กลายเป็นนายทุนไปซะแล้ว เห็นแล้วน่าอิจฉาจริงๆ!”

“ทุกคนอย่าเพิ่งอิจฉาไปเลย! ในเมื่อเพื่อนเก่าของเราได้ดีแล้ว วันข้างหน้าของพวกเราจะลำบากได้ยังไง? อีกอย่างพวกนายก็รู้ว่าหัวหน้าห้องของเราเป็นคนยังไง เขาเป็นคนใจกว้างจะตายไป ไม่มีทางลืมพวกเราแน่นอน!”

หลิวฮ่าวมองดูข้อความที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและการประจบสอพลอเต็มหน้าจอ แล้วเขาก็แสยะยิ้มออกมา หึหึ ฉันได้ดีก็คือฉันได้ดี ส่วนพวกนายน่ะเหรอ ก็แค่คอยดูอยู่ห่างๆ ไปก็พอแล้ว

“ครั้งนี้ทุกคนต้องมาเจอกันให้ได้นะ ห้ามใครอ้างว่าติดธุระเด็ดขาด!” หลิวฮ่าวพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็วและกดส่งไป

ในตอนนั้น เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ต่างก็โผล่ออกมาพูดคุยกับหลิวฮ่าวแล้ว

ฉู่หลิงมองโทรศัพท์แล้วเกือบจะหลุดขำออกมา

เพื่อนเก่าพวกนี้ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี เรื่องอื่นเป็นยังไงไม่รู้ แต่เรื่องประจบนี่... เรียกได้ว่าเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจริงๆ

การใช้คำพูดเล็กๆ น้อยๆ มาประจบประแจงกันแบบนี้ มันน่าสนใจจริงๆ

ฉู่หลิงยิ้มพลางมองดูอยู่พักหนึ่งจนเริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมา เมื่อเขากำลังจะปิดกลุ่มแชท ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีคนแท็กเขาในกลุ่ม

เดิมทีฉู่หลิงไม่ได้ตั้งใจจะตอบกลับ เพราะเขาไม่ได้สนใจจะไปร่วมงานเลี้ยงแบบนั้นอยู่แล้ว

“ช่างเถอะ ลองดูหน่อยสิว่าเป็นใคร” ฉู่หลิงเลื่อนดูข้อความในแชทและพบว่าคนที่แท็กเขาก็คือหลิวฮ่าวนั่นเอง

“@ฉู่หลิง ฉันบอกเลยนะเพื่อนเก่า ครั้งนี้ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องมาให้ได้! นายลองคิดดูสิว่าผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว ไม่ว่าครั้งไหนนายก็มักจะอ้างว่าติดธุระตลอด! ครั้งนี้พวกเราเรียนจบกันหมดแล้ว ถ้านายยังบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลามาอีกล่ะก็ มันจะดูเป็นการดูถูกเพื่อนเกินไปหน่อยนะ! อีกอย่างเรื่องในอดีตมันก็ผ่านไปแล้ว ทุกคนต่างก็รู้ว่านายสอบพลาดจนไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยและต้องไปเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาแทน แต่นายก็ไม่ควรหลบหน้าเพื่อนเก่าแบบนี้จริงไหม?”

ฉู่หลิงจ้องมองข้อความตรงหน้าด้วยความเย็นชา โดยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

หลิวฮ่าวคนนี้ดูเหมือนจะกำลังโน้มน้าวเขา แต่ความจริงแล้วอีกฝ่ายกำลังจี้จุดอ่อนของเขาอยู่ต่างหาก

ไม่อย่างนั้น เรื่องนี้ที่ผ่านไปตั้ง 4 ปีแล้วและทุกคนก็เรียนจบมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว จะมีความจำเป็นอะไรให้ขุดขึ้นมาพูดซ้ำอีก?

ความดูถูกที่แฝงอยู่อย่างลับๆ ในนั้นก็แทบไม่ได้ถูกปิดบังเลย

เพื่อนร่วมชั้นที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยรวมถึงพวกลูกน้องของหลิวฮ่าว ต่างก็รีบเข้ามาเสริมคำพูดของหัวหน้าห้องกันทันที

“ใช่แล้วฉู่หลิง หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยและต้องเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็เป็นเหมือนกระดาษขาวไม่ใช่เหรอ? พวกเราก็แค่มีตั๋วเดินทางมากกว่านายใบหนึ่งเท่านั้นเอง”

“พวกเราก็อย่าพูดแบบนั้นสิ คนที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพื่อนที่ดีงั้นเหรอ? อีกอย่างฉู่หลิงเขาก็ยังสอบติดวิทยาลัยชุมชนเลยไม่ใช่หรือยังไง พวกเราพูดจาให้ระวังหน่อยสิ! เขาไม่ต้องสอบวัดภาษาอังกฤษระดับ 4 ด้วยซ้ำ สบายจะตายไป!”

“จริงเหรอเนี่ย? ไม่ได้สอบระดับ 4 แล้วจะไปหางานทำได้ยังไง? ฉู่หลิง ครั้งนี้ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องมางานเลี้ยงรุ่นนะ หัวหน้าห้องกลับมาแล้ว มีแค่เขาเท่านั้นที่จะช่วยพยุงนายได้ รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ล่ะ!”

คนเหล่านั้นยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นและเริ่มรู้สึกถึงความเหนือกว่าอย่างบอกไม่ถูก

โดยเฉพาะหลิวฮ่าว

ในตอนนี้ ที่มุมปากของหลิวฮ่าวก็มีรอยยิ้มที่เย็นชาปรากฏขึ้น เพราะในสมัยมัธยมนั้นฉู่หลิงเคยแข่งกับเขาเพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าห้อง ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีพ่อที่เป็นประธานบริษัท ก็ไม่แน่ว่าฉู่หลิงอาจจะเอาชนะเขาไปแล้วก็ได้

แถมตอนมัธยมปลาย ฉู่หลิงก็ยังเป็นที่อิจฉาของเหล่านักเรียนชายในโรงเรียนอีกด้วย สาเหตุหลักก็เพราะเพื่อนร่วมโต๊ะของฉู่หลิงในตอนนั้นคือฉวี่เสี่ยวปิง ดาวโรงเรียนในตอนนั้นนั่นเอง!

ฉวี่เสี่ยวปิงคือแสงสว่างในดวงใจของนักเรียนชายตั้งกี่คนกัน!

ดังนั้นเมื่อฉู่หลิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดในตอนนั้น ไม่รู้ว่ามีเพื่อนร่วมชั้นกี่คนที่แอบสะใจอยู่ลึกๆ

ตอนนี้เมื่อมีโอกาสได้เหยียบย่ำฉู่หลิงอีกครั้ง ทุกคนจึงไม่รอช้าที่จะลงมืออย่างเต็มที่

ฉู่หลิงก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร ในเมื่อหลิวฮ่าวแท็กเขามาแล้ว การไม่ตอบกลับเลยก็ดูจะเสียมารยาทไปหน่อย

ดังนั้น เขาจึงพิมพ์ข้อความลงในช่องแชทไปว่า “ได้ ฉันจะไปเข้าร่วมด้วย ส่งเวลาและสถานที่มาให้ฉันก็แล้วกัน”

หลิวฮ่าวไม่คิดว่าฉู่หลิงจะตอบกลับมา เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเปล่งประกายออกมา “เย็นนี้หกโมง ที่โรงแรมจื่อหยุน ฉันเลี้ยงเอง ถ้าใครไม่มาถือว่าไม่ให้เกียรติฉัน”

พอได้ยินชื่อโรงแรมจื่อหยุน เพื่อนร่วมชั้นต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มพูดคุยกันอย่างจอแจ

“ว้าว สมกับเป็นหัวหน้าห้องจริงๆ ใจป้ำสุดๆ! ในจินหลิง ใครบ้างจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของโรงแรมจื่อหยุน!”

“ฮ่าๆ ครั้งนี้ถือว่าพวกเราได้เปิดหูเปิดตาแล้วนะ! แต่ต้องให้หัวหน้าห้องเปลืองเงินขนาดนี้ เกรงใจจังเลย!”

“หัวหน้าห้องใจกว้างเกินไปแล้ว!”

ฉู่หลิงขี้เกียจจะดูต่อแล้ว ข้อความประจบสอพลอที่เต็มหน้าจอนี้ ดูมากไปก็ชวนให้คลื่นไส้เปล่าๆ

เขาปิดหน้าจอแชททันทีและเดินออกไปข้างนอก

ไม่นานนัก รถที่ฉู่หลิงเรียกไว้ก็มาถึง จากนั้นเขาก็ขึ้นรถและมุ่งหน้าตรงไปยังห้างว่านต๋าพลาซ่าทันที

เมื่อเขาไปถึง เขาก็ตรงไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินชั้นสองทันที

ทันทีที่ออกจากลิฟต์ เขาก็มองเห็นรถบูกัตติ เวย์รอน ของเขาที่จอดอยู่ในช่องจอดรถที่อยู่ไม่ไกลออกไป

สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก แค่เพราะรถคันนี้จอดอยู่ในลานจอดรถแล้วมันดูสะดุดตาเกินไปก็เท่านั้น

ต่อให้ลานจอดรถนี้จะขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่า แต่เขาก็จะยังสามารถมองเห็นตำแหน่งของมันได้ในทันที

ดวงตาของฉู่หลิงเปล่งประกาย นี่มันรถหรูระดับท็อปจริงๆ สวยงามเหลือเกิน

ในจังหวะนั้นเอง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากลิฟต์อีกตัว

เป็นหญิงสาวที่สวมชุดสูทสาวออฟฟิศสีดำที่ดูพอดีตัว ใบหน้าของเธอแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพยายามปกปิดความอ่อนเยาว์และเร่งให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ส่วนเรื่องรูปร่างนั้น หน้าอกหน้าใจที่โดดเด่นของเธอก็ทำให้ชุดสูทนั้นดูแน่นจนแทบจะปริออกมา ซึ่งดึงดูดสายตาของผู้คนได้เป็นอย่างดี

ผมลอนใหญ่ของเธอถูกย้อมเป็นสีน้ำตาลแดง ปล่อยสยายลงบนบ่าอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยส่งเสริมบุคลิกของเธอให้ดูโดดเด่นขึ้นอย่างมาก

ขณะที่เธอเดิน ปลายผมที่ม้วนงอเล็กน้อยก็ขยับไปมาตามจังหวะการก้าวเดิน เสน่ห์เฉพาะตัวของผู้หญิงก็ค่อยๆ กระจายออกไปรอบตัว จนผู้ชายหลายคนที่เดินผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะต้องหันกลับมามองเธอซ้ำหลายครั้ง

ในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่มีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ใบหน้าของเธอยังดูประณีตและมีเสน่ห์ เมื่อรวมกับบุคลิกท่าทางของเธอแล้ว เธอเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติของผู้ชายหลายๆ คนเลยทีเดียว

สายตาของผู้ชายพวกนั้นก็แทบอยากจะสิงร่างของเธอและตามเธอไปทุกที่!

แต่หญิงสาวกลับไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงเดินมุ่งหน้าต่อไปด้วยท่าทางมั่นใจ ในมือก็ถือแก้วกาแฟที่มีควันร้อนลอยออกมาเป็นระยะๆ ช่วยให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้น

“เอ๊ะ ตรงนี้มีบูกัตติ เวย์รอน จอดอยู่ด้วยงั้นเหรอ?” ในขณะที่ไป่อี้หยุนกำลังเดินอยู่นั้น เดิมทีเธอกำลังมองไปข้างหน้า แต่สายตาของเธอกลับถูกดึงดูดด้วยรถสปอร์ตสุดหรูที่ดูแตกต่างจากรถคันอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

ไป่อี้หยุนชะลอฝีเท้าลง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดเลยว่าในจินหลิงจะมีรถสปอร์ตหรูระดับนี้อยู่ด้วย?

และรูปลักษณ์ของบูกัตติ เวย์รอนคันนี้ก็ดูเท่เกินไปจริงๆ

ไป่อี้หยุนไม่ได้ปกปิดความชอบที่มีต่อบูกัตติ เวย์รอนคันนั้นเลยแม้แต่น้อย เธอถึงกับเดินวนรอบรถหนึ่งรอบ ดวงตาคู่สวยคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความชื่นชม

ใครบอกว่านี่เป็นแค่ความฝันของผู้ชายล่ะ?

มันก็เป็นความฝันของผู้หญิงหลายคนเหมือนกันนะ!

เมื่อกลับมาที่หน้ารถอีกครั้ง ไป่อี้หยุนถึงสังเกตเห็นป้ายทะเบียนของรถคันนี้

จิน A99999

ไป่อี้หยุนเลิกคิ้วขึ้นทันที

เลขทะเบียนนี้มันจะสุดยอดเกินไปไหม?

นี่คือป้ายทะเบียนที่ดีที่สุดในจินหลิงเลยนะ เลข 9 ห้าตัว!

นี่มันป้ายทะเบียนระดับท็อปที่สุดแล้ว!

โดยปกติแล้วป้ายทะเบียนแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถประมูลหรือใช้เงินซื้อมาได้ง่ายๆ

เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงๆ ในหลายพื้นที่ ก็มักจะใช้ป้ายทะเบียนที่มีความหมายพิเศษแบบนี้ มอบเป็นรางวัลให้กับนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น เพื่อเป็นการสนับสนุนและยอมรับในความสามารถ!

ไป่อี้หยุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในจินหลิงดูเหมือนจะไม่มีข่าวเลยว่าป้ายทะเบียนนี้ถูกมอบให้กับใคร

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังสามารถมองเห็นถึงความแข็งแกร่งของเจ้าของรถคันนี้ได้ว่าจะต้องลึกลับและยิ่งใหญ่ขนาดไหน!

ไป่อี้หยุนคิดแบบนั้นในใจและยิ่งรู้สึกอิจฉามากขึ้นไปอีก

รถที่สวยขนาดนี้ บวกกับป้ายทะเบียนเลข 9 ห้าตัวที่มีความหมายมงคล มันคือเครื่องหมายแสดงฐานะของผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่สุดท้ายนี่ก็คือรถของคนอื่น หลังจากนั้นไป่อี้หยุนก็เตรียมที่จะเดินหน้าต่อไป

อาจจะเป็นเพราะเธอกำลังคิดอะไรในหัวอยู่ ไป่อี้หยุนจึงไม่ได้สังเกตเห็นฉู่หลิงที่เดินเข้ามาใกล้

ทั้งสองคนจึงเดินชนกันเข้าอย่างจัง กาแฟในมือของไป่อี้หยุนจึงถูกกระแทกจนกระเด็นออกมามากกว่าครึ่งและมีบางส่วนที่กระเซ็นไปโดนเสื้อผ้าของฉู่หลิง

วันนี้ฉู่หลิงสวมชุดวอร์มสีเทาขาว วัสดุที่เป็นผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ก็ซึมซับน้ำได้ดีมาก

เมื่อไป่อี้หยุนเห็นเช่นนั้น เธอก็รีบกล่าวขอโทษซ้ำๆ “ขอโทษด้วยค่ะคุณ พอดีฉันเหม่อไปหน่อย ไม่คิดว่าจะชนเข้ากับคุณจริงๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”

ในขณะที่ไป่อี้หยุนกล่าวขอโทษ เธอก็หยิบกระดาษทิชชู่ออกจากกระเป๋าเสื้อและค่อยๆ เช็ดให้ฉู่หลิงอย่างระมัดระวัง

เมื่อฉู่หลิงก้มหน้าลง เขาก็สามารถมองเห็นใบหน้าด้านข้างที่ดูจริงจังของไป่อี้หยุน ขนตายาวๆ ของเธอขยับไปมา ดูแล้วน่ารักมากจริงๆ

ไป่อี้หยุนเช็ดอย่างระมัดระวัง เธอไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป เพราะเกรงว่าเศษกระดาษทิชชูจะติดอยู่บนชุดวอร์มสีขาว ซึ่งจะทำให้ดูไม่ดี

หลังจากเช็ดชุดวอร์มเสร็จ เธอก็ก้มลงมองและพบว่าบนรองเท้าของฉู่หลิงก็มีกาแฟกระเซ็นไปโดนเช่นกันและยังคงมีหยดน้ำเป็นประกายแวววาวอยู่

ในตอนนั้นฉู่หลิงก็สังเกตเห็นเช่นกัน เขาตั้งใจจะรับกระดาษทิชชู่มาเช็ดเอง แต่เขาก็ไม่คิดว่าไป่อี้หยุนจะย่อตัวลงไปโดยไม่ลังเลทั้งที่เธอกำลังสวมกระโปรงออฟฟิศทรงสั้นอยู่ และใช้กระดาษทิชชู่เช็ดคราบกาแฟบนรองเท้าของเขาจนสะอาด

พอย่อตัวลงแบบนั้น หน้าอกหน้าใจที่โดดเด่นของเธอก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ฉู่หลิงมองดูแล้วก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ต้องยอมรับเลยว่าพอมองจากมุมนี้แล้ว มันดึงดูดสายตาเหลือเกิน

แต่ในวินาทีต่อมา ดวงตาของฉู่หลิงก็ขยับวูบหนึ่ง

จากนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

“สาวน้อย ในอนาคตเธอจะต้องทำการใหญ่ได้แน่” ฉู่หลิงพูดออกมาประโยคหนึ่ง

ไป่อี้หยุนที่กำลังย่อตัวอยู่ข้างล่างก็อึ้งไปเช่นกัน

ไป่อี้หยุน : “.......” ???

อะไรกัน อยู่ดีๆ ก็มาดูดวงให้เฉยเลย? เพียงเพราะทัศนคติของเธอที่ยอมย่อตัวลงมาเช็ดรองเท้าให้งั้นเหรอ? เธอถึงกับจะได้ทำงานใหญ่เลยงั้นเหรอ?

จบบทที่ ตอนที่ 2 : สาวน้อย เธอจะทำการใหญ่ได้แน่

คัดลอกลิงก์แล้ว