- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 29 การเก็บเกี่ยวข้าวสาลี 1
บทที่ 29 การเก็บเกี่ยวข้าวสาลี 1
บทที่ 29 การเก็บเกี่ยวข้าวสาลี 1
วิธีการแบ่งพื้นที่เก็บเกี่ยวและกฎระเบียบต่างๆ ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิมไม่ผิดเพี้ยน
จุดเก็บเกี่ยวถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าพร้อมป้ายบอกพิกัดอย่างชัดเจน เช่น เขต... แถวที่... เจ้าหน้าที่ปักป้ายตามโซนที่แบ่งไว้ จากนั้นจึงกระจายตัวเลขแถวให้แต่ละคนอย่างเจาะจง
ใครจับสลากได้ตรงไหนก็เก็บตรงนั้น เหมือนกับการแบ่งที่ดินทำกินให้แต่ละบ้านในสมัยก่อน ใครจะเก็บได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของตัวเองล้วนๆ
ไม่นานนัก เจียงสือก็ได้รับพิกัดพื้นที่เก็บเกี่ยวของเธอในครั้งนี้ คือ เขต H แถวที่ 235, 236 และ 237
สามแถว ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะแต่ละแถวไม่ได้ยาวมากนัก ยาวประมาณ 10 เมตรได้
และช่างประจวบเหมาะที่ฉีหลี่จับสลากได้พื้นที่ในเขตเดียวกัน คือแถวที่ 241, 242 และ 243
ตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ตอนนี้คือเขต G แถวที่ 270 ซึ่งห่างจากเขต H อยู่พอสมควร กะคร่าวๆ ว่าต้องเดินต่อไปอีกประมาณสิบกว่านาทีถึงจะถึงจุดเก็บเกี่ยวของเธอ
เจียงสือรู้สึกถึงแรงดึงเบาๆ ที่ชายเสื้อ ฉีหลี่นั่นเองที่สะกิดเธอ “พี่สือ จุดของเราอยู่ไม่ไกลกัน ไปด้วยกันเถอะครับ”
“ได้สิ ไปกันเถอะ”
ในที่สุดเจียงสือก็เดินมาถึงผืนนาที่เป็นส่วนของเธอ เธอหันไปบอกลาฉีหลี่ก่อนจะเดินเข้าไปในแถวข้าวสาลีที่ต้องเริ่มตรวจวัดในวันนี้
เมื่อครู่ตอนเดินมา เธอเห็นคนที่จับสลากได้พิกัดใกล้ๆ จุดลงรถเริ่มลงมือตรวจวัดกันไปบ้างแล้ว
ในขณะที่เธอเพิ่งจะมาถึงจุดหมาย
เจียงสือยืนนิ่งอยู่หน้าแถวข้าวสาลีของตนเอง เธอโน้มตัวลงมองรวงข้าวที่อยู่ตรงหน้า
ก้านข้าวสีทองอร่ามประดับด้วยรวงข้าวที่โน้มตัวลงต่ำ แต่ละรวงเต็มไปด้วยเมล็ดข้าวที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับเม็ดเก๋ากี้
ลองนับดูคร่าวๆ แต่ละรวงมีเมล็ดข้าวประมาณ 30-35 เมล็ด ซึ่งถ้าเทียบกับในอดีตแล้ว จำนวนเมล็ดต่อรวงถือว่าน้อยมาก
หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดพบว่า ต้นข้าวและรวงข้าวที่ผ่านการกลายพันธุ์มาแล้ว แม้เมล็ดจะใหญ่เท่าเม็ดเก๋ากี้ แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังถือว่าเล็กอยู่ดี ทำให้เวลาตรวจวัดค่อนข้างลำบาก
ที่สำคัญคือ... มันเจ็บนิ้วมือมาก
เจียงสือสะพายถุงผ้าไว้ข้างหน้า จากนั้นเริ่มลงมือตรวจวัดเมล็ดข้าวบนรวงทีละเมล็ด เธอวัดไปห้าหกหลวง พบเมล็ดที่กินได้เพียง 5 เมล็ดเท่านั้น แถมทั้ง 5 เมล็ดนั้นยังมาจากรวงเดียวกันอีกต่างหาก
อัตราการเจอของกินได้มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้เลยเหรอ
เมื่อเจียงสือเงยหน้าขึ้นหวังจะดูความคืบหน้าของคนอื่น เธอกลับพบว่าคนที่อยู่แถวข้างๆ ทิ้งห่างเธอไปสองช่วงตัวแล้ว
ให้ตายเถอะ!
พวกเขามีร่างแยกแบบเห้งเจียหรือไง ทำไมถึงได้รวดเร็วปานนั้น!
ตอนนี้ในหัวของเจียงสือเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามและไม่เข้าใจอย่างแรง
ตอนแรกเจียงสือยังดูไม่ออกว่าพวกเขาทำยังไง แต่พอสังเกตดีๆ เธอก็เห็นว่าคนแถวข้างๆ ใช้วิธีตัดรวงข้าวออกมาทั้งรวง แล้วบีบเอาน้ำเลี้ยงจากรอยตัดตรงโคนรวงหยดลงบนถาดตรวจวัดของนาฬิกาข้อมือแทน
หากผลระบุว่าเป็น "รังสีระดับปานกลาง" โอกาสที่เมล็ดข้าวบนรวงนั้นจะกินได้ก็มีสูงมาก ถึงตอนนั้นค่อยมาไล่ตรวจละเอียดอีกทีว่าเมล็ดไหนใช้ได้บ้าง
เจียงสือลองทำตามวิธีนั้นดู และพบว่าความแม่นยำสูงลิบลิ่ว
รวงข้าวที่เธอเคยตรวจไปก่อนหน้านี้ รวงไหนที่โคนรวงแสดงผลรังสีระดับสูง จะไม่พบเมล็ดที่กินได้เลยแม้แต่เมล็ดเดียว เรียกได้ว่าแทบไม่มีหวัง
แต่ถ้ารวงไหนขึ้นระดับปานกลาง ก็จะเจอเมล็ดกินได้ประมาณ 5-10 เมล็ด หรือบางรวงที่โชคดีหน่อยอาจเจอเมล็ดที่มีรังสีระดับต่ำเลยด้วยซ้ำ
หลังจากทดสอบไปสิบกว่ารวง เธอก็มั่นใจว่าวิธีนี้ได้ผลจริงและมีประสิทธิภาพรวดเร็วมาก
สมกับเป็นคนท้องถิ่นในดินแดนร้างจริงๆ เชี่ยวชาญเรื่องการเก็บของป่าหาเลี้ยงชีพสุดๆ
ตอนแรกเธอไม่เข้าใจว่าคนอื่นทำอะไรกัน แต่พอเข้าใจแล้วเธอก็ไม่รอช้าที่จะ "ครูพักลักจำ" มาใช้ทันที
เมื่อใช้วิธีที่ถูกต้อง ความเร็วในการเก็บเกี่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถ้ารวงไหนแสดงผลรังสีระดับปานกลาง เธอจะตัดทั้งรวงใส่ถุงไว้ วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดเวลา แต่ยังสามารถหิ้วรวงข้าวทั้งหมดกลับไปนั่งไล่ตรวจละเอียดที่บ้านได้ด้วย
อย่างไรเสีย พี่ชายเธอก็อยู่ที่นี่ ต่อให้รวงข้าวที่เก็บมาจะหนักแค่ไหนเธอก็ไม่กลัว อีกอย่างเธอไม่ใช่เจียงสือคนเดิมที่อ่อนแออีกแล้ว ตอนนี้เธอมีพละกำลังเหลือเฟือ ต่อให้เจียงอวี้ไม่ว่างช่วยถือ เธอก็จัดการเองได้
แต่มีสิ่งที่ทำให้รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง คือในระหว่างเก็บเกี่ยว บางครั้งจะเจอรวงข้าวที่มี "เพลี้ยกลายพันธุ์" เกาะอยู่ พวกมันเป็นสัตว์ลำตัวนิ่ม ตัวขาวๆ อวบๆ คล้ายกับหนอนไหม เห็นแล้วชวนให้รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
บางครั้งบังเอิญไปโดนตัวมันเข้าจนน้ำเลี้ยงในตัวมันไหลออกมา ถ้าไม่ได้สัมผัสโดนผิวหนังโดยตรงก็พอทนได้ แม้จะรู้สึกแย่แต่ก็ไม่ถึงกับสะอิดสะเอียน
ทว่า เมื่อน้ำเลี้ยงพวกนั้นหยดลงบนมือ เจียงสือแทบจะสติหลุด
เพราะน้ำเลี้ยงพวกนั้นมันเหนียวเหนอะหนะติดมือ น่ารังเกียจเป็นที่สุด
แต่ถึงจะรังเกียจแค่ไหน เธอก็ยังต้องตรวจเมล็ดบนรวงนั้นต่อไป ใครจะไปรู้ล่ะว่ารวงข้าวที่มีเพลี้ยเกาะอยู่ ผลการตรวจวัดกลับแสดงว่าเป็นรังสีระดับปานกลางเกือบทั้งหมด
ช่างเป็นโชคในคราวเคราะห์จริงๆ
"ติ๊ดๆ รังสีระดับปานกลาง แนะนำให้บริโภคในปริมาณที่เหมาะสม"
นี่มัน...
เจียงสือเจอเมล็ดที่กินได้บนรวงที่มีเพลี้ยกลายพันธุ์ต่อเนื่องกันสิบกว่ารวง แถมไม่ได้เจอแค่เมล็ดเดียว แต่เจอทีละหลายเมล็ดเลยด้วย
ดูท่าว่าการเจอเพลี้ยระหว่างเก็บเกี่ยวก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป นี่อาจจะเป็นช่องทางทำมาหากินใหม่ก็ได้
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม เจียงสือเริ่มมีภูมิต้านทานต่อเจ้าเพลี้ยกลายพันธุ์พวกนี้แล้ว
จากตอนแรกที่เห็นแล้วต้องกระโดดหนีไปไกลๆ ตอนนี้เธอสามารถใช้มีดสั้นเขี่ยมันทิ้งได้อย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะตรวจเมล็ดข้าวที่เหลือต่อ
แถมช่วงหลังๆ เธอยังเริ่มลองตรวจดูด้วยว่าเจ้าเพลี้ยกลายพันธุ์พวกนี้เป็นรังสีระดับปานกลางและกินได้หรือเปล่า
ยังไงพวกมันก็ถือเป็นอาหารโปรตีนสูงชนิดหนึ่ง เธอไม่กินแต่เจียงอวี้อาจจะกิน ถ้าเขาไม่กินก็ยังเอาไปขายได้
"ติ๊ดๆ รังสีระดับปานกลาง แนะนำให้บริโภคในปริมาณที่เหมาะสม"
"ติ๊ดๆ รังสีระดับปานกลาง แนะนำให้บริโภคในปริมาณที่เหมาะสม"
...
โอ้โห!
เธอเจอเพลี้ยกลายพันธุ์ที่รังสีระดับปานกลางติดต่อกันถึง 10 ตัว ไม่เสียแรงที่เธออุตส่าห์พับใบข้าวสาลีเป็นกล่องกรวยขนาดใหญ่เพื่อใส่พวกมันไว้
จนถึงตอนนี้ เวลาเก้าโมงเช้า ในถุงผ้าของเจียงสือประกอบไปด้วยเมล็ดข้าวที่กินได้ 58 เมล็ด, รวงข้าวรังสีระดับปานกลาง 42 รวง และเพลี้ยกลายพันธุ์รังสีระดับปานกลางอีก 19 ตัว
ถุงผ้าใบโตเริ่มตุงจนเกือบเต็ม ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าผลงานนี้ถือว่าดีหรือไม่ดี
ตอนนี้เจียงสือสังเกตเห็นว่าคนข้างๆ สองคนทิ้งห่างเธอไปไกลมากแล้ว และถุงของพวกเขาก็เต็มจนล้น
เมื่อเห็นผลลัพธ์ของคนอื่น เจียงสือก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แม้จะไม่รู้ว่าในหนึ่งรวงจะมีเมล็ดที่กินได้เท่าไหร่ แต่ต่อให้อัตราการเจอแค่ 15% ก็นับว่าพวกเขาได้กำไรมหาศาลแล้ว
เจียงสือแม้จะอิจฉาแต่ก็ต้องก้มหน้าก้มตาดูแลพื้นที่ "หนึ่งไร่สามส่วน" ของตัวเองต่อไป
ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันโชคดีของเจียงสือ เพราะข้าวสาลีสามแถวที่เธอรับผิดชอบนั้นมีเพลี้ยกลายพันธุ์เกาะอยู่เกือบทุกต้น
เก็บเกี่ยวมานานขนาดนี้ เจียงสือเพิ่งจะจัดการไปได้ไม่ถึงหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งหมด
ภารกิจเก็บเกี่ยวข้าวสาลีกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น
จู่ๆ ก็มีเงาดำพาดผ่านตัวเจียงสือ พร้อมกับมีวัตถุสีเขียวบางอย่างบดบังทัศนียภาพตรงหน้า เจียงสือไหวตัวทันที เธอพลิกมือตวัดมีดสั้นในมือพุ่งเข้าหาเจ้าของเงานั้นด้วยความรวดเร็ว
หลังจากปะทะกันได้ไม่กี่กระบวนท่า เจียงสือก็ถูกรวบตัวไว้
“ไม่เลว พัฒนาขึ้นนะเนี่ย รู้จักสวนกลับทันทีเลย” เจียงอวี้ใช้มือรับการโจมตีของเจียงสือไว้ได้ก่อนจะเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เจียงสือก็ผ่อนคลายลงทันที พอเงยหน้าเห็นว่าเป็นเจียงอวี้ เธอก็รีบเก็บมีดสั้นและคลายการป้องกันออก
“พี่คะ พี่นี่เอง ไม่รู้เหรอว่าคนหลอกคนมันน่ากลัวกว่าผีหลอกอีกนะเนี่ย ทำเอาหนูตกใจหมด”
“ทำไมไม่ส่งข้อความมาบอกก่อนล่ะคะ อยู่ดีๆ ก็โผล่มาเลย” เจียงสือรับของบางอย่างที่เจียงอวี้ยื่นมาให้ ดูท่าทางจะคล้ายกับแตงกวา
“พอดีพี่เดินลาดตระเวนมาแถวนี้พอดี เลยแวะมาหาเลย”
“เป็นไงบ้าง ได้เยอะไหม?” เจียงอวี้มองไปที่ถุงผ้าที่บวมเป่งข้างตัวเจียงสือ
(จบตอน)