- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 467 ส่งฝาแฝดเข้ามหาวิทยาลัย
บทที่ 467 ส่งฝาแฝดเข้ามหาวิทยาลัย
บทที่ 467 ส่งฝาแฝดเข้ามหาวิทยาลัย
บทที่ 467 ส่งฝาแฝดเข้ามหาวิทยาลัย
เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วไปส่งฝาแฝดรายงานตัวเข้าเรียน
คณะและสาขาวิชาที่เด็กทั้งสองคนเรียน ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง
เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วเพียงแค่ให้คำแนะนำบางส่วนเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ยังคงเคารพการตัดสินใจของพวกเขาทั้งสอง
ฟู่ซงหยางเลือกเรียนสาขาเดียวกับฟู่เส้าตั๋ว นั่นคือสาขาวิศวกรรมเครื่องกล เพียงแต่สาขาเครื่องกลในปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนเครื่องกลในอดีตอีกต่อไปแล้ว
ปัจจุบันวงการเครื่องกลของประเทศจีนพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เมื่อนำมาผสานรวมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ยิ่งดึงศักยภาพของเครื่องกลออกมาได้มหาศาลยิ่งขึ้น
ส่วนฟู่ซินหน่วนเลือกเรียนสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เจียงชิ่นคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ตอนที่ฟู่ซินหน่วนบอกว่าเธอเลือกเรียนสาขานี้ เจียงชิ่นถึงกับอึ้งไปเลย เธอไม่นึกเลยว่าลูกสาวจะเลือกเรียนในวิชาชีพเก่าของเธอ ความรู้สึกในใจของเธอตอนนั้นมันซับซ้อนไปหมด แต่ส่วนใหญ่แล้วคือความปีติยินดี
เด็กทั้งสองคนเติบโตมาในรั้วมหาวิทยาลัยปักกิ่งตั้งแต่เด็ก จึงคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดีชนิดที่หลับตาเดินก็ยังได้ แทบไม่จำเป็นต้องให้เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วมาช่วยจัดการอะไรให้เลย
ทว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ แล้ว ทั้งคู่อายุน้อยกว่าถึงสามปี เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงเดินไปส่งจนถึงหอพักและช่วยจัดแจงปูที่นอนให้เรียบร้อยถึงค่อยยอมกลับ
ด้วยความที่เป็นลูกของตัวเอง เจียงชิ่นจึงแวะไปทักทายคณบดีของทั้งสองคณะ ไม่ใช่ว่าอยากให้พวกเขาใช้อภิสิทธิ์ดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษหรอกนะ แต่เพราะพวกแกยังเด็ก จึงยังต้องฝากฝังให้ช่วยจับตาดูสักหน่อย
เพราะการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้นไม่เหมือนกับตอนอยู่มัธยมปลาย ที่นี่ไม่มีคุณครูมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชดูอยู่ทั้งวัน ทุกอย่างต้องพึ่งพาวินัยและการควบคุมตัวเองของนักศึกษาล้วน ๆ
บรรดาคณบดีมีหรือจะปฏิเสธ พวกเขายินดีรับปากอย่างเต็มใจ
ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่งแห่งนี้ มีใครบ้างล่ะที่ไม่อยากสานสัมพันธ์อันดีกับ 'ราชบัณฑิตเจียง'
ในมือของราชบัณฑิตเจียงมีทรัพยากรและทุนวิจัยมหาศาล ซึ่งล้วนแต่เป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ระดับชาติ ใคร ๆ ก็แทบจะแย่งกันหัวร้างข้างแตกเพื่อขอร่วมงานกับเธอทั้งนั้น
ยิ่งตอนนี้ลูก ๆ ของราชบัณฑิตเจียงเข้ามาเรียนในคณะของตนเองด้วยแล้ว การได้สิทธิ์ใกล้ชิดดั่ง 'อยู่ใกล้หอคอยริมน้ำย่อมได้ชมจันทร์ก่อนใคร' เรื่องดีๆ แบบนี้ คณบดีทั้งสองคนเก็บเอาไปฝันยังตื่นมาหัวเราะได้เลย
เจียงชิ่นแค่อยากให้พวกเขาช่วยจับตาดูฟู่ซงหยางกับฟู่ซินหน่วน มันจะไปยากอะไรล่ะ งานนี้ต้องจัดเต็มดูแลให้ถึงที่สุดสิ !
ดังนั้นพวกเขาจึงสั่งการลงไปทันที กำชับอาจารย์ในคณะทุกคนให้คอยดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดี ห้ามให้เกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นเด็ดขาด ผลก็คือ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน ฟู่ซงหยางและฟู่ซินหน่วนก็สัมผัสได้ทันทีว่า พวกเขาถูกบรรดาอาจารย์ 'เพ่งเล็ง' เข้าให้แล้ว ทั้งคอยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เรียกได้ว่าดูแลเอาใจใส่อย่างไร้ที่ติเลยทีเดียว
เรื่องราวเหล่านี้ เจียงชิ่นเพิ่งจะมารู้ในภายหลัง เพราะในช่วงเวลานั้นเธอได้หมกตัวอยู่ในห้องแล็บ เพื่อเริ่มลงมือลุยงานโปรเจกต์วิจัยกองโตที่เพิ่งได้รับการอนุมัติมา
จนกระทั่งช่วงต้นปี 1996 โปรเจกต์เหล่านี้ก็ทยอยปิดโครงการลงอย่างสมบูรณ์
ส่งผลให้วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศจีนเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดราวกับน้ำพุร้อนที่ปะทุขึ้นมา ในช่วงเวลาสั้น ๆ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่ ๆ ก็ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างไม่ขาดสาย
โปรเจกต์บางชิ้น เป็นสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ ทุ่มเทเวลาหลายปียังทำไม่สำเร็จ หรือบางชิ้นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงด้วยซ้ำ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าประเทศจีนจะสามารถทำมันจนสำเร็จลุล่วงได้ทั้งหมด
ในที่สุดเจียงชิ่นก็ทำภารกิจของระบบสำเร็จเสียที
อันที่จริงก็ไม่เชิงว่าเป็นภารกิจหรอก เพราะทำสำเร็จครั้งนี้ก็ไม่ได้มีของรางวัลอะไรตอบแทน ถือซะว่าเป็นการช่วยระบบไปก็แล้วกัน ทางฝั่งเจียงชิ่นทำโปรเจกต์วิจัยสำเร็จ ส่วนทางฝั่งระบบ สถานะของมันก็ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หัวโต ๆ ของมันไม่ต้องห้อยต่องแต่งไปมาทั้งวันอีกแล้ว มันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก สัมผัสได้ถึงพลังงานที่เปี่ยมล้นขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อระบบมีสภาพที่ดีขึ้น อารมณ์ของเจียงชิ่นก็ดีตามไปด้วย
ถึงยังไงมันก็อยู่เป็นเพื่อนเธอมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว ไม่ว่าตอนแรกจะเริ่มต้นมายังไง แต่ตอนนี้มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไปแล้ว เธอเคยชินกับการมีอยู่ของมันแล้วจริง ๆ
เมื่อเจียงชิ่นทำโปรเจกต์ในมือเสร็จสิ้น การทำงานตลอดสี่ปีที่ผ่านมานี้เล่นเอาเธอเหนื่อยสายตัวแทบขาด ร่างกายนั้นไม่เท่าไหร่หรอก เพราะด้วยพื้นฐานร่างกายของเธอ ปกติก็ไม่ค่อยจะรู้สึกเหนื่อยอยู่แล้ว
แต่มันต้านทานความ 'เหนื่อยใจ' ไม่ไหวน่ะสิ
ต้องคอยบริหารโปรเจกต์ตั้งมากมาย แถมยังมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาอีกเป็นโขยง ถึงแม้ฟู่เส้าตั๋วจะช่วยแบ่งเบาภาระไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่เจียงชิ่นก็ยังต้องปวดหัววุ่นวายอยู่ดี
ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงเสียที เธอตั้งใจว่าจะพักผ่อนให้เต็มที่ โดยกะว่าจะพักยาวสักหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ
และในปีนี้เอง ฟู่ซงหยางกับฟู่ซินหน่วนก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว
ฟู่ซินหน่วนเลือกที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโท ส่วนฟู่ซงหยางเลือกที่จะเริ่มทำงานทันที
เจียงชิ่นเคยถามฟู่ซงหยางว่าอยากจะเรียนต่อไหม ฟู่ซงหยางตอบว่าเขาอยากลองทำงานก่อน ถ้าหากตอนทำงานพบว่ามีจุดไหนที่จำเป็นต้องใช้ความรู้เพิ่ม เขาถึงจะกลับมาเรียนต่อ
ในเมื่อลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง เจียงชิ่นก็ไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายอีก
ส่วนทางด้านฟู่ซินหน่วน ไม่ว่าลูกสาวอยากจะเรียนต่ออีกนานแค่ไหน เจียงชิ่นก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
ฟู่ซงเหนียน ลูกชายคนเล็กก็เพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เมื่อปีที่แล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเป็นพวกซุ่มเงียบ ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่พอขึ้นมัธยมปลาย เขาก็เริ่มเปล่งประกาย สอบข้ามชั้นจาก ม.4 กระโดดไป ม.6 รวดเดียว แล้วก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้สำเร็จ กลายเป็นรุ่นน้องของพี่ชายและพี่สาวไปโดยปริยาย
สาขาวิชาที่ฟู่ซงเหนียนเรียน เขาก็เป็นคนเลือกเองเช่นกัน นั่นคือ สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่เขาชื่นชอบที่สุด
จนกระทั่งตอนนี้ เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วถึงเพิ่งจะได้รู้ว่า ความใฝ่ฝันอันสูงสุดในอนาคตของลูกชายคนเล็ก ก็คือการทำธุรกิจ เรื่องนี้ทำให้พวกเขาทั้งคู่ประหลาดใจมาก
คนทั้งบ้านล้วนแต่เป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ดันมีคนนึงที่ชอบการทำธุรกิจโผล่มาเฉยเลย
ทว่าความประหลาดใจนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น หลังจากนั้นเจียงชิ่นกลับรู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
เพราะถึงยังไง หรงหน่วนกรุ๊ปก็กำลังเติบโตใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่ 10 อันดับแรกของ 500 บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกไปแล้ว
แถมอีก 9 บริษัทที่เหลือในท็อป 10 ก็ล้วนแต่เป็นองค์กรของประเทศจีนทั้งสิ้น
ปัจจุบันบริษัทของประเทศจีนได้กลายเป็นมาตรฐานและผู้นำระดับโลกไปแล้ว
เจียงชิ่นเองก็อายุเริ่มเยอะขึ้น จุดศูนย์กลางของงานทั้งหมดจึงถูกวางไว้ที่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เธอรัก ตำแหน่งผู้บริหารของกลุ่มบริษัท ก็ให้ฟู่ซงเหนียนมาสืบทอดรับช่วงต่อพอดี
ฟู่ซานและเฮ่อหยางซานมีลูกสาวเพียงคนเดียวคือ เฮ่อหนิง เฮ่อหนิงรักในศิลปะและหลงใหลในวงการบันเทิง เธอสอบติดสถาบันภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของประเทศจีน และตั้งปณิธานว่าจะเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมให้ได้
ในเรื่องนี้ เฮ่อหนิงแน่วแน่มาก ฟู่ซานและเฮ่อหยางซานเคยพยายามเกลี้ยกล่อมเธอ หวังให้เธอไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อที่ในอนาคตจะได้กลับมาช่วยบริหารบริษัท
แต่เฮ่อหนิงไม่ใส่ใจเรื่องธุรกิจเลยแม้แต่น้อย เธอไม่มีความสนใจเลยสักนิด
สุดท้ายฟู่ซานและเฮ่อหยางซานจึงต้องยอมถอดใจ ทั้งสองครอบครัวต่างก็ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ฟู่ซงเหนียนแต่เพียงผู้เดียว
วันหนึ่ง เจียงชิ่นได้รับโทรศัพท์จากพี่สะใภ้ใหญ่ อวี๋เฟิ่งเจีย
ในสาย อวี๋เฟิ่งเจียแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงปีติยินดีว่า ลูกสะใภ้คนโต เซิงฉิง คลอดลูกแล้ว เป็นเด็กผู้ชาย ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลประชาชน
อู๋ตันเป็นคนช่วยหาหมอที่เก่งที่สุดมาผ่าคลอดให้
ตอนนี้อู๋ตันก็อยู่ที่นั่นด้วย
เจียงชิ่นวางสายปุ๊บก็รีบโทรหาจ้านอวี้หมิ่นและเจียงลี่ทันที บอกให้พวกเขารออยู่ที่บ้าน เดี๋ยวเธอจะขับรถไปรับเพื่อไปโรงพยาบาลพร้อมกัน
เมื่อเจียงชิ่นไปรับจ้านอวี้หมิ่นและเจียงลี่ สองตายายก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
นี่คือเหลนคนแรกของตระกูลเจียงเชียวนะ เป็นสิ่งที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมานานหลายปีเลยทีเดียว
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เจียงลี่ไม่สะดวกเข้าไปในห้องพักฟื้น จึงรออยู่ด้านนอก
จ้านอวี้หมิ่นและเจียงชิ่นจึงเดินเข้าไปในห้องพักฟื้นเพื่อเยี่ยมเซิงฉิงและหลานตัวน้อย
เซิงฉิงและเจียงหังตกลงคบหากันอย่างเป็นทางการเมื่อสามปีก่อน และเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อปีที่แล้ว
เพิ่งจะแต่งงานดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันไปหมาด ๆ ก็ตั้งท้องทันที ทำเอาอวี๋เฟิ่งเจียยิ้มจนหุบปากไม่ลง คอยแต่พร่ำขอบคุณเจียงชิ่นไม่หยุดที่ช่วยหาลูกสะใภ้แสนดีแบบนี้มาให้
สภาพจิตใจของเซิงฉิงยังดูสดใสดี จะมีก็แต่อาการเจ็บแผลผ่าตัดเท่านั้น
เจียงหังคอยอยู่เคียงข้างเธอไม่ห่าง ถึงขนาดไม่ยอมละสายตาไปมองลูกเลยด้วยซ้ำ
อวี๋เฟิ่งเจียรับหน้าที่ดูแลเด็กมาตลอด พอจ้านอวี้หมิ่นมาถึง เธอก็รีบส่งเด็กให้คุณย่าทวดอุ้มทันที
จ้านอวี้หมิ่นมองดูทารกน้อยในห่อผ้า ยิ้มกว้างด้วยความปลื้มปริ่ม
ส่วนเจียงชิ่นเดินไปหาเซิงฉิง นั่งลงข้างเตียงแล้วพูดคุยกับเธออยู่สองสามประโยค พอเห็นว่าเธอยังอาการดีอยู่ เจียงชิ่นก็เบาใจ
เซิงฉิงคือลูกศิษย์ที่เธอชื่นชมที่สุด และเป็นลูกศิษย์ที่เธอฝากความหวังไว้มากที่สุดด้วย
ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี อันที่จริงความผูกพันของพวกเธอก็ลึกซึ้งไม่ต่างอะไรกับแม่ลูกแท้ ๆ แล้วล่ะ