- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 463 คำขอร้องของระบบ
บทที่ 463 คำขอร้องของระบบ
บทที่ 463 คำขอร้องของระบบ
บทที่ 463 คำขอร้องของระบบ
หลังทานข้าวเสร็จ เจียงชิ่นให้เจียงหังไปส่งเซิงฉิง เซิงฉิงพักอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เธอโบกมือปฏิเสธบอกว่าไม่ต้องไปส่ง แต่เจียงหังก็ยังคงดึงดันที่จะไปส่งเธอให้ได้
หลังจากทั้งสองคนจากไป เจียงชิ่นกับอวี๋เฟิ่งเจียก็เดินออกมาข้างนอก ทั้งคู่ไม่ได้รีบร้อนแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่พากันเดินเล่นรับลมอยู่ข้างนอกพักหนึ่ง
เดินไปคุยไป เรื่องที่คุยก็หนีไม่พ้นเรื่องของเจียงหังและเซิงฉิง
อวี๋เฟิ่งเจียร้อนใจเรื่องแต่งงานของลูกชายมาก ก็เจียงหังอายุตั้งยี่สิบแปดแล้วนี่นา ในสายตาของเธอ เขาคือชายหนุ่มโสดอายุมากอย่างแท้จริง ขอแค่มีคนที่เหมาะสม อวี๋เฟิ่งเจียก็แทบจะอยากจับเขามัดใส่กล่องผูกโบว์ส่งให้คนอื่นไปเลย
เจียงชิ่นเห็นท่าทางร้อนรนของพี่สะใภ้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะสาดน้ำเย็นดับความร้อนรนนั้นสักหน่อย
"พี่สะใภ้ใหญ่คะ ตอนนี้เจียงหังอาจจะรู้สึกดีกับน้องเขา แต่เซิงฉิงก็ยังไม่ได้แปลว่าจะชอบเขานะคะ เรื่องของหนุ่มสาวมันรีบร้อนไม่ได้ วันนี้ที่เรียกพี่มาดูก็เพื่อให้พี่สบายใจขึ้น จะได้ไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังอีก ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้พวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์กันไปเองเถอะค่ะ พวกเราอย่าเข้าไปก้าวก่ายเลย"
อวี๋เฟิ่งเจียได้ยินดังนั้นก็ขยับริมฝีปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของน้องสามี เธอก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป
ในใจเธอจะไม่ให้ร้อนรนได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงชิ่นคอยเตือนสติ อวี๋เฟิ่งเจียก็แทบอยากจะไปช่วยเจียงหังตามจีบเซิงฉิงด้วยตัวเองแล้ว แต่ในเมื่อเจียงชิ่นพูดแบบนี้ แถมเซิงฉิงยังเป็นลูกศิษย์คนโปรดของเธออีก อวี๋เฟิ่งเจียจึงกลัวว่าจะทำให้น้องสามีโกรธ เลยไม่กล้าพูดอะไรต่อ สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้ารับ
ตอนที่เจียงชิ่นกลับถึงบ้านก็เกือบจะสามทุ่มครึ่งแล้ว
ในบรรดาเด็กทั้งสามคน นอกจากฟู่ซงเหนียนที่เข้านอนไปแล้ว อีกสองคนยังคงเปิดไฟสว่างอยู่ในห้องหนังสือและกำลังดูหนังสือกันอยู่
เจียงชิ่นส่ายหน้ายิ้ม ๆ เรื่องการเรียนของฝาแฝดน่ะเธอไม่ห่วงเลยสักนิด จะห่วงก็แต่ลูกชายคนเล็ก อย่าว่าแต่เรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย เธอแอบหวั่นใจว่าเขาจะสอบเข้าม.ปลายไม่ได้ด้วยซ้ำ
คนในบ้านต่างก็เรียนจบสูง ๆ กันทั้งนั้น ถ้าถึงเวลาแล้วมีคนนึงเรียนไม่จบม.ปลาย... ช่างเถอะ ขอแค่ลูกมีความสุขก็พอ เจียงชิ่นเริ่มปล่อยวางได้แล้ว
ถ้าซงเหนียนสอบเข้าม.ปลายไม่ได้จริง ๆ อย่างมากก็ให้ไปช่วยงานที่บริษัท เริ่มจากตำแหน่งพนักงานระดับล่างสุด ส่วนอนาคตจะไต่เต้าไปได้ถึงจุดไหนก็คงต้องรอดูความสามารถของเขาเอง ถ้าไม่มีความสามารถ ก็ให้เป็นแค่พนักงานออฟฟิศตัวเล็ก ๆ ในบริษัทลูกต่อไป
เจียงชิ่นกลับเข้าห้อง ฟู่เส้าตั๋วยังไม่กลับมา ภายในห้องของทั้งคู่ว่างเปล่าและมืดสนิท
ช่วงนี้ฟู่เส้าตั๋วงานยุ่งจนหัวหมุน คาดว่าโปรเจกต์ในมือของเขาคงใกล้จะถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
【โฮสต์...】
จู่ ๆ เสียงเครื่องจักรที่ห่างหายไปนานก็ดังขึ้นในหัว
เจียงชิ่นที่กำลังจะปลดกระดุมเสื้อโค้ทชะงักมือทันที เพียงแค่คิด ร่างกายของเธอก็เข้ามาอยู่ในมิติ
ร่างอ้วนกลมของระบบกำลังนั่งแหมะอยู่บนพื้นมิติ หัวโต ๆ ของมันห้อยตก คอตกดูห่อเหี่ยวและไร้เรี่ยวแรงสุด ๆ
เจียงชิ่นขมวดคิ้วแล้วเดินเข้าไปหา "ระบบ แกเป็นอะไรไป ? ใครรังแกแกเหรอ ? "
สภาพของระบบในตอนนี้เหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบครั้งใหญ่และถูกกระทำชำเรามาอย่างหนัก
ระบบไม่ยอมพูดอะไร เจียงชิ่นจึงถามต่อ "คงไม่ใช่ว่ามิติของพวกแกเกิดปัญหาขึ้นหรอกนะ ? "
หัวโต ๆ ของระบบตั้งตรงขึ้นมาทันที มันมองเจียงชิ่นด้วยความตกตะลึง
"ทายถูกเหรอเนี่ย ? "
เจียงชิ่นใช้รูปประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจ
ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง มันไม่ได้ตอบคำถามของเจียงชิ่น แต่กลับพูดถึงเรื่องอื่นแทน
【โฮสต์... แต้มเทคโนโลยีของประเทศจีนมันเพิ่มขึ้นช้าเกินไปแล้ว คุณช่วยเร่งความเร็วให้มันหน่อยได้ไหมครับ ? 】
"แบบนี้ของฉันยังเรียกว่าช้าอีกเหรอ ? " เจียงชิ่นทำหน้าตกตะลึง
ระดับเทคโนโลยีของประเทศจีนในตอนนี้พัฒนาด้วยความเร็วราวกับนั่งจรวดแล้ว ถ้าจะให้เร็วกว่านี้ ต้องเร็วไปถึงระดับไหนกัน ?
【แต่มันไม่ทันแล้ว ใกล้จะไม่ทันแล้วครับ】
เจียงชิ่นขมวดคิ้ว เธอย่อตัวลงนั่งยอง ๆ จ้องมองระบบแบบเผชิญหน้า
"แกบอกความจริงฉันมาเถอะ ตกลงว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ? มิติของแกเกิดเรื่องใช่ไหม แล้วมีแค่การเปลี่ยนแปลงมิตินี้เท่านั้นถึงจะกอบกู้มิติของแกได้ ? "
ดวงตากลมโตของระบบมองเจียงชิ่นอย่างประหม่า มันไม่ได้พูดอะไร ซึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นการยอมรับกลาย ๆ
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น ? อย่าทำตัวเหมือนบีบยาสีฟันสิ (บีบทีละนิด) พูดออกมาให้หมดรวดเดียวไม่ได้หรือไง ? อะไรที่ฉันช่วยได้ ฉันต้องช่วยอยู่แล้ว"
ในดวงตาของระบบปรากฏประกายแห่งความหวังวาบขึ้นมา แต่เพียงครู่เดียวมันก็ส่ายหน้า
เจียงชิ่นเข้าใจทันทีว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้
เธอถอนหายใจ พอนึกถึงนิยายระบบที่ตัวเองเคยอ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดประกายความคิดขึ้น
"แกถูกกฎแห่งมิติกดทับอยู่ใช่ไหม เลยมีบางเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้ ถ้าใช่ก็กะพริบตา ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องกะพริบ"
ระบบกะพริบตาทันที
เจียงชิ่นเข้าใจแล้ว "โอเค ฉันจะพยายามเร่งความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน"
เพิ่งจะรับปากเสร็จ เธอก็นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้ จึงถามด้วยความไม่ค่อยวางใจนัก "ก่อนหน้านี้แกเคยบอกว่า ฉันต้องใช้ชีวิตในมิตินี้จนจบอย่างสมบูรณ์ ถึงจะถือว่าทำภารกิจสำเร็จและกลับโลกเดิมได้ เงื่อนไขนี้ยังเหมือนเดิมใช่ไหม ? "
สิ่งที่เจียงชิ่นกลัวที่สุดก็คือระบบจะผิดคำพูดและส่งเธอกลับไปก่อนกำหนด
ตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ ๆ สิ่งที่เจียงชิ่นต้องการที่สุดก็คือการรีบกลับบ้าน
ทว่าเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปี เธอหยั่งรากลึกลงที่นี่และมีครอบครัวอันเป็นที่รักไปเสียแล้ว
ในตอนนี้ถ้าให้คิดถึงการจากไป ในใจของเธอเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เธอตัดใจทิ้งฟู่เส้าตั๋วไม่ลง ตัดใจทิ้งลูก ๆ ที่น่ารักทั้งสามคนไม่ลง ตัดใจทิ้งญาติพี่น้อง ผองเพื่อน และเพื่อนร่วมทีมวิจัยที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานหลายปีไม่ได้จริง ๆ
ตอนนี้เธอมีความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือการใช้ชีวิตในมิตินี้ให้ดีที่สุดจนกว่าจะหมดอายุขัยไปตามธรรมชาติ แล้วถึงค่อยกลับไปที่โลกเดิม การทำแบบนั้นจะไม่ทำให้ทุกคนต้องเสียใจ และเธอก็สามารถจากไปได้อย่างสงบสุข ส่วนเด็ก ๆ ยังเด็ก เธออยากจะมองดูพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สร้างครอบครัวและตั้งหลักปักฐานให้มั่นคง
ระบบฟื้นคืนชีพกลับมาทันที มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หัวโต ๆ ของมันส่ายไปมาอย่างแรง
【ไม่หรอกครับ ทุกอย่างจะยังคงเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ครับ】
"จำคำพูดของแกไว้ให้ดีนะ อย่ามาเล่นตุกติก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่ให้ความร่วมมือ" เจียงชิ่นรีบขู่ดักคอไว้ก่อนเพื่อป้องกันปัญหา
ระบบพยักหน้ารัว ๆ เหมือนไก่จิกข้าว 【วางใจเถอะครับ พวกเราระบบคำไหนคำนั้น พูดอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้แน่นอน】
เจียงชิ่นจับจุดสำคัญในคำพูดของมันได้ "พวกเรา ? หมายความว่านอกจากแกแล้ว ยังมีระบบอื่นอีกเหรอ ? "
ระบบตระหนักได้ว่าตัวเองพูดผิด จึงรีบหุบปากฉับและใช้ความเงียบเป็นคำตอบ
เจียงชิ่นไม่ได้ใส่ใจ ถึงตอนนี้ระบบจะไม่อยากพูด แต่เดี๋ยวค่อย ๆ ตะล่อมไป เธอคงหาโอกาสทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เอง
ออกจากมิติ เจียงชิ่นอาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง และเริ่มครุ่นคิดว่าจะเร่งอัตราการพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างไร ตอนที่ฟู่เส้าตั๋วกลับถึงบ้าน ภาพแรกที่เขาเห็นก็คือเจียงชิ่นที่กำลังนอนเหม่อลอยอยู่บนเตียง
เขาปลดเสื้อโค้ทออกอย่างเป็นธรรมชาติ เดินเข้าไปลูบแก้มเจียงชิ่นเบา ๆ "ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะครับ ? "
"ในหัวมันมีความคิดเยอะแยะเต็มไปหมดเลยค่ะ เหมือนสมองจะระเบิด นอนไม่หลับเลย"
เจียงชิ่นหรี่ตาลง คว้ามือกว้างของเขามาถูไถกับแก้มตัวเอง "ที่รักคะ เดือนหน้าฉันอยากจะยื่นขอทำโปรเจกต์เพิ่มอีกสิบโปรเจกต์ ถึงตอนนั้นพวกเรามาจับมือร่วมงานกันต่อนะคะ"
ฟู่เส้าตั๋วอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา "คุณคิดอะไรอยู่เนี่ยครับ ยื่นทีเดียวสิบโปรเจกต์ กะจะให้สามีเหนื่อยตายเลยหรือไง ? "
เจียงชิ่นส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ "ก็ไม่ได้ให้คุณทำคนเดียวเสียหน่อย ในทีมวิจัยก็มีคนตั้งเยอะแยะ เราสองคนแค่คอยคุมทิศทางก็พอแล้ว พูดซะเหมือนมันจะเหนื่อยขนาดนั้นแหละ"
ฟู่เส้าตั๋วไม่หลงกลลูกอ้อนของเธอ เขาดึงมือกลับ ถอดเสื้อโค้ทและกางเกงตัวนอกออก เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้าน แล้วค่อยมานั่งลงที่ขอบเตียง