เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - ไม่กอบโกยตอนนี้ แล้วจะให้ไปกอบโกยตอนไหน?

บทที่ 48 - ไม่กอบโกยตอนนี้ แล้วจะให้ไปกอบโกยตอนไหน?

บทที่ 48 - ไม่กอบโกยตอนนี้ แล้วจะให้ไปกอบโกยตอนไหน?


บทที่ 48 - ไม่กอบโกยตอนนี้ แล้วจะให้ไปกอบโกยตอนไหน?

★★★★★

"ใช่แล้วล่ะ การสอบเข้าเป่ยเตี้ยนได้มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น!"

"อย่างคณะอักษรศาสตร์ของพวกเราเนี่ย เรียนจบมาแล้วจะมีสักกี่คนกันที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ภาพยนตร์หรือซีรีส์จริงๆ?"

"เพื่อนร่วมรุ่นของฉันหลายคนก็ไปเป็นลูกมือจับกังในกองถ่าย คอยช่วยนักเขียนบทชื่อดังแก้ต้นฉบับกันทั้งนั้น!"

"คณะการแสดงน่ะความจริงแล้วอยู่ยากกว่าอีกนะ!"

"..."

เป้าจิงจิงจิบกาแฟ จากการพูดคุย เธอรู้สึกว่าเฉินจิ่นดูมีความเป็นผู้ใหญ่และสุขุมกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่เห็นมาก

นักเรียนเตรียมสอบศิลปะหลายคนมักจะคิดว่าขอแค่สอบเข้าเป่ยเตี้ยนได้ก็ถือว่าก้าวขึ้นสวรรค์ไปแล้วครึ่งตัว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะมีสักกี่คนที่สามารถโบยบินทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้สำเร็จ?

ทว่าภูมิหลังของเฉินจิ่นที่อยู่ตรงหน้าเธอต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เธอสัมผัสได้จากบทสนทนาว่าเขาไม่ได้มีความกังวลถึงอนาคตเลยแม้แต่น้อย ทว่าก็ไม่ใช่ความมั่นใจแบบคนตาบอดคลำช้างอย่างพวกนักเรียนศิลปะทั่วไป แต่มันคือความมั่นใจที่แน่วแน่

มั่นใจอย่างแน่วแน่ว่าตัวเองสามารถเดินบนเส้นทางสายการแสดงนี้ได้

สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเส้นสายเบื้องหลังของเขาจะต้องยอดเยี่ยมมาก หรือไม่ก็ต้องมีคนคอยผลักดันสนับสนุนเขาอยู่แน่ๆ

เป้าจิงจิงหวนนึกไปถึงจางอี้โหมวอีกครั้ง

ติ๊ด ติ๊ด!

เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นทำให้เป้าจิงจิงหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาดู

เป็นหวังหรานแฟนหนุ่มของเธอที่ส่งข้อความมาถามว่าเธออยู่ที่ไหน?

ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมีแต่ความขัดแย้งไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าไม่เป็นแบบนั้นเป้าจิงจิงก็คงไม่เขียนนิยายเรื่อง 'อกหัก 33 วัน' เล่มนี้ขึ้นมาหรอก ดังนั้นการออกมาคุยเรื่องลิขสิทธิ์ในวันนี้ เธอจึงไม่ได้บอกให้เขารู้

หวังหรานก็เป็นนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบจากเป่ยเตี้ยนเหมือนกัน เขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของเป้าจิงจิง

ทว่าเป้าจิงจิงเรียนคณะอักษรศาสตร์ ส่วนหวังหรานเรียนสาขากำกับโฆษณาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ทั้งสองคนคบกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ปีสามจนถึงตอนนี้ก็กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่สี่แล้ว

ความรักในวัยเรียนเต็มไปด้วยความโรแมนติกและเซอร์ไพรส์ แต่พอเรียนจบมาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง มันก็มีแต่เรื่องปากท้องและการทำงานหาเงิน

พอเห็นว่านิยายของแฟนสาวอย่างเป้าจิงจิงได้รับการตีพิมพ์ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางที่สดใส ในขณะที่หวังหรานกลับไม่สามารถหางานถ่ายโฆษณาได้เลย รอยร้าวในความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

"ขอโทษทีนะรุ่นน้อง พอดีฉันมีธุระด่วนน่ะ ต้องขอตัวกลับก่อนแล้วล่ะ!"

เป้าจิงจิงเอ่ยขอโทษเฉินจิ่นกะทันหัน เฉินจิ่นยิ้มรับ "ไม่เป็นไรครับ งั้นไว้เราค่อยติดต่อกันอีกทีนะ ยังไงเรื่องราคาก็คุยกันได้สบายมาก!"

"อืม โอเคเลย!"

"เดี๋ยวฉันกลับไปจัดการเรื่องร่างสัญญาให้เรียบร้อยก่อนนะ!"

ภายในใจของเป้าจิงจิงเอนเอียงไปทางร่วมมือกับเฉินจิ่นเกินครึ่งแล้ว

สาเหตุที่เธอยังไม่ตอบตกลงในทันทีก็เพราะว่าการซื้อขายลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์มันไม่ได้จบแค่การเซ็นสัญญา แต่มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องตกลงกันอีกมากมาย ทั้งระยะเวลาในการถือครองลิขสิทธิ์ ขอบเขตการใช้งาน และขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกสารพัด

นี่เป็นเพียงการเจรจาในเบื้องต้นเท่านั้น

แน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือเป้าจิงจิงต้องการกลับไปปรึกษาหวังหรานแฟนหนุ่มของเธอเสียก่อน

แม้วาตอนนี้ทั้งสองคนจะอยู่ในช่วงสงครามเย็น แต่การขายลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงก็ต้องถามความเห็นจากเขาดูบ้าง

หากมองจากลักษณะนิสัย เป้าจิงจิงยังคงมีความคิดแบบผู้หญิงหัวโบราณอยู่บ้าง

เธอมีความฝันแต่ก็ไม่ได้เพ้อเจ้อจนหลุดพ้นจากความเป็นจริง

เฉินจิ่นมองตามแผ่นหลังของเป้าจิงจิงที่เดินออกจากร้านสตาร์บัคส์ไป เขาเองก็ไม่คิดเลยว่าการเอาชื่อจางอี้โหมวมาแอบอ้างในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อลิขสิทธิ์ได้มากขนาดนี้

นี่คือความบังเอิญที่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ

ทว่าตราบใดที่การตกลงซื้อขายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

มนุษย์เป็นผู้กำหนด สวรรค์เป็นผู้ลิขิต!

สิ่งที่ควรทำเขาก็ทำไปหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่รอดูว่าผู้กำกับที่นำเรื่อง 'อกหัก 33 วัน' ไปสร้างในชาติที่แล้วจะติดต่อหาเป้าจิงจิงเมื่อไหร่

ยิ่งอีกฝ่ายติดต่อมาช้าเท่าไหร่ โอกาสที่เฉินจิ่นจะทำสำเร็จก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

"ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดก็แต่สายลมตะวันออก!"

"ถ้าไม่มีเงิน คำพูดทุกอย่างก็เป็นแค่ลมปากเท่านั้นแหละ!"

เฉินจิ่นลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากร้านสตาร์บัคส์ไป เมื่อครู่นี้ระหว่างทางที่เดินมากับเป้าจิงจิง เขาเหลือบไปเห็นร้านขายลอตเตอรี่กีฬาเปิดใหม่ร้านหนึ่ง

เนื่องจากในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้จะมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ศูนย์ลอตเตอรี่กีฬาจึงได้ขยายสาขาไปยังเมืองหลวงและเมืองใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะ

ร้านเหล่านี้แตกต่างจากร้านขายลอตเตอรี่ทั่วไปตรงที่มันดูหรูหราและทันสมัยมาก พอเดินเข้าไปก็จะเห็นคอมพิวเตอร์ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ คนที่เดินผ่านไปมามักจะรู้สึกสนใจและแวะเข้าไปดูสักหน่อย จากนั้น... ก็ถอนตัวไม่ขึ้น

การตกแต่งแบบนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อดึงดูดคนที่ชอบแทงบอลอยู่แล้ว แต่ทำมาเพื่อดึงดูดคนที่เดินผ่านไปมาต่างหาก

เฉินจิ่นแวะไปกดเงินสดออกมาก้อนหนึ่งก่อนจะผลักประตูเดินเข้าไปในร้าน มีพนักงานสาวสวยคอยยืนต้อนรับและให้คำแนะนำอยู่ด้านใน หลังจากฟังคำแนะนำจบ เฉินจิ่นก็เดินไปนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งและเริ่มดูตารางการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีครอบ 16 ทีมสุดท้ายที่กำลังจะฟาดแข้งกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การแข่งขันในนัดแรกจบลงไปแล้ว ลำดับต่อไปคือการแข่งขันในนัดที่สองซึ่งจะสลับเจ้าบ้านกับทีมเยือน

เฉินจิ่นรู้ผลสกอร์ล่วงหน้าแค่สองคู่เท่านั้น

เป็นเพราะในภาพยนตร์ชีวประวัติในอนาคต การแข่งขันทั้งสองคู่นี้เตะพร้อมกัน ตอนที่เฉินจิ่นดูเรอัลมาดริดแข่ง เขาก็เลยเหลือบไปเห็นผลการแข่งขันของอีกคู่หนึ่งด้วย

"วันที่ 10 กับวันที่ 11 มีแข่งทั้งหมดสี่คู่!"

"บาเยิร์นมิวนิกทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ แสดงว่านัดนี้ต้องชนะแน่นอน..."

"ส่วนอีกคู่ระหว่างอาร์เซนอลกับปอร์โต้อันนี้คาดเดายากแฮะ แต่โอกาสชนะน่าจะเป็นของอาร์เซนอลมากกว่า!"

เฉินจิ่นนั่งวิเคราะห์ไปเรื่อยเปื่อย เพราะเขาไม่รู้ผลสกอร์ของการแข่งขันสองคู่นี้เลย

ทว่าในวันที่ 11 การแข่งขันระหว่างเรอัลมาดริดกับลียง และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับเอซีมิลาน เขารู้ผลสกอร์ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยล่ะ

1-1 กับ 4-0!

"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด สองคู่นี้ถูกชัวร์!"

"ลองซื้อสักหนึ่งพันหยวนเพื่อหยั่งเชิงดูก่อนดีไหมนะ?"

เฉินจิ่นถือกระดาษจดตัวเลขยิกๆ สุดท้ายเขาก็กัดฟันตัดสินใจทุ่มสุดตัว

ไม่กอบโกยตอนนี้ แล้วจะให้ไปกอบโกยตอนไหน?

ถ้าปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกไม่ทำงาน เขาก็จะได้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน!

เฉินจิ่นเดินถือกระดาษที่จดผลแพ้ชนะและผลสกอร์เอาไว้ไปที่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงิน

"ทายผลบาเยิร์นแพ้ สองพันหยวน ทายผลสกอร์ 1-2 หนึ่งพันหยวน!"

"ทายผลเรอัลมาดริดเสมอและแพ้ อย่างละสองพันหยวน ทายผลสกอร์ 1-1 หนึ่งพันหยวน!"

"ทายผลแมนยูชนะ สองพันหยวน ทายผลสกอร์ 3-0 และ 4-0 อย่างละหนึ่งพันหยวน!"

"แล้วก็ซื้อแบบสเต็ปด้วย เอาเรอัลมาดริด 1-1 พ่วงกับแมนยู 4-0 แล้วก็เรอัลมาดริด 1-1 พ่วงกับแมนยู 3-0... อย่างละหนึ่งพันหยวน!"

รวมเป็นเงินหนึ่งหมื่นหยวนพอดีเป๊ะ แถมยังมีทั้งบิลที่ทายถูกและทายผิดปะปนกันไปเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธจนเกินไป

หากทายผิดหมด เฉินจิ่นก็พร้อมจะยอมรับชะตากรรม คงต้องโทษปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกที่รุนแรงเกินไป แต่ถ้าทายถูกล่ะก็ หลังจากหักภาษีแล้วเขาน่าจะได้รับเงินรางวัลเหนาะๆ ราวสองล้านหยวน

เพราะอัตราต่อรองของเรอัลมาดริดที่เสมอ 1-1 สูงถึง 15 เท่า ส่วนแมนยูที่ชนะเอซีมิลาน 4-0 นั้นสูงลิ่วถึง 120 เท่าเลยทีเดียว!

พอเอาสองคู่นี้มารวมกันในบิลสเต็ป อัตราต่อรองจะพุ่งกระฉูดเป็น 1800 เท่า ต่อให้ลงทุนแค่หนึ่งพันหยวน ก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาถึง 1.8 ล้านหยวน!

นี่แหละคือไพ่ตายใบสำคัญที่สุดที่เฉินจิ่นซ่อนเอาไว้ในบรรดาบิลทั้งหมด

และวิธีการซื้อแบบกระจายความเสี่ยงเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้พนักงานคิดเงินรู้สึกสงสัยแต่อย่างใด เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้ คนที่ทุ่มเงินแทงบอลทีละหลายพันหรือเป็นหมื่นก็มีให้เห็นอยู่ถมไป

อีกอย่าง บุคลิกและการแต่งตัวของเฉินจิ่นก็ดูไม่เหมือนคนยากจนเลยสักนิด

"ยินดีต้อนรับโอกาสหน้านะคะ!"

เฉินจิ่นเก็บสลิปลอตเตอรี่กีฬาใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านไปท่ามกลางเสียงกล่าวลาของพนักงานสาวสวย เขาแวะไปที่เคาน์เตอร์แบรนด์เพื่อซื้อชุดเครื่องสำอางของเอสเต ลอเดอร์ และจัดการมื้อเย็นให้เรียบร้อยก่อนจะกลับไปที่โรงแรม

ซูหว่านอวี๋เองก็กลับมาถึงโรงแรมแล้วเช่นกัน

พอเห็นถุงเครื่องสำอางเอสเต ลอเดอร์ในมือของเฉินจิ่น เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย "อ้าว ทำไมล่ะ เขาไม่รับงั้นเหรอ?"

"เขาคงไม่ถูกใจมั้ง แม่เอาไปใช้เถอะ!"

เฉินจิ่นวางถุงเครื่องสำอางลงบนโต๊ะ ซูหว่านอวี๋หยิบใบเสร็จขึ้นมาดูแล้วก็แอบรู้สึกเสียดายเงินอยู่ลึกๆ "แม่ไม่จำเป็นต้องใช้ของดีขนาดนี้หรอกลูก!"

"แล้วเงินอีกหนึ่งหมื่นหยวนลูกเอาไปซื้ออะไรหมดล่ะ?"

นี่คือเหตุผลที่เฉินจิ่นต้องกดเงินสดออกมา เพราะถ้าไปรูดบัตรที่ร้านขายลอตเตอรี่กีฬา มันคงจะถูกจับได้ง่ายๆ แน่

"ผมเอาไปซื้อพวกของบำรุงสุขภาพน่ะ แล้วก็ฝากพี่ลู่ลู่เอาไปให้ผู้กำกับจางแล้วครับ!"

ฝีมือการแสดงของเฉินจิ่นในตอนนี้ ต่อให้ไม่ได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเวทีออสการ์ แต่อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้รางวัลไก่ทองคำแหละน่า

"แล้วการแคสติ้งตอนบ่ายล่ะ... เป็นยังไงบ้าง?"

"ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะผ่านอยู่มั้ง อ้อ จริงสิ นี่ลายเซ็นที่ผู้กำกับจางให้มาครับ!"

เฉินจิ่นรีบหยิบโปสเตอร์ที่ม้วนเก็บไว้ออกมาให้แม่ดู

โปสเตอร์แผ่นนี้เป็นภาพตอนที่จางอี้โหมวกำลังทำหน้าที่ผู้กำกับในพิธีเปิดโอลิมปิกปี 2008 ซึ่งมีความหมายต่อตาแก่โหมวมาก

บางทีในใจของเขา ความสำเร็จที่เขาภาคภูมิใจและยอมรับมากที่สุดในชีวิตก็คือการได้เป็นผู้กำกับใหญ่ในงานกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่งนี่แหละ

และมันยังเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของเขาอีกด้วย

"คราวนี้พ่อของลูก... คงได้ดีใจจนกระโดดตัวลอยทะลุฟ้าไปเลยมั้ง?"

ซูหว่านอวี๋มองดูโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นของจางอี้โหมว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมจะโทรไปเล่าให้เฉินเสียนฉีฟัง

ส่วนเฉินจิ่นก็เตรียมตัวทำกิจวัตรประจำวันของนักแสดงต่อไป

มะรืนนี้เขาต้องไปสอบรอบสองที่จงซี่ ซึ่งถือเป็นศึกหนักอีกสนามที่รอเขาอยู่!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 48 - ไม่กอบโกยตอนนี้ แล้วจะให้ไปกอบโกยตอนไหน?

คัดลอกลิงก์แล้ว