เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 506 - โหมโรงก่อนจิ้งคัง

บทที่ 506 - โหมโรงก่อนจิ้งคัง

บทที่ 506 - โหมโรงก่อนจิ้งคัง 


บทที่ 506 - โหมโรงก่อนจิ้งคัง

คราวนี้ความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งแกร่งของราชวงศ์ซ่งก็ถูกเปิดเผยให้ชาวจินเห็นอย่างหมดเปลือก

เอ๊ะ พวกคนซ่งนี่เหมือนจะไม่ได้เรื่องเลยนะ ขนาดทหารเหลียวที่แตกพ่ายก็ยังเอาชนะไม่ได้ แต่คนซ่งกลับร่ำรวยขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะ...

เหมิงเถียนกล่าวว่า "เมื่อเห็นว่าราชวงศ์ซ่งไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้ ชาวจินย่อมต้องเกิดความคิดมักใหญ่ใฝ่สูงเป็นแน่"

หลี่เนี่ยนพยักหน้า "ใช่เลย ดังนั้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา ชาวจินจึงยกทัพบุกลงใต้ หลังจากปราบกบฏฟางล่าได้แล้ว ทางเลือกที่ถูกต้องกว่าสำหรับราชวงศ์ซ่งก็คือการให้กองทัพได้พักฟื้น ชะลอเรื่องการร่วมมือกับชาวจินเพื่อโจมตีแคว้นเหลียวออกไปก่อน แต่สิ่งยั่วยวนใจในการยึดคืนสิบหกแคว้นเยียนอวิ๋นนั้นมีมากเกินไป ยอดนักคัดลายมือและถงก้วนรอไม่ไหวหรอก"

"ยอดนักคัดลายมือต้องการใช้ความดีความชอบในการยึดคืนเยียนอวิ๋นเพื่อก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์อันดับหนึ่งแห่งต้าซ่ง ส่วนถงก้วนก็ต้องการใช้ความดีความชอบนี้เพื่อเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นอ๋อง มีคนจำนวนมากที่เฝ้ารอจะกอบโกยผลประโยชน์จากการโจมตีแคว้นเหลียวในครั้งนี้"

"และในตอนนั้นแคว้นเหลียวก็อ่อนแอลงมากจริงๆ ในสายตาของยอดนักคัดลายมือและพรรคพวก โอกาสพ่ายแพ้นั้นแทบจะไม่มีเลย แถมยังมีชาวจินเป็นพันธมิตรอีกต่างหาก จะพ่ายแพ้ได้อย่างไร"

หวังเปินอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "คนพวกนี้ไม่เคยคิดเลยหรือว่าถ้าแพ้สงครามแล้วจะเป็นอย่างไร หลังจากแคว้นเหลียวถูกทำลาย ชาวจินจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร"

หลี่เนี่ยนหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ถ้าแพ้สงครามแล้วจะเป็นอย่างไรน่ะหรือ ราชสำนักซ่งในตอนนั้นคงไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้กันสักเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่ก็คงคิดแต่เพียงว่า ความได้เปรียบอยู่ที่พวกเรา ศึกนี้ต้องชนะแน่"

"ต่อให้มีคนที่คิดเผื่อไว้ก็คงมีไม่มาก และเสียงทัดทานเหล่านั้นก็คงถูกกลบจนมิด ด้วยนิสัยของยอดนักคัดลายมือ เขาไม่มีทางยอมให้ใครมาพูดเรื่องพ่ายแพ้ และเขาก็คงไม่สนใจเสียงเหล่านั้นด้วย"

"ดังนั้น ภายใต้อิทธิพลของยอดนักคัดลายมือ ถงก้วน และคนอื่นๆ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ของราชวงศ์ซ่งจึงตกอยู่ในความคลั่งไคล้ที่คิดว่ากำลังจะเอาชนะแคว้นเหลียว ทวงคืนเยียนอวิ๋น และทำตามปณิธานของบรรพชนได้สำเร็จในที่สุด"

"ส่วนเรื่องที่ว่าหลังจากแคว้นเหลียวถูกทำลายแล้วจะอยู่ร่วมกับชาวจินอย่างไรนั้น ตอนที่จับมือเป็นพันธมิตรกัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วว่า ชาวจินจะโจมตีเมืองจงจิงของแคว้นเหลียว ส่วนราชวงศ์ซ่งจะโจมตีเมืองหนานจิงของแคว้นเหลียว ดินแดนเยียนอวิ๋นจะตกเป็นของราชวงศ์ซ่งทางใต้ และการที่ชาวจินช่วยราชวงศ์ซ่งทวงคืนดินแดน ราชวงศ์ซ่งก็ต้องนำเครื่องบรรณาการรายปีที่เดิมทีเคยมอบให้แคว้นเหลียวไปมอบให้ชาวจินแทน โดยทั้งสองฝ่ายจะใช้ด่านกู่เป่ยโข่วและด่านอวี๋กวนเป็นเส้นแบ่งเขตแดน"

เหมิงเถียนหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ตกลงกันไว้เสียดิบดี แต่ชาวจินจะรักษาสัญญาหรือไม่ ก็ต้องดูว่าราชวงศ์ซ่งมีความแข็งแกร่งมากพอหรือเปล่า"

เมื่อดูจากเนื้อหาของสนธิสัญญาฉบับนี้ ราชวงศ์ซ่งก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรมากนัก แต่ปัญหาคือชาวจินจะยอมทำตามข้อตกลงหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของราชวงศ์ซ่งอย่างที่เหมิงเถียนกล่าวไว้จริงๆ

หากราชวงศ์ซ่งแข็งแกร่งดุดัน ชาวจินก็จะเป็นเพื่อนบ้านที่แสนดีและรักสงบ แต่ถ้าราชวงศ์ซ่งแสดงความอ่อนแอออกมาเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะกลายร่างเป็นเสือร้ายในทันที

ในเมื่อราชวงศ์ซ่งของเจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้ แล้วทำไมพวกข้าจะต้องทำตามสัญญาและรับแค่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ตามที่ตกลงกันไว้ด้วยล่ะ สู้บุกเข้าไปปล้นชิงของดีๆ ของเจ้ามาให้หมดไม่ดีกว่าหรือ

ของพรรค์นี้อย่างสนธิสัญญาหรือข้อตกลง มันต้องดูด้วยว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกันหรือไม่ หากไม่เท่าเทียมกัน สนธิสัญญาที่เซ็นไปก็มีค่าไม่ต่างอะไรกับกระดาษเช็ดก้นในส้วมเลยสักนิด

หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "แม้ ขบวนเรือฮวาฉือกัง จะเป็นชนวนให้เกิดกบฏฟางล่า แต่ภูเขาเกินเยว่ของยอดนักคัดลายมือก็สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ มันเป็นการรวบรวมบุปผาหินแปลกตาจากทั่วหล้ามาไว้ในที่เดียว ภูเขาเกินเยว่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรงดงามมาก หลังจากสร้างเสร็จ ยอดนักคัดลายมือก็ตั้งใจสั่งให้คนแต่งบทกวีสรรเสริญมัน ถึงขั้นแต่งบทกวีชมเชยภูเขาเกินเยว่ถึงหนึ่งร้อยบท ซึ่งหนึ่งร้อยบทนี้ถูกเรียกว่า เกินเยว่ร้อยลำนำ"

"ยอดนักคัดลายมือยังได้แต่ง บันทึกเกินเยว่ฉบับหลวง ด้วยตัวเอง ภายในนั้นเขาได้บรรยายถึงสาเหตุที่ต้องสร้างภูเขาเกินเยว่ แนวคิดในการก่อสร้าง และการจัดวางภูมิทัศน์ ภูเขาเกินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงอุทยานที่ใช้ตอบสนองความสำราญส่วนตัวของเขาเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์แห่งผลงานอันยิ่งใหญ่ในยุคทองของเขาอีกด้วย"

เหมิงเถียนกล่าวว่า "เพราะมัวแต่สร้างภูเขาเกินเยว่ ขบวนเรือฮวาฉือกัง ถึงกับบีบบังคับให้ราษฎรต้องลุกฮือขึ้นก่อกบฏ แบบนี้ยังมีหน้ามาเรียกว่า ผลงานแห่งยุคทอง อีกหรือ"

เรื่องอื่นยังพออ้างได้ว่าไช่จิงและพรรคพวกปิดบังยอดนักคัดลายมือไว้ แต่เรื่องกบฏฟางล่าที่เป็นเรื่องใหญ่โตถึงขนาดต้องระดมทหารองครักษ์ชั้นยอดหนึ่งแสนห้าหมื่นนายไปปราบปราม จะบอกว่ายอดนักคัดลายมือไม่รู้อะไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้กระมัง

"ภูเขาเกินเยว่ของยอดนักคัดลายมือได้รวบรวมความงดงามทั่วหล้ามาไว้ในอุทยานแห่งเดียว ว่ากันว่าใน บันทึกเกินเยว่ฉบับหลวง มีบันทึกไว้ว่า มีการจำลองความลึกซึ้งของทะเลสาบต้งถิง หูโข่ว ซือซี และโฉวฉือ พร้อมทั้งภูเขาซื่อปิน หลิงลวี่ หลิงปี้ และฝูหรง"

"ทว่าดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ที่กว้างใหญ่ไพศาลนับหมื่นลี้ ความยิ่งใหญ่ตระการตาของเทือกเขาเทียนไถ เยี่ยนต้าง เฟิ่งหวง และหลูฝู่ ความกว้างใหญ่ไพศาลของเอ้อร์ชวน ซานเสีย และอวิ๋นเมิ่ง ทัศนียภาพอันแปลกตาจากดินแดนห่างไกลทั้งสี่ทิศ ล้วนมีความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับภูเขาลูกนี้ที่รวบรวมความงดงามทั้งหมดนั้นเอาไว้ ความยิ่งใหญ่ตระการตายังเหนือกว่าเทือกเขาเทียนไถ ความร่มรื่นเย็นสบายยังเหนือกว่าเทือกเขาเยี่ยนต้าง แม้แต่เทือกเขาเฟิ่งหวงและหลูฝู่ก็ยังไม่อาจเทียบเคียงได้"

จากบันทึกเหล่านี้ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความงดงามของภูเขาเกินเยว่แล้ว แต่ความงดงามนี้กลับถูกสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และกองกระดูกของราษฎร

ในตอนที่สร้างภูเขาเกินเยว่ เพื่อให้ได้หินไท่หูที่เหมาะสม ขุนนางราชวงศ์ซ่งที่รับหน้าที่รวบรวมหินไท่หูถึงกับยอมรื้อถอนทำลายบ้านเรือนของราษฎร เพียงเพื่อจะนำหินไท่หูออกมาเท่านั้น

ส่วนครอบครัวที่มีบุปผาหินแปลกตาไว้ในครอบครอง ก็ยิ่งต้องเผชิญกับหายนะถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาดเพียงเพราะของเหล่านั้น

"ภูเขาเกินเยว่แม้งดงาม แต่ยอดนักคัดลายมือก็ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมมันนานนัก สาเหตุก็คือชาวจิน นั่นคือความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ซ่ง และเป็นความอัปยศของชาวหัวเซี่ยด้วย เมื่อมองดูประวัติศาสตร์หัวเซี่ยทั้งหมด เหตุการณ์ที่จะนำมาเทียบเคียงกับเรื่องนี้ได้ก็มีไม่มากนัก"

จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที ในที่สุด ความอัปยศแห่งจิ้งคัง ก็มาถึงเสียที พวกเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ความอัปยศแห่งจิ้งคัง นี้มันจะน่าอัปยศอดสูขนาดไหนกันเชียว

ใครๆ ต่างก็บอกว่าเทพสงครามแห่งถู่มู่เป่าที่ไปร้องตะโกนให้เปิดประตูเมืองนั้นเป็นเรื่องที่น่าอัปยศมากแล้ว แต่เมื่อนำมาเทียบกับความอัปยศแห่งจิ้งคัง หลี่เนี่ยนก็ยังรู้สึกว่ามันเทียบกันไม่ได้เลย

แน่นอนว่าหากไม่มีอวี๋เส้าเป่าคอยขัดขวาง ปล่อยให้เทพสงครามแห่งต้าหมิงร้องเรียกให้เปิดประตูเมืองได้สำเร็จ เรื่องราวมันก็อาจจะไม่แน่

"ชาวจินก็คือชนเผ่าหนวี่เจินที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นเหลียว สาเหตุที่เรียกว่าชาวจินก็เป็นเพราะพวกเขาสถาปนาราชวงศ์จินขึ้นมา ว่ากันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาสามารถสืบย้อนไปได้ถึงเผ่า ซู่เซิ่น ในยุคราชวงศ์ซางและราชวงศ์โจว"

"ในสมัยแคว้นเหลียว เผ่าหวันเหยียนของชนเผ่าหนวี่เจินที่สถาปนาแคว้นจินนั้นเคยเป็นเมืองขึ้นของแคว้นป๋อไห่ แต่หลังจากแคว้นป๋อไห่ถูกแคว้นเหลียวโจมตีจนล่มสลาย ชนเผ่าหนวี่เจินก็ตกอยู่ใต้การปกครองของแคว้นเหลียว แคว้นเหลียวได้แบ่งชนเผ่าหนวี่เจินออกเป็น หนวี่เจินสุก และ หนวี่เจินดิบ เพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง"

"พูดง่ายๆ ก็คือ ชาวเหลียวต้องการแบ่งแยกชนเผ่าหนวี่เจิน โดยดึงเข้ามาเป็นพวกส่วนหนึ่ง และปล่อยปละละเลยไปอีกส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าการปล่อยปละละเลยนี้ก็ไม่ได้ปล่อยไปจริงๆ เพราะหนวี่เจินดิบก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวเหลียวอยู่ดี"

"สาเหตุที่ชาวเหลียวยอมปล่อยให้หนวี่เจินดิบมีชีวิตอยู่รอดและไม่กวาดล้างให้สิ้นซาก ประการหนึ่งก็เพราะพวกเขาต้องการให้หนวี่เจินดิบเป็นคนล่าสัตว์เพื่อนำหนังสัตว์มาให้ เป็นคนเก็บโสมป่า หอยมุก และของป่าอื่นๆ และชาวเหลียวก็คงไม่คิดว่าลำพังแค่หนวี่เจินดิบพวกนี้จะสามารถก่อเรื่องวุ่นวายอะไรได้มากมายนัก"

"การที่ชาวเหลียวมีความคิดเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ แม้ในนามแล้วชนเผ่าหนวี่เจินจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ภายในก็มีกลุ่มย่อยแตกแขนงออกไปมากมาย และกลุ่มย่อยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เหมือนกับกลุ่มไป่เยว่นั่นแหละ"

พอได้ยินหลี่เนี่ยนอธิบายเช่นนี้ จิ๋นซีฮ่องเต้และคนอื่นๆ ก็เข้าใจในทันทีว่าชนเผ่าหนวี่เจินนี้คืออะไร

ไป่เยว่เป็นเพียงการแบ่งกลุ่มแบบกว้างๆ แท้จริงแล้วไป่เยว่ไม่เคยรวมกันเป็นปึกแผ่น แต่ถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเหล่านี้ก็อาจจะรุนแรงกว่าความขัดแย้งที่มีต่อศัตรูภายนอกเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มต่างๆ ของไป่เยว่ก็ไม่เคยมองว่าตนเองกับกลุ่มไป่เยว่อื่นๆ เป็นพวกเดียวกันเลย

"ในช่วงเวลาหนึ่งร้อยกว่าปี แม้ว่าชนเผ่าหนวี่เจินจะถูกแคว้นเหลียวกดขี่ข่มเหง แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลุกฮือขึ้นต่อต้านแคว้นเหลียวครั้งใหญ่ จนกระทั่งฮ่องเต้เทียนจั้วแห่งราชวงศ์เหลียว เยลวี่เหยียนสี่ขึ้นครองราชย์"

"เยลวี่เหยียนสี่ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลกฟุ่มเฟือย ทั้งยังโง่เขลาไร้คุณธรรม ในเวลานั้นชนเผ่าหนวี่เจินเริ่มแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ผู้มีวิสัยทัศน์ของแคว้นเหลียวหลายคนได้ถวายคำแนะนำให้เยลวี่เหยียนสี่หาทางป้องกันชนเผ่าหนวี่เจินไว้แต่เนิ่นๆ แต่เยลวี่เหยียนสี่กลับทำหูทวนลมไม่สนใจ"

ทุกครั้งที่ราชวงศ์ใดกำลังจะล่มสลาย มักจะต้องมี วีรบุรุษ โผล่มาสร้างเรื่องวุ่นวายเสมอ แคว้นเหลียวก็มีฮ่องเต้เทียนจั้วเยลวี่เหยียนสี่ ราชวงศ์ซ่งก็มียอดนักคัดลายมือ ส่วนฝั่งตรงข้ามกลับมีแต่คนเก่งกาจระดับแนวหน้า แถมยังโผล่มาแบบต่อเนื่องติดๆ กัน อย่างชาวจินก็มีหวันเหยียนอากู่ต่า หวันเหยียนอู๋ฉี่หม่าย หวันเหยียนจงวั่ง และหวันเหยียนจงฮั่น

"เนื่องจากใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย เยลวี่เหยียนสี่จึงเรียกร้องเครื่องบรรณาการจากชนเผ่าหนวี่เจินอย่างไม่หยุดหย่อน อย่างเช่นหนังสัตว์หายาก โสมป่าบนภูเขา หรือไข่มุกตงจูชั้นยอด แต่ของพวกนี้มันไม่ใช่หญ้าป่าที่จะหาได้ง่ายๆ ตามข้างทางเสียหน่อย ชนเผ่าหนวี่เจินต้องทุ่มเททั้งกำลังคนและทรัพยากรเพื่อไปหามาให้"

"เรื่องนี้ทำให้ชนเผ่าหนวี่เจินเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอยู่แล้ว แต่เยลวี่เหยียนสี่ยังชอบทำอะไรตามอำเภอใจอีก อย่างไรเสียเขาก็คือฮ่องเต้แคว้นเหลียว เขาบอกให้ใครทำอะไร มีหรือที่คนๆ นั้นจะไม่กล้าทำ"

"ปีเทียนชิ่งที่สอง ซึ่งตรงกับปีเจิ้งเหอที่สองของราชวงศ์ซ่ง เยลวี่เหยียนสี่เดินทางไปยังเมืองชุนโจวของแคว้นเหลียว จู่ๆ เขาก็นึกสนุก สั่งให้เรียกตัวหัวหน้าเผ่าหนวี่เจินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมาเข้าเฝ้า จากนั้นในงานเลี้ยง เยลวี่เหยียนสี่ที่เมามายก็ได้ออกคำสั่งให้หัวหน้าเผ่าหนวี่เจินเหล่านั้นเต้นรำให้เขาดู"

เหมิงเถียนหัวเราะแล้วกล่าวว่า "เยลวี่เหยียนสี่ผู้นี้คงคิดว่าตัวเองเป็นเทียนเค่อหานแห่งต้าถังกระมัง"

แต่การที่ถังไท่จงสามารถทำให้เจี๋ยลี่กลายเป็นราชานักเต้นแห่งต้าถังได้ นั่นก็เป็นเพราะพระองค์มีกองทัพถังที่เกรียงไกรจนสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ มีขุนนางบุ๋นบู๊ที่แข็งแกร่ง และตัวถังไท่จงเองก็ปราดเปรื่องและห้าวหาญมากพอ

เจี๋ยลี่ถูกกองทัพถังจับตัวมาถึงเมืองฉางอัน เขาจะไม่กล้าเต้นได้อย่างไร

เฝิงชวี่จี๋กล่าวว่า "เมื่อถึงคราวที่ราชวงศ์จะล่มสลาย มักจะมีกษัตริย์เช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นมาเสมอ โง่เขลาไร้ความสามารถ และทำเรื่องเลอะเทอะตามใจชอบ เขาคงไม่รู้เลยกระมังว่าการกระทำของตนเองจะไปล่วงเกินหัวหน้าเผ่าหนวี่เจินเหล่านั้นเข้า"

เฝิงเจี๋ยก็กล่าวเสริมว่า "ชนเผ่าหนวี่เจินมีความเคียดแค้นเพราะถูกชาวเหลียวขูดรีดอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มาทำกับหัวหน้าเผ่าหนวี่เจินแบบนี้ พวกเขาย่อมต้องเกิดความคิดที่จะต่อต้านแคว้นเหลียวขึ้นมาอย่างแน่นอน"

หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "หัวหน้าเผ่าหนวี่เจินที่มาเข้าเฝ้าเยลวี่เหยียนสี่ในครั้งนี้ แม้ในใจจะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องจำยอมเต้นรำ มีเพียงหัวหน้าเผ่าหวันเหยียนอย่างหวันเหยียนอากู่ต่าเท่านั้นที่ไม่ยอมทำตาม"

"เมื่อเห็นว่าหวันเหยียนอากู่ต่าขัดขืน เยลวี่เหยียนสี่ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นพวกหัวแข็งและอาจจะกลายเป็นภัยคุกคามในภายหลังได้ จึงสั่งให้ซูมี่ซื่อเซียวเฟิ่งเซียนไปกำจัดหวันเหยียนอากู่ต่าทิ้งเสีย"

"ทว่าเซียวเฟิ่งเซียนกลับมองว่าอากู่ต่าเป็นเพียงคนเถื่อนที่ไม่รู้จักธรรมเนียมเท่านั้น ต่อให้เขามีความคิดกบฏจริงๆ แต่ด้วยกองกำลังเพียงหยิบมือ เขาก็ไม่สามารถก่อคลื่นลมอะไรได้ เยลวี่เหยียนสี่พอได้ฟังคำของเซียวเฟิ่งเซียน ก็เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป"

หากเซียวเฟิ่งเซียนปฏิบัติตามคำสั่ง ทิศทางของแคว้นเหลียวและแคว้นจินก็คงจะเปลี่ยนไปอีกทาง ชนเผ่าหนวี่เจินยังคงต้องต่อต้านแคว้นเหลียวอย่างแน่นอน แต่หลายๆ สิ่งคงจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก

"หลังจากกลับจากงานเลี้ยง หวันเหยียนอากู่ต่าก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะลุกฮือต่อต้านแคว้นเหลียว ภายใต้การนำทัพของหวันเหยียนอากู่ต่า กองทัพหนวี่เจินสามารถเอาชนะกองทัพเหลียวได้หลายครั้ง เริ่มเข้ายึดครองพื้นที่ของแคว้นเหลียว และได้ทิ้งคำกล่าวที่ว่า หนวี่เจินมีไม่ถึงหมื่น หากถึงหมื่นเมื่อใดก็ไร้ผู้ต่อต้าน เอาไว้"

ราชวงศ์ชิงยกย่องชาวจินเป็นบรรพบุรุษ ระหว่างทั้งสองกลุ่มก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างจริงๆ แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งดั่งที่ราชวงศ์ชิงกล่าวอ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลุ่มก็แค่เป็นชนเผ่าที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์หนวี่เจินเหมือนกันเท่านั้น

แต่กลุ่มย่อยของหนวี่เจินนั้นมีมากมาย ราชวงศ์ชิงกับชาวจินไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันเลย พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันเมื่อหลายพันปีก่อนนู้น ทว่าราชวงศ์ชิงกลับพยายามตั้งตนเป็นทายาทและผู้สืบทอดสายตรงของชาวจิน

"ในปีเทียนชิ่งที่ห้า หวันเหยียนอากู่ต่าได้สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ที่หมู่บ้านหวงตี้จ้าย และตั้งชื่อประเทศว่า ต้าจิน หลังจากสถาปนาประเทศแล้ว ชาวจินก็ยังคงทำสงครามกับแคว้นเหลียวต่อไป ทำให้แคว้นเหลียวพ่ายแพ้ถอยร่นอย่างต่อเนื่องและสูญเสียดินแดนไปเป็นจำนวนมาก แคว้นเหลียวเริ่มมีเค้าลางแห่งความล่มสลายให้เห็นแล้ว"

"ราชวงศ์ซ่งเห็นว่าแคว้นเหลียวถูกชาวจินที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ทุบตีจนยับเยิน จึงคิดว่าแคว้นเหลียวอ่อนแอลงมาก นี่อาจเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะทวงคืนสิบหกแคว้นเยียนอวิ๋นกลับมาได้ จึงได้ทยอยส่งทูตไปเจรจาทำ พันธมิตรทางทะเล กับชาวจิน โดยตกลงว่าจะร่วมมือกันโจมตีแคว้นเหลียว"

"แต่หลังจากที่ซ่งและจินตกลงกันเรียบร้อย ราชวงศ์ซ่งกลับผิดสัญญาเพราะเกิดกบฏฟางล่าขึ้นเสียก่อน หลังจากปราบกบฏฟางล่าได้สำเร็จ ราชวงศ์ซ่งก็รีบร้อนส่งกองทัพออกไป แต่กลับถูกกองทัพเหลียวตีพ่าย ทำให้ชาวจินมองเห็นถึงความอ่อนแอของราชวงศ์ซ่ง"

หากมองในมุมของชาวจิน พวกคนซ่งเหล่านี้แม้แต่คนเหลียวที่พ่ายแพ้ให้กับพวกเขาแล้วก็ยังเอาชนะไม่ได้ แล้วแบบนี้พวกเขาจะไม่เก่งกาจเหนือกว่าคนซ่งอย่างมากมายเชียวหรือ

ถ้าอย่างนั้นหลังจากจัดการแคว้นเหลียวเสร็จแล้ว จะแวะจัดการราชวงศ์ซ่งไปด้วยเลยก็คงไม่เสียหายอะไร แคว้นเหลียวไม่ได้ร่ำรวยเท่าราชวงศ์ซ่งเสียหน่อย ได้ยินมาว่าหญิงสาวราชวงศ์ทางใต้บอบบางอ่อนช้อย ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยก งดงามกว่าหญิงสาวในเผ่าของตนมากนัก และยังได้ยินมาอีกว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ของราชวงศ์ทางใต้ก็วิจิตรงดงาม ไม่เหมือนกับหนังสัตว์ที่พวกตนสวมใส่เลยสักนิด

"ตอนที่หวันเหยียนอากู่ตายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้แสดงความตั้งใจที่จะโจมตีราชวงศ์ซ่งออกมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเต็มใจจะทำตามสนธิสัญญาหรอกนะ แต่เป็นเพราะหวันเหยียนอากู่ต่าด่วนสวรรคตไปในปีเซวียนเหอที่ห้า จึงยังไม่ทันได้วางแผนโจมตีราชวงศ์ซ่งต่างหาก"

หากจะบอกว่าถ้าหวันเหยียนอากู่ตายังมีชีวิตอยู่ แล้วจะยอมรักษาสัญญากับราชวงศ์ซ่งล่ะก็ นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย คนระดับหวันเหยียนอากู่ต่าเมื่อเห็นราชวงศ์ซ่งอ่อนแอและขี้ขลาดถึงเพียงนี้ ย่อมต้องส่งกองทัพไปโจมตีอย่างแน่นอน

เพียงแต่เขาจะไม่รีบร้อนส่งกองทัพออกไป และก็ไม่ได้คิดจะแค่ปล้นราชวงศ์ซ่งสักรอบสองรอบแล้วกลับไป แต่เขาจะวางแผนกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพื่อกลืนกินราชวงศ์ซ่งให้สิ้นซากในรวดเดียว

"หลังจากทำลายแคว้นเหลียวได้แล้ว เนื่องจากกองทัพซ่งไม่ได้เป็นฝ่ายเอาชนะกองทัพเหลียว แต่กลับเป็นชาวจินที่เอาชนะได้ ย่อมไม่สามารถปฏิบัติตามสนธิสัญญาเดิมได้อีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงกันใหม่ว่า ราชวงศ์ซ่งจะต้องเพิ่มเงินอีกหนึ่งล้านก้วนต่อปีเป็นค่าภาษีชดเชย แล้วชาวจินจะคืนเมืองเยียนจิงและหัวเมืองทางตะวันตกอีกหกโจวจากทั้งหมดเก้าโจวให้แก่ราชวงศ์ซ่ง"

เหมิงเถียนหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ชาวจินพวกนี้ก็เป็นคนรักษาสัญญาด้วยหรือ"

แน่นอนว่าเหมิงเถียนไม่เชื่อเลยสักนิดว่าชาวจินจะเป็นคนรักษาสัญญา ชาวจินจะยอมซื่อสัตย์คืนดินแดนเยียนอวิ๋นให้ราชวงศ์ซ่งจริงๆ ได้อย่างไร

หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ก่อนที่จะยอมให้ชาวซ่งรับเมืองเยียนจิงและหกโจวคืนไป ชาวจินก็ได้กวาดต้อนราษฎรส่วนใหญ่ไปจนหมด และยังปล้นชิงทรัพย์สินในเมืองไปจนเกลี้ยง สิ่งที่คนซ่งได้มาก็เป็นเพียงแค่เมืองร้างเท่านั้น"

หวังเจี่ยนกล่าวว่า "ชาวจินอพยพผู้คนออกไปจนหมด หากคนซ่งต้องการจะตั้งหลักอยู่ที่นั่นให้ได้อย่างมั่นคง ก็ต้องอพยพราษฎรเข้ามาใหม่ และต้องสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่สามารถทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น ดูเหมือนว่าคนซ่งจะได้ดินแดนและยึดเมืองมาได้ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ในทางกลับกัน หลังจากชาวจินพักฟื้นกำลังพลแล้ว พวกเขาก็สามารถกลับมาแย่งชิงไปได้ทุกเมื่อ"

พูดง่ายๆ ก็คือ กองทัพซ่งไม่มีคนอยู่ในพื้นที่นี้เลย ได้มาแค่เมืองร้างหลายแห่ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะรักษาไว้ได้

ในทางกลับกัน ชาวจินกลับจับตัวราษฎรไปเป็นเชลยและยังปล้นชิงทรัพย์สินไปจนหมด ดูเหมือนจะไม่ได้ดินแดนมา แต่แท้จริงแล้วกลับได้เปรียบอย่างมหาศาล

หวังเจี่ยนกล่าวว่า "นี่น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ชาวจินจงใจใช้เพื่อถ่วงเวลาคนซ่ง แต่คนซ่งก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมตกหลุมพรางนี้"

ดินแดนเยียนอวิ๋นนั้นสำคัญเกินไป เมื่อมีโอกาสที่จะได้ครอบครองเยียนอวิ๋นอีกครั้ง คนซ่งย่อมไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นหากคนซ่งแสดงท่าทีว่าจะยอมแพ้เมื่อใด ชาวจินก็จะกลับมาทันที พร้อมกับอ้างว่า พวกข้าคืนดินแดนให้พวกเจ้าตามสัญญาแล้วนะ พวกเจ้าเป็นคนทิ้งมันไปเองต่างหากล่ะ

ถึงตอนนั้นหากจะทวงเยียนอวิ๋นคืนจากชาวจินอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงลิ่วขนาดไหน

แต่ถ้าไม่ยอมล้มเลิก ราชวงศ์ซ่งก็ยากที่จะรักษาดินแดนนี้ไว้ได้ เพราะบ้านเมืองถูกทำลาย ราษฎรก็ไม่มี หากราชวงศ์ซ่งต้องการจะควบคุมดินแดนเยียนอวิ๋นอย่างแท้จริง ก็ต้องอพยพราษฎรราชวงศ์ซ่งเข้ามาอยู่ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำเสร็จได้ในพริบตาเดียว

ดินแดนเยียนอวิ๋น ไม่ว่าจะยึดคืนมาหรือปล่อยไป ล้วนกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับราชวงศ์ซ่ง สถานการณ์กลับกลายเป็นผลดีต่อแคว้นจินมากกว่า

นี่แหละน่าจะเป็นแผนการของหวันเหยียนอากู่ต่า ดูเหมือนจะยอมคืนดินแดนเยียนอวิ๋นให้ตามสัญญา แต่แท้จริงแล้วกลับใช้ดินแดนเยียนอวิ๋นเป็นเครื่องพันธนาการกักขังราชวงศ์ซ่งเอาไว้

และเครื่องพันธนาการนี้ ราชวงศ์ซ่งก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับไว้เท่านั้น

หลี่เนี่ยนกล่าวว่า "หลี่ผู้นี้ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน นี่คือแผนการของชาวจิน ราชวงศ์ซ่งจะอยากรับหรือไม่รับก็ต้องรับไว้ เว้นเสียแต่ว่าราชวงศ์ซ่งจะสามารถเอาชนะชาวจินได้"

"สำหรับเมืองอวิ๋นโจว หวันเหยียนอากู่ต่าก็ตั้งใจจะคืนให้แก่ราชวงศ์ซ่งเช่นกัน แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำ หวันเหยียนอากู่ต่าก็ดันมาป่วยตายเสียก่อน"

ตอนที่หวันเหยียนอากู่ตายังมีชีวิตอยู่ เขาคือภัยคุกคามอันใหญ่หลวงสำหรับราชวงศ์ซ่ง มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะคิดกลืนกินราชวงศ์ซ่ง แต่หวันเหยียนอากู่ต่าจะไม่รีบร้อนโจมตีราชวงศ์ซ่ง มีแนวโน้มว่าเขาอาจจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์ซ่งไปอีกระยะหนึ่ง

หลังจากที่หวันเหยียนอากู่ต่าตาย ภัยคุกคามที่ชาวจินมีต่อราชวงศ์ซ่งก็ลดน้อยลง แท้จริงแล้วด้วยความสามารถและกลยุทธ์ของชาวจินคนอื่นๆ พวกเขาไม่น่าจะสามารถพิชิตราชวงศ์ซ่งได้ แต่ทว่าชาวจินพวกนั้นกลับรอไม่ไหวที่จะยกทัพบุกลงใต้เพื่อโจมตีราชวงศ์ซ่ง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 506 - โหมโรงก่อนจิ้งคัง

คัดลอกลิงก์แล้ว