- หน้าแรก
- บันทึกการกลืนกินพลังลี้ลับ
- บทที่ 15 เส้นทางแห่งศิลาจารึกมรณะ
บทที่ 15 เส้นทางแห่งศิลาจารึกมรณะ
บทที่ 15 เส้นทางแห่งศิลาจารึกมรณะ
บทที่ 15 เส้นทางแห่งศิลาจารึกมรณะ
"ไม่นะ... ไม่..."
"ทำไม! ทำไมแกถึงขยับตัวอีกแล้ว!"
"ทำไมต้องมาขยับเอาตอนที่พวกเรากำลังจะหนีด้วย!!!"
เหอจวินจ้องมองสตรีระบำวิญญาณด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
แกรก... แกรก... แกรก...
เส้นผมสีดำยาวรุงรังปลิวไสว มันพันธนาการศีรษะของเพื่อนร่วมงานเขาอย่างแน่นหนา
อึก... อึก...
เส้นผมยาวสีดำเหล่านั้นทำหน้าที่ราวกับหลอดดูด หลังจากพันรอบตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพียงไม่กี่นาที ร่างกายของเขาก็เหี่ยวแห้งลงไปหลายนิ้ว
ฉัวะ!
ในที่สุด ร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็แตกโพล่งออกด้วยรอยใบมีด กลายเป็นหมอกโลหิตฟุ้งกระจายก่อนจะสลายตัวไปจนหมดสิ้น
"ไม่! ไม่!!!"
เหอจวินสั่นสะท้านด้วยความขวัญเสีย เขาปรารถนาจะหนีไปจากที่นี่ ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
"มานี่สิ..."
"มานี่..."
สตรีระบำวิญญาณโบกมือเรียกเหอจวินพร้อมเส้นผมที่ปลิวไสว ร่างของเขาเดินเข้าไปหานางโดยไม่อาจขัดขืน
ฉัวะ!
วินาทีต่อมา แขนสีแดงฉานดั่งโลหิตพาดลงบนไหล่ของเขา เส้นผมสีดำไหลทะลักเข้าสู่ปาก จมูก และใบหู ร่างกายของเขาชักกระตุกและหดตัวลง เท้าทั้งสองข้างร่ายรำอย่างควบคุมไม่ได้ในขณะที่โอบกอดร่างอันชุ่มโชกไปด้วยเลือดของสตรีระบำวิญญาณ
หยด... หยด... หยด...
โลหิตสาดกระเซ็น
เพียงไม่นาน...
ฉัวะ!
หมอกโลหิตระเบิดออกอีกครั้ง
ภายใต้จันทร์เสี้ยวสีเลือด ณ ประตูทิศใต้ของเขตที่พักอาศัยหลินผิง มีเพียงเสียงฝีเท้า ตึก... ตึก... ตึก... ดังขึ้นอย่างสง่างาม เคล้าไปกับละอองเลือดที่โปรยปราย...
...
ตึก... ตึก... ตึก...
เขาวิ่งติดต่อกันเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร
ร่างของกวนเย่ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติในขณะที่เขายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มแท่นหินหลุมศพ
เขาถอดเสื้อกันฝนสีเลือดออกแล้วโยนมันลงบนแท่นหินหลุมศพที่มีใบหน้ามนุษย์ซึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่ ใบหน้าบนแผ่นหินนั้นบิดเบี้ยวและน่าสยดสยอง มือหินข้างหนึ่งเริ่มยื่นออกมาจากพื้นดิน
ทว่าหลังจากถูกเสื้อชุ่มโชกไปด้วยเลือดฟาดเข้าที่ใบหน้า มันกลับนิ่งสนิทไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย!
อันที่จริง เมื่อเห็นถนนที่เต็มไปด้วยแท่นหินรูปหัวคนในตอนแรก กวนเย่ก็รู้สึกระแวดระวังอยู่บ้างตามสัญชาตญาณ
อย่างไรก็ตาม หลังจากวิ่งมาตลอดทาง กวนเย่พบว่าพวกมันไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ต่อเขา เขาจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
"บางที... ข้าอาจจะยังไม่ได้กระตุ้นเงื่อนไขการสังหารของพวกมัน?"
เมื่อคิดได้ดังนั้น กวนเย่จึงมองไปยังแท่นหินหลุมศพนับไม่ถ้วนที่ยังคงเรียงรายอยู่บนถนนเบื้องหน้า และตัดสินใจในทันที
"ตรวจสอบ!"
เป้าหมายการสังเกต: แท่นหินหลุมศพวิญญาณ
ความคืบหน้าการสังเกตปัจจุบัน: สิบเปอร์เซ็นต์
แท่นหินหลุมศพวิญญาณ: รูปลักษณ์ภายนอกเป็นมนุษย์ แต่แก่นแท้ยังคงเป็นแผ่นหินกายภาพ
ความสามารถ: ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด!
เงื่อนไขการกระตุ้น: ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด!
"ชิ..."
"พวกมันกระจายอยู่เต็มถนนทั่วเมืองแบบนี้ การสืบหาข้อมูลคงเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย"
"ช่างมันเถอะ!"
"การออกจากเมืองหลินเจียงสำคัญที่สุด!"
กวนเย่ละสายตาจากแผงควบคุมการสังเกตอย่างไร้ความหมาย แล้วหันไปมองขอบฟ้าอันเงียบสงัดในระยะไกลอีกครั้ง
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
"คุณกวน! คุณกวน!"
"รอ... รอฉันด้วย!"
แฮก... แฮก... แฮก...
เมื่อหันไปมอง เขาเห็นหวงยาถิงในชุดพนักงานขายวิ่งตรงมาหาเขาด้วยอาการหอบเหนื่อย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและประหลาดใจ
"โอ้? เจ้าตามข้าออกมาจริงๆ หรือ"
"ใจกล้าไม่เบานี่..."
นี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย
กวนเย่ไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าวิ่งออกมาในขณะที่เขาเข้าควบคุมสตรีระบำวิญญาณ เห็นชัดว่านางไม่ยินยอมที่จะนอนรอความตายอยู่ในเมืองหลินเจียงจริงๆ
"ให้... ให้ฉันตามไปด้วยได้ไหมคะ"
"ฉันให้เงินคุณได้นะ! คุณรู้ไหมว่าเมืองที่อยู่นอกเมืองหลินเจียงอาจจะไม่ได้..."
ทันทีที่หวงยาถิงมาถึง นางพยายามงัดข้อมูลที่มีอยู่น้อยนิดออกมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญ
"หยุด!"
กวนเย่โบกมือพลางยักไหล่
"อยากตามก็ตามมา!"
"แต่เจ้าควรจำไว้อย่างหนึ่ง เจ้าไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับข้า หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ข้าจะไม่ปกป้องเจ้าเด็ดขาด!"
"เอ่อ... ค่ะ... เข้าใจแล้วค่ะ..."
ความดีใจบนใบหน้าของนางพลันมลายหายไปในทันที
หวงยาถิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีพันธะใดๆ ที่จะต้องปกป้องนาง
ในโลกยุควิบัติ การวิงวอนที่มากเกินไปอาจกลายเป็นเหตุผลให้อีกฝ่ายลงมือสังหารเจ้าได้เพียงเพราะความเห็นไม่ลงรอยกันเพียงครั้งเดียว
นางนิ่งเงียบลง ทำเพียงจ้องมองแผ่นหลังของชายเบื้องหน้าที่สามารถหนีรอดจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติได้ถึงสองครั้งติดต่อกัน ดวงตาของนางสั่นไหว ไม่อาจคาดเดาได้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่...
ตึก... ตึก... ตึก...
จากทางด้านหลัง มีคนอีกสามคนวิ่งตามมาสมทบในเวลาไม่นาน
เมื่อมองไปยังคนทั้งสามนั้น ดวงตาของกวนเย่ก็หรี่ลงจนเป็นเส้นตรง
เลิ่งปิน, โหวหมิง, หวังฮั่นเจียน
ในบรรดาสามคนนี้ มีถึงสองคนที่เป็นศัตรูของเขา!
บางทีทั้งสามคนอาจจะตกลงกันมาแล้วในระหว่างทาง ทันทีที่ปรากฏตัว พวกเขาทั้งหมดต่างมองกวนเย่ด้วยรอยยิ้มจอมปลอม
"น้องชายกวน มาพรรคร่วมพวกกันเถอะ! เรื่องของที่ตกลงใส่ร้านของเจ้าก่อนหน้านี้มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ พวกเราไม่เกี่ยวข้องด้วยเลยสักนิด!"
"ใช่แล้ว! ทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกคนตระกูลหวังที่หนีไปแล้วทั้งนั้น ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต่อให้เคยมีเรื่องผิดใจกันบ้าง แต่มีคนเยอะย่อมดีกว่าใช่ไหมล่ะ"
"พวกเรามาจากเขตที่พักเดียวกันทั้งนั้น ยังไงเสียก็ต้องช่วยเหลือกันจริงไหม"
น้ำเสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยคำแก้ตัวและคำพูดประจบสอพลอขณะที่เดินเข้ามาหา
กวนเย่นิ่งเงียบ ไม่ปฏิเสธและไม่ตอบตกลง
หวงยาถิงมองการตัดสินใจของกวนเย่ด้วยความประหลาดใจ นางรู้ดีว่าคนอย่างเขาที่มองกฎของสิ่งเหนือธรรมชาติออกถึงสองอย่าง มีหรือจะไม่รู้ว่าคนพวกนี้คือตัวการที่ทำลายร้านของเขา?
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อกวนเย่ไม่เอ่ยปาก นางก็ไม่อาจซักถามสิ่งใดได้
ตึก... ตึก... ตึก...
กวนเย่เดินนำไปอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเขาบิดเบี้ยวไปอย่างประหลาด ในบางครั้งเขาสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าของเลิ่งปินและหวังฮั่นเจียน
พวกเขากำลังยิ้ม และกวนเย่เองก็กำลังหัวเราะเยาะอยู่ในใจเช่นกัน
ด้วยทักษะ "การควบคุมด้วยเสียง" ใครกันเล่าจะเหมาะสมไปกว่าคนพวกนี้ในการเป็น "ตัวตายตัวแทน" สำหรับการทดสอบกับดัก?
เมื่อมีตัวตายตัวแทนมาส่งให้ถึงที่ประกอบกับสิ่งเหนือธรรมชาตินับไม่ถ้วนในเมืองที่ต้องได้รับการทดสอบ มีหรือที่กวนเย่จะปฏิเสธ?
ความจริงแล้ว ในตอนที่หนีออกมาจากประตูทิศใต้ กวนเย่สามารถใช้ทักษะการควบคุมด้วยเสียงสั่งให้สตรีระบำวิญญาณบุกเข้าไปในป้อมรักษาความปลอดภัยเพื่อสังหารพวกเขาให้สิ้นซากได้ และเขาก็จะจากไปได้อย่างราบรื่น
ทว่า...
กวนเย่ไม่ได้ทำเช่นนั้น!
เพราะเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าคนกลุ่มนี้จะต้องตามเขาที่มีวิธีเอาตัวรอดออกมาแน่ เพราะหวังจะพึ่งพาเขาเพื่อให้ออกจากเมืองหลินเจียง
กวนเย่คิดเรื่องนี้ไว้หมดแล้ว เขาจึงปล่อยพวกเขาไปและรอให้คนพวกนี้มาหาเอง
เขาจะไม่ต้องการ "ตัวตายตัวแทน" สำหรับการลองผิดลองถูกได้อย่างไร?
...
ตึก... ตึก... ตึก...
จันทร์เสี้ยวสีแดงแขวนเด่นอยู่บนฟากฟ้า สะท้อนทุกสรรพสิ่งเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต
แท่นหินหลุมศพบนทางเท้าวางระเนระนาดทั้งคดเคี้ยวและเอียงกะเท่เร่ เส้นทางที่ทอดยาวผ่านแท่นหินเหล่านั้นดูราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด
ในบางครั้งยังคงพองมองเห็นอาคารสูงโดยรอบ
ทว่าที่นั่น... กลับวังเวงและมืดมิดสนิท ไม่เหลือร่องรอยของความสว่างไสวและความพลุกพล่านในอดีตอีกต่อไป
"โอ๊ย!"
หลังจากเดินมานานเท่าใดไม่ทราบได้ ข้อเท้าของหวงยาถิงก็เกิดอาการบิดแข็งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นางล้มลงกับพื้นเสียงดัง ตึก และเริ่มคลึงข้อเท้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ซี้ด...
"ไม่ควรจะเป็นแบบนี้... ฉันก็ขยับตัวตลอดนี่นา!"
"ทำไมข้อเท้าถึงได้แข็งทื่อแบบนี้?"
นางพยายามตบข้อเท้าของตนเอง แม้จะลุกขึ้นยืนได้แล้ว แต่ลักษณะการเดินของนางกลับดูผิดแปลกและทุลักทุเลราวกับคนพิการ
เมื่อเห็นนางเดินกะโผลกกะเผลกไปข้างหน้า กลับไม่มีใครในกลุ่มแม้แต่คนเดียวที่จะแสดงความเปร็นสุภาพบุรุษหรือเข้าไปช่วยเหลือเพราะความสวยของนาง
ในโลกยุควิบัติ สิ่งที่เรียกว่าพวกบ้าผู้หญิงนั้นไม่มีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ซี้ด... ซี้ด...
ยิ่งหวงยาถิงเดินไปไกลเท่าใด นางยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะมีแท่นหินหลุมศพอยู่รอบกายมากเกินไป แต่เป็นเพราะนางเริ่มพบความผิดปกติว่า เริ่มต้นจากข้อเท้าและตอนนี้ลามมาถึงน่อง ขาทั้งสองข้างของนางเริ่มแข็งทื่อและหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ!!!