- หน้าแรก
- บันทึกการกลืนกินพลังลี้ลับ
- บทที่ 12 เจ้าคนอ่อนแอ
บทที่ 12 เจ้าคนอ่อนแอ
บทที่ 12 เจ้าคนอ่อนแอ
บทที่ 12 เจ้าคนอ่อนแอ
"ตึก... ตึก... ตึก..."
เขตที่พักอาศัยหลินเจียง ประตูทิศใต้
ท่วงท่าร่ายรำอันรื่นเริงดำเนินไปพร้อมกับหมอกโลหิตที่พัดปลิวอย่างสง่างาม
ภายในป้อมยาม กลุ่มคนพากันจ้องมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยใบหน้าซีดเผือกราวกับคนตาย
"เขา... เขาตายแล้ว..."
"คุณกวนก็ตายด้วยหรือนี่"
ความสิ้นหวังปรากฏชัดบนใบหน้าของหวงยาถิง
กวนเย่คือหนึ่งในไม่กี่คนที่นางฝากความหวังไว้สูงยิ่ง ไม่นึกเลยว่า... เขาจะมาจบชีวิตลงที่หน้าประตูเขตที่พักอาศัยแห่งนี้
"ฉัน... ฉันบอกพวกคุณแล้ว... ไม่มีใครออกไปได้หรอก"
"ใช่ไหมล่ะ ใช่ไหม"
ริมฝีปากของเหอจวินสั่นระริก
ไม่ว่าเขาจะเคยเห็นภาพเช่นนี้มามากเพียงใด แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นอีกครั้ง ความหนาวเหน็บก็ยังคงแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"ตายเสียที... เจ้าตัวประหลาดนั่นในที่สุดก็ตายแล้ว"
มุมปากของเล่งปินลอบปรากฏรอยยิ้มหยันอย่างเงียบเชียบ
โฮ่วหมิงโอบกอดบุตรสาวไว้ด้วยสีหน้าอันซับซ้อนยิ่งนัก
"แย่แล้ว... คนตายไปมากขนาดนี้ แถมยังถูกขวางไว้ที่หน้าประตู จบเห่กันคราวนี้แหละ"
หวังหุนเจี้ยนกัดฟันกรอด เขาปรารถนาจะอาศัยจังหวะที่ผีสาวร่ายรำหลบหนีออกไปจากเขตที่พักอาศัย
ทว่า...
เมื่อมองไปยังหมอกโลหิตที่ฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้าตรงหน้าประตู เขากลับไม่อาจก้าวขาออกไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
...
"เจ็บ!!!"
"มันเจ็บเหลือเกิน!!!!!"
ในขณะเดียวกัน ณ ดาดฟ้าของตึกสี่ กวนเย่ซึ่งนอนแผ่อยู่บนพื้นเพียงชั่วครู่พลันลืมตาโพลงและสบถออกมาเสียงดังลั่น
เมื่อครู่...
นอกจากจะถูกเลือดเหม็นคาวสาดรดไปทั้งตัวแล้ว ในท้ายที่สุดร่างกายของเขายังปริแตกออกด้วยรอยแผลจากคมมีด ราวกับถูกแล่เนื้อเถือนหนังทั้งเป็น ความเจ็บปวดรุนแรงนั้นเหมือนถูกศรนับหมื่นพุ่งเสียบกลางอก มันไม่ต่างจากการถูกเชือดเหมือนหมูเลยสักนิด
"ซี้ด..."
เม็ดเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ขณะที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในหู
การอนุมานจากการสังเกตครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว
ขอแสดงความยินดีที่ท่านสามารถไปถึงหน้าประตูเขตที่พักอาศัยได้สำเร็จ และถูกสังหารในทันที
เผชิญหน้ากับสิ่งผิดปกติชนิดใหม่ ผีสาวร่ายรำ ได้รับค่าการสังเกตหนึ่งแต้ม
ท่านทำผลงานการเอาชีวิตรอดได้ดีเป็นเวลาสองนาทีครึ่งในการอนุมานครั้งนี้ ได้รับค่าการสังเกตหนึ่งแต้ม
พรสวรรค์ที่ได้รับจากการอนุมานครั้งนี้ ไม่มี สิ่งของที่สามารถนำออกมาได้ ไม่มี
ทักษะที่สามารถนำออกมาจากการอนุมานครั้งนี้ ไม่มี
ค่าการสังเกตคงเหลือในปัจจุบัน หกแต้ม
ระดับการประเมินการอนุมานจากการสังเกต ต่ำกว่าเกณฑ์
คำวิจารณ์ เจ้ามันคนอ่อนแอสิ้นดี
"บัดซบ"
"เจ้าจะให้ข้าที่เป็นมนุษย์ไปสู้กับสิ่งผิดปกติได้อย่างไร"
"นี่มันไม่ต่างจากสั่งให้ภูตปลายแถวไปสังหารพระถังซัมจั๋งกับเหล่าลูกศิษย์เลยไม่ใช่หรือ"
เขาบ่นพึมพำตอบโต้ระบบโกงของตนเอง แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉยไม่ตอบสนอง
หลังจากกวนเย่ควบคุมลมหายใจให้สงบลง ความสนใจของเขาก็กลับไปอยู่ที่แผงประเมินผลของระบบอีกครั้ง
อันที่จริง คำอธิบายสั้นๆ เหล่านี้ได้บ่งบอกถึงความพิเศษของการอนุมานจากการสังเกต
มันไม่เพียงแต่จะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถนำสิ่งของออกมาจากเหตุการณ์เหล่านั้น รวมถึงทักษะและพรสวรรค์ที่เขาอาจจะค้นพบระหว่างการต่อสู้ในอนาคตออกมาได้อีกด้วย
นี่มันคือวิชาพลิกผันเหตุและผลชัดๆ
"หากความสามารถนี้พัฒนาไปถึงขั้นสูงสุด มันคงจะสั่นสะเทือนสวรรค์ได้เลยทีเดียว"
"ช่างน่าเสียดาย... ที่ตอนนี้ข้ายังไม่ได้รับผลประโยชน์จากมันเท่าที่ควร"
"แต่ในเมื่อมันนำสิ่งของออกมาได้ หมายความว่าในอนาคต ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ข้าก็น่าจะนำสิ่งของเข้าไปในการอนุมานได้ด้วยใช่หรือไม่"
กวนเย่ลูบคางอย่างใช้ความคิดก่อนจะส่ายหัวและวางเรื่องนี้ลงชั่วคราว
ตอนนี้ ปัญหาสำคัญคือจะจัดการกับผีสาวร่ายรำอย่างไร
จากการอนุมานครั้งล่าสุด กวนเย่พอจะคาดเดาอะไรได้หลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น ในตอนเริ่มต้นเขามีการใช้มืออุดหูเพื่อปิดกั้นแหล่งกำเนิดเสียง
ในจุดนี้เขาทำถูกต้องแล้ว
เพราะเมื่อหูถูกปิดกั้น เขาจึงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เมื่ออีกฝ่ายพูดหรือกวักมือเรียก
จากนั้น หลังจากที่ผีสาวร่ายรำเดินหลบไปหลังประตู เขาก็ต้องการเคลื่อนที่ และในจังหวะที่เดินผ่านนาง เขาก็ถูกโลหิตของนางเปรอะเปื้อนตัว
ในวินาทีนันเอง กวนเย่กลับได้ยินเสียงของนางขึ้นมาอีกครั้งอย่างประหลาด
หลังจากวิเคราะห์อย่างง่าย เงื่อนไขการสังหารในทันทีของผีสาวร่ายรำน่าจะเป็นทักษะสองประการ คือ การปนเปื้อนโลหิต และ การควบคุมเสียง
หากถูกโจมตีด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจะถูกนางควบคุม และในขณะที่ร่ายรำไปกับนาง ร่างกายของท่านจะถูกกรีดจนแตกกระจายและระเบิดออกจนถึงแก่ความตาย
"เป็นอย่างไรบ้าง"
"ข้าทายถูกใช่ไหม"
เขาจดจ่อสายตาไปที่แผงควบคุมผู้สังเกตการณ์
ในขณะนี้ ข้อมูลบนแผงควบคุมพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เป้าหมายการสังเกตในปัจจุบัน ผีสาวร่ายรำ
รูปลักษณ์ นักเต้นรำที่มีทรวดทรงสง่างาม ทว่าทั่วทั้งร่างกลับปกคลุมไปด้วยรอยแผลจากคมมีดและคราบโลหิต แม้แต่ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
รูปแบบการโจมตี การควบคุมเสียง สื่อกลางโลหิต และเส้นผมสูบโลหิต
การควบคุมเสียง เสียงของผีสาวร่ายรำมีเสน่ห์ดึงดูดโดยธรรมชาติ ผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอไม่อาจหลบพ้นการควบคุมของนางได้
สื่อกลางโลหิต ภายใต้บาดแผลทั่วร่างของผีสาวร่ายรำมีโลหิตแห่งความเคียดแค้นไหลเวียนอยู่ หากถูกโลหิตของนางแปดเปื้อน มีโอกาสสูงที่จะถูกนางควบคุม
เส้นผมสูบโลหิต เส้นผมที่ยาวเฟื้อยของผีสาวร่ายรำสามารถสูบเลือดเนื้อของกระทิงให้แห้งเหือดได้ในพริบตา จงจำไว้ว่าอย่าได้เข้าใกล้เป็นอันขาด
เงื่อนไขการตายทันที ผู้ที่ได้ยินเสียงต้นกำเนิด และผู้ที่ถูกโลหิตปนเปื้อน
ความคืบหน้าการสังเกตสิ่งผิดปกตินี้ในปัจจุบัน ร้อยละเก้าสิบห้า
ชั่วคราวนี้ยังไม่สามารถสกัดทักษะ และยังไม่สามารถสกัดค่าการสังเกตได้
"ร้อยละเก้าสิบห้าหรือ"
"การอนุมานอนาคตครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าได้รับค่าการสังเกตเพิ่มมาหนึ่งแต้ม แต่ยังเกือบจะสังเกตเป้าหมายต่อไปจนครบถ้วน ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่เลวเลย"
"ทว่า..."
"นี่ นี่ นี่"
"ที่ว่าจิตใจอ่อนแอน่ะหมายความว่าอย่างไร ข้าคิดว่าคนปกติที่ไหนเขาก็ต้องกลัวสิ่งผิดปกติกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ"
กวนเย่สบถอย่างไม่พอใจพลางลุกขึ้นยืนบนดาดฟ้าอย่างเงียบเชียบและมองไปยังประตูทิศใต้ของเขตที่พักอาศัย
อันที่จริง เขาสามารถคาดเดาได้แล้วว่าความสามารถสุดท้ายของผีสาวร่ายรำคืออะไร
อย่างไรก็ตาม ถึงเขาจะไปที่ประตูทิศใต้ตอนนี้และรอดพ้นจากผีสาวร่ายรำไปได้ แล้วสิ่งผิดปกติที่อยู่ภายนอกเขตที่พักอาศัยเล่า
ในตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นเพียงคนอ่อนแอคนหนึ่ง
เหมือนที่ระบบบอก คนอ่อนแอไม่ควรเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า
"บางที..."
"ข้าอาจจะจำลองสถานการณ์อยู่บนดาดฟ้านี้ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วค่อยออกไป"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว กวนเย่ก็เดินไปที่ประตูทางหนีไฟบนดาดฟ้า ผลักมันออกแล้วเดินลงไปข้างล่าง
ภายในห้องเลขที่หนึ่งสามศูนย์หนึ่ง ของตึกสี่
กลุ่มคนที่ยังคงถูกมัดโดยสมาชิกตระกูลหวังต่างมีสีหน้าอมทุกข์และพากันก่นด่าไม่ขาดสาย
"ไอ้สารเลวหวังหุนเจี้ยน สักวันมันออกไปคงถูกรถชนตาย"
"หากหวังหุนเจี้ยนรอดออกไปได้จริงๆ ต่อให้ตายฉันก็ตาไม่หลับ"
"ช่วยด้วย ช่วยด้วย มีใครช่วยฉันได้บ้าง"
เสียงร้องขอความช่วยเหลือยังคงดังต่อเนื่อง และคุณนายเฒ่าติง เจ้าของห้องหนึ่งสามศูนย์หนึ่งก็ได้แต่ทอดถอนใจยาว
"รถยนต์หรือ ในเมืองยามนี้จะมีรถที่ไหนมาวิ่งชนคนได้อีก"
"คำโบราณท่านว่าไว้คงจะจริง คนดีมักอายุสั้น ส่วนคนชั่วมักอยู่ยงคงกระพันเป็นพันปี"
"เฮ้อ..."
...
สิ้นเสียงถอนหายใจของคุณนายเฒ่าติง ความวุ่นวายภายในห้องก็พลันเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน
ทว่า...
"ตึก... ตึก... ตึก..."
สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงคือ เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากชั้นบน และมีเสียงผู้ชายแผ่วเบาดังขึ้นมา
"บรรพบุรุษยังเคยกล่าวไว้อีกประโยคหนึ่งด้วยนะ"
"ที่เขาเรียกว่า กงเกวียนกำเกวียน สวรรค์ไม่เคยละเว้นใคร"
"เอี๊ยด..."
ประตูห้องหนึ่งสามศูนย์หนึ่งถูกผลักออก และกวนเย่... ก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าทุกคนอย่างกะทันหัน
"เจ้า? เจ้าหนูกวนหรือ? เจ้า... เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร"
"ไม่นะ ไม่ใช่ว่าเจ้าอยู่ตึกฝั่งตรงข้ามหรอกหรือ"
"ใช่ ฉันเห็นกับตาว่าหวังหุนเจี้ยนกับพวกพาเจ้าสิ่งสยองขวัญนั่นไปที่บ้านของเจ้านี่นา"
"เจ้า เจ้า เจ้า... ตอนนี้เจ้าไม่ใช่สิ่งผิดปกติไปแล้วใช่ไหม"
"ฉิบหายแล้ว ผีหลอก!!!"
ทันทีที่ร่างในชุดกาวน์สีขาวปรากฏขึ้น ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความโกลาหลอีกครั้ง
ไม่มีใครเข้าใจได้เลยว่า คนเป็นๆ จะหนีรอดจากสิ่งผิดปกติ ข้ามถนน และเดินจากดาดฟ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร