- หน้าแรก
- วิถีเซียนฉบับคุณนักเขียนออนไลน์
- บทที่ 2 เสียงวิพากษ์วิจารณ์
บทที่ 2 เสียงวิพากษ์วิจารณ์
บทที่ 2 เสียงวิพากษ์วิจารณ์
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านมู่ลี่ของแผนกที่หนึ่ง หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ บนชั้นเจ็ดของอาคารที่ทำการกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ ทอดผ่านพื้นขัดมันวับจนเกิดเป็นริ้วลายสว่างสลับมืด
ซูชิงฉือนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เบื้องหน้ามีหน้าจอแสดงผลสามจอ แต่ละจอแสดงภาพ กระแสข้อมูล และรายงานการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน
กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิที่อยู่ทางซ้ายมือบรรจุน้ำชาสีเข้มที่เย็นชืดไปเสียแล้ว
"หัวหน้าซู รายงานสรุปเหตุการณ์ผิดปกติในเมืองตงไห่ช่วงนี้ที่คุณต้องการค่ะ"
เพื่อนร่วมงานสาวรุ่นน้องวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะของเธอ แต่กลับไม่ได้เดินจากไปในทันที ทว่าขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับลดเสียงลง
"ได้ยินมาว่า... เมื่อบ่ายวานนี้คุณลางานเหรอคะ"
ซูชิงฉือตอบโดยไม่เงยหน้า "อืม มีธุระส่วนตัวนิดหน่อย"
"ธุระส่วนตัว?"
ดวงตาของเพื่อนร่วมงานสาวที่ชื่อหวังหยวนหยวนเป็นประกาย
"นี่มันเรื่องแปลกมากเลยนะคะ! ตั้งแต่คุณเข้ามาทำงานที่แผนกหนึ่งได้สามปี นับครั้งที่คุณลางานได้ด้วยมือข้างเดียวเลย แถมยังเป็นลาป่วยทั้งหมด เมื่อวานก็ไม่ใช่ลาป่วย แล้วก็ไม่ได้ไปทำธุระให้หน่วยงานด้วย..."
ในที่สุดซูชิงฉือก็ละสายตาจากหน้าจอ หันมามองหวังหยวนหยวน "คุณอยากจะถามอะไรกันแน่"
หวังหยวนหยวนมัดผมหางม้า บนใบหน้ายังคงประดับไปด้วยความไร้เดียงสาของคนที่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจมาหมาดๆ
เธอเป็นเด็กใหม่ของแผนก นิสัยร่าเริงสดใส ทั้งเกรงกลัวและอยากรู้อยากเห็นในตัวซูชิงฉือ หัวหน้าแผนกที่แม้จะอายุน้อยแต่กลับมีความสามารถโดดเด่นคนนี้
"ฉันก็แค่อยากรู้เฉยๆ น่ะค่ะ"
หวังหยวนหยวนหัวเราะแหะๆ
"คนในแผนกเขาลือกันให้แซด ว่าเมื่อวานคุณไปทำเรื่องใหญ่มา ไปดูตัว..."
วินาทีที่คำว่า "ดูตัว" หลุดออกมา ขนตาของซูชิงฉือก็สั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
หวังหยวนหยวนจับปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ นั้นได้อย่างเฉียบแหลม ตาเบิกโพลง "ไม่จริงน่า นี่ไปดูตัวมาจริงๆ เหรอคะ!"
"ไม่ได้ไปดูตัว" ซูชิงฉือพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วหันกลับไปมองหน้าจออีกครั้ง "แต่งงานต่างหาก"
จู่ๆ ทั้งสำนักงานก็เงียบกริบ
เพื่อนร่วมงานหลายคนที่กำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอยู่ข้างๆ ชะงักมือ แล้วหันขวับมามองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
แม้แต่คนจากแผนกข้างเคียงสองคนที่กำลังเดินผ่านโถงทางเดินก็ยังหยุดชะงัก
ปากของหวังหยวนหยวนอ้าค้างเป็นรูปตัวโออยู่นานถึงสามวินาที
"ตะ... ตะ... แต่งงาน?!"
ในที่สุดเธอก็หาเสียงตัวเองเจอ แต่เสียงกลับแหบพร่า
"หัวหน้าซู นี่คุณแต่งงานแล้วเหรอคะ! ทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ไปคบกันตอนไหน อีกฝ่ายเป็นใคร คนในหน่วยงานเราหรือเปล่าคะ"
คำถามเป็นชุดถูกสาดซัดเข้ามาเป็นปืนกล
ซูชิงฉือยกน้ำชาที่เย็นชืดขึ้นมาจิบ สีหน้ายังคงราบเรียบ "เป็นเพื่อนบ้านสมัยเด็ก ไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าปีแล้ว เมื่อวานได้เจอกันครั้งแรก รู้สึกว่าเข้ากันได้ ก็เลยไปจดทะเบียนน่ะ"
"เมื่อวานเจอกันครั้งแรก..."
หวังหยวนหยวนพึมพำทวนคำ ก่อนจะแผดเสียงดังลั่น
"เมื่อวานเจอกันครั้งแรกก็ไปจดทะเบียนเลยเนี่ยนะคะ!"
"หัวหน้าซู ทำแบบนี้มันไม่ด่วนตัดสินใจไปหน่อยเหรอคะ!"
"อย่างน้อย... อย่างน้อยก็น่าจะคบหาดูใจกันให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยสิคะ!"
เธอพูดพลางทำหน้าเพ้อฝันราวกับเด็กสาว
"แล้วก็ไปดูหนัง เดินเล่นด้วยกัน ถ้าจะให้ดีก็ไปเที่ยวด้วยกันสักทริป ไปดูภูเขา ไปดูทะเลด้วยกัน... โรแมนติกจะตายไป"
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในสำนักงานต่างพยักหน้าเงียบๆ เห็นได้ชัดว่ามีความรู้สึกร่วม
ซูชิงฉือเงียบไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเคาะโต๊ะไปมาโดยไม่รู้ตัว
สายตาของเธอจับจ้องไปที่เวลาบนมุมขวาบนของหน้าจอ แปดนาฬิกาสี่สิบเจ็ดนาที เหลือเวลาอีกสิบสามนาทีก่อนจะถึงการประชุมวิเคราะห์คดีในวันนี้
"คุณคิดว่า"
เธอเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เป็นน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าแบบที่หวังหยวนหยวนไม่เคยได้ยินมาก่อน "พวกเรามีเวลาว่างขนาดนั้นเชียวเหรอ"
หวังหยวนหยวนชะงัก
"ลักษณะงานของพวกเรา"
ซูชิงฉือพูดต่อ สายตากวาดมองเพื่อนร่วมงานทุกคนในสำนักงาน
"เอื้อให้พวกเราได้มีความรัก ไปดูหนัง เดินเล่น ท่องเที่ยว ไปดูภูเขาดูทะเลเหมือนคนธรรมดาทั่วไปได้งั้นเหรอ"
ทั้งสำนักงานตกอยู่ในความเงียบสงัด
บางคนก้มหน้า บางคนหันกลับไปทำงานต่อ แต่เสียงเคาะคีย์บอร์ดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
หวังหยวนหยวนอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าตัวเองไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลย
เธอนึกถึงพี่ลี่จากแผนกสองที่เพิ่งเสียสละชีวิตไปเมื่อเดือนก่อน อายุสามสิบห้าปี แต่งงานมาเจ็ดปี ต้องห่างเหินกับภรรยาอยู่บ่อยครั้ง และสุดท้ายก็ต้องมาจบชีวิตลงในภารกิจไล่ล่าข้ามพรมแดน
ในงานศพ ภรรยาของเขาร้องไห้จนสลบไปถึงสามรอบ
เธอนึกถึงตัวเอง เข้าทำงานมาได้หนึ่งปี ก็เบี้ยวนัดเพื่อนไปแล้วสามครั้ง เบี้ยวงานเลี้ยงครอบครัวสองครั้ง และเบี้ยวนัดดูตัวอีกหนึ่งครั้ง
โทรศัพท์มือถือต้องเปิดตลอด 24 ชั่วโมง สแตนด์บายรอรับคำสั่งอยู่เสมอ
แฟนหนุ่มที่คบกันมาสามปีก็เพิ่งบอกเลิกเธอไปเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า "สิ่งที่ผมต้องการคือคนที่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับผมได้"
จู่ๆ ขอบตาของหวังหยวนหยวนก็แดงก่ำ
ความเงียบของเธอ ไม่เพียงแต่มีไว้เพื่อซูชิงฉือเท่านั้น แต่ยังมีไว้เพื่อตัวเอง และเพื่อทุกคนในสำนักงานแห่งนี้ที่อุทิศวัยหนุ่มสาวและชีวิตส่วนตัวให้กับงานและประเทศชาติ
"เอาล่ะ"
ซูชิงฉือลุกขึ้นยืน หยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา "เตรียมตัวประชุม เก้าโมงตรง ที่ห้องประชุมสาม"
เธอเดินมุ่งหน้าไปที่ประตู ด้วยจังหวะก้าวเดินที่ยังคงทะมัดทะแมงและเด็ดขาด
แต่ทว่า ในวินาทีก่อนที่จะผลักประตูห้องประชุม เธอก็อดไม่ได้ที่จะล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า แล้วปลดล็อกหน้าจอ
ภาพหน้าจอคือรูปถ่ายที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ เป็นภาพของเธอกับชายหนุ่มที่มีสีหน้าแข็งทื่อ นั่งเคียงข้างกันโดยมีฉากหลังเป็นสีแดง
ใบหน้าของชายหนุ่มดูธรรมดามาก แต่ดวงตาของเขากลับใสซื่อบริสุทธิ์
จ้าวลี่
ปลายนิ้วของซูชิงฉือลูบไล้ไปบนใบหน้าของชายหนุ่มบนหน้าจอเบาๆ
จากนั้นเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ล็อกหน้าจอ แล้วผลักประตูเดินเข้าไปในห้องประชุม
การประชุมกินเวลาไปจนถึงเที่ยงครึ่ง
ตอนที่ซูชิงฉือกลับมาที่สำนักงาน โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็สั่นไปแล้วถึงสามครั้ง
เธอปรายตามองเบอร์โทรเข้า เป็นเบอร์ของแม่
เธอไม่ได้โทรกลับในทันที แต่เปิดระบบภายในเพื่อเรียกดูเอกสารที่หัวหน้าจางอัปโหลดตอนทำเรื่องจดทะเบียนสมรสเมื่อบ่ายวานนี้
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าขั้นตอนทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบและไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ แล้ว เธอถึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเดินไปที่ระเบียงตรงสุดโถงทางเดิน
พอสายโทรศัพท์เชื่อมต่อ เสียงของแม่ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยก็ดังมาจากปลายสาย "ชิงฉือ ทำไมเพิ่งจะรับสายล่ะลูก เมื่อวานแม่โทรไปตั้งหลายสายก็ไม่รับ ยุ่งอยู่เหรอ"
"เพิ่งประชุมเสร็จน่ะค่ะ"
ซูชิงฉือยืนพิงราวระเบียง มองลงไปยังกระแสรถราบนท้องถนนที่ดูเล็กจิ๋วราวกับมด "แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ"
"จะมีอะไรได้อีกล่ะ! เมื่อวานคุณน้าหลี่โทรมาหาแม่ บอกว่าเสี่ยวลี่เอาทะเบียนสมรสกลับไปที่บ้านแล้ว!"
น้ำเสียงของแม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "ลูกคนนี้นี่ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกที่บ้านล่วงหน้าก่อนเลยฮะ!"
"เมื่อวานตอนแม่ถาม แกยังบอกอยู่เลยว่าแค่ไปเจอหน้าคุยกันเฉยๆ!"
ซูชิงฉือนวดคลึงหัวคิ้ว "มันเป็นการตัดสินใจกะทันหันน่ะค่ะ"
"กะทันหันยังไงก็ทำแบบนี้ไม่ได้นะ!"
แม่บ่นกระปอดกระแปด "แต่เสี่ยวลี่เด็กคนนั้นก็เป็นคนดีจริงๆ นั่นแหละ ตอนเด็กๆ ก็ซื่อสัตย์ดี ตอนนี้ดูจากรูปก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่"
"แล้วพวกแกกะจะจัดงานแต่งเมื่อไหร่ล่ะ แม่จะได้รีบไปปรึกษากับพ่อแก จองโรงแรม แจกการ์ด..."
"แม่คะ" ซูชิงฉือพูดแทรกขึ้นมา "ไม่จัดงานแต่งหรอกค่ะ"
ปลายสายเงียบไปสองวินาที "อะไรนะ"
"ไม่จัดงานแต่งค่ะ" ซูชิงฉือย้ำ น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ลักษณะงานของหนูค่อนข้างพิเศษ จัดงานแต่งมันจะเอิกเกริกเกินไป"
"อีกอย่าง พรุ่งนี้หนูต้องไปทำงานต่างถิ่น อาจจะไปนานหน่อย ไม่มีเวลามาเตรียมงานพวกนี้หรอกค่ะ"
"แต่ว่า..."
"แม่คะ นี่เป็นการตัดสินใจของหนู"
ซูชิงฉือเว้นจังหวะ น้ำเสียงอ่อนลง "แล้วก็เป็นการตัดสินใจของจ้าวลี่ด้วย ถ้าแม่กับคุณน้าหลี่อยากจะฉลอง ก็ไปเที่ยวด้วยกันสิคะ เดี๋ยวหนูออกค่าใช้จ่ายให้เอง"
แม่อยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็รู้นิสัยของลูกสาวดี ว่าถ้าเธอตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ต่อให้เอาวัวมาฉุดสักสิบตัวก็รั้งไม่อยู่
สุดท้ายจึงทำได้เพียงทอดถอนใจ "ลูกคนนี้นี่... เอาเถอะ เดี๋ยวแม่กับพ่อจะไปปรึกษากับคุณน้าหลี่ดูอีกทีก็แล้วกัน"
"แล้วแกจะว่างพาเขย... เอ๊ย พาเสี่ยวลี่มากินข้าวที่บ้านเมื่อไหร่ล่ะ ยังไงก็ต้องเจอหน้ากันเป็นทางการหน่อยสิ"
"รอหนูกลับมาจากทำงานต่างถิ่นก่อนนะคะ" ซูชิงฉือรับปาก "แค่นี้ก่อนนะคะ หนูยังมีประชุมอีก"
เมื่อวางสายไป เธอก็ไม่ได้เดินออกจากระเบียงในทันที
เมื่อมองลงมาจากชั้นเจ็ด เมืองท่ามกลางแสงแดดจ้าในตอนเที่ยงวันช่างดูเล็กจ้อยและวุ่นวาย
ผนังกระจกของตึกสูงระฟ้าในที่ไกลๆ สะท้อนแสงแดดเจิดจ้าบาดตา ผู้คนบนท้องถนนในระยะใกล้ต่างก็เดินขวักไขว่เร่งรีบ ทุกคนต่างก็มุ่งหน้าไปตามวิถีชีวิตของตัวเอง
เธอนึกถึงตอนที่จ้าวลี่ถามเธอที่ร้านกาแฟเมื่อวาน ว่ามี ผู้มีพลังพิเศษ หรือเปล่า ในดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวังที่ปิดไม่มิด
นึกถึงตอนที่เขาได้ยินคำว่า ไม่มี แววตาของเขาก็หม่นหมองลงในพริบตา
"ไม่มีจริงๆ น่ะเหรอ" ซูชิงฉือพึมพำกับอากาศเบาๆ
ซูชิงฉือยังจำคำพูดของตำรวจสืบสวนอาวุโสท่านหนึ่งได้เสมอหัวหน้าซู ผมทำงานนี้มาสามสิบปีแล้ว บางเรื่องน่ะนะ... วิทยาศาสตร์ก็อธิบายไม่ได้จริงๆ
ซูชิงฉือได้สติกลับมา เปิดสมุดรายชื่อผู้ติดต่อ แล้วค้นหาชื่อ จ้าวลี่ ที่เพิ่งเมมเบอร์ไว้เมื่อวาน
โทรศัพท์ดังไปห้าครั้งถึงจะมีคนรับสาย
"ฮัลโหล" เสียงของจ้าวลี่ดังมาจากปลายสาย เสียงรอบข้างเงียบมาก น่าจะอยู่ที่บ้าน
"ฉันเอง ซูชิงฉือ"
"เมื่อกี้ฉันเพิ่งคุยโทรศัพท์กับแม่ ปรึกษาเรื่องงานแต่งน่ะ"
"ความคิดของฉันคือไม่จัดงานแล้ว คุณมีความเห็นว่ายังไงบ้าง"
"อ้อ ผมเหรอ..." น้ำเสียงของจ้าวลี่ฟังดูลังเลเล็กน้อย "จริงๆ แล้วผมยังไงก็ได้นะ"
"ขอแค่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาก็พอ แต่คุณจะไม่จัดงานแต่งจริงๆ เหรอ"
"อืม เพราะเรื่องงานน่ะ"
"เข้าใจๆ"
"แล้ว... พ่อแม่คุณกับพ่อแม่ผมล่ะ"
"พวกท่านตกลงกันว่าจะไปเที่ยวด้วยกัน ถือเป็นการฉลองน่ะ"
ซูชิงฉือเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง
"นอกจากนี้ แม่ฉันบอกว่า บ้านของทั้งสองฝ่าย พวกเราไปอยู่ได้ตามสบายเลย ขอแค่..."
ร้อยวันพันปีเธอถึงจะพูดติดอ่าง
"ขอแค่อะไรเหรอ" จ้าวลี่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซูชิงฉือหลับตาลง แล้วทวนคำพูดของแม่แบบเป๊ะๆ "ขอแค่ให้พวกท่านได้อุ้มหลานเร็วๆ ก็พอ"
เสียงไอดังโขลกๆ ดังมาจากปลายสาย
ผ่านไปพักใหญ่ จ้าวลี่ถึงได้หอบหายใจ น้ำเสียงกระอักกระอ่วนสุดๆ "นั่น... แบบนั้น... มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ..."
ใบหูของซูชิงฉือก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบ "ฉันก็แค่บอกต่อเท่านั้นแหละ คุณจะคิดยังไงก็เป็นเรื่องของคุณ"
"ผม... ขอคิดดูก่อนนะ" เสียงของจ้าวลี่เบาลงเรื่อยๆ
ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
สุดท้ายซูชิงฉือก็เป็นฝ่ายทำลายความอึดอัด "พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานต่างถิ่น ยังไม่รู้กำหนดกลับ"
"กุญแจบ้านฉันจะวางไว้ใต้พรมเช็ดเท้าหน้าประตู คุณเข้าไปอยู่ได้ตลอดเวลาเลยนะ"
"ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ฉันจ่ายล่วงหน้าไว้ให้หนึ่งปีแล้ว"
"อ้อ โอเค"
จ้าวลี่รับคำ แล้วเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
"คือว่า... ที่คุณไปทำงานต่างถิ่นน่ะ ไปปฏิบัติภารกิจหรือเปล่า อันตรายไหม"
คำถามนี้ถามออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับความห่วงใยระหว่างสามีภรรยาทั่วไป
แต่ทว่านิ้วมือที่จับโทรศัพท์ของซูชิงฉือกลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
"ไปทำงานตามปกติ"
"ไม่อันตรายหรอก"
นั่นคือคำโกหก พรุ่งนี้เธอต้องนำทีมไปที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อร่วมมือกับตำรวจท้องที่ไขคดีลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติที่แปลกประหลาดมากคดีหนึ่ง ซึ่งอันตรายไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เธอพูดไม่ได้
"งั้นก็ดีแล้ว" จ้าวลี่ดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก "งั้นคุณก็ดูแลตัวเองดีๆ รีบกลับมานะ"
"อืม" ซูชิงฉือชะงักไปครู่หนึ่ง "คุณเองก็เหมือนกัน"
วางสายไปแล้ว
ซูชิงฉือจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ จนกระทั่งมันดับมืดไปเอง
สายลมจากระเบียงพัดโชยมา พัดพาเอาความเย็นเยียบของต้นฤดูใบไม้ร่วงมาด้วย
เธอหมุนตัวเดินกลับไปที่สำนักงาน ตอนที่เดินผ่านห้องชงกาแฟ ก็ได้ยินเสียงหวังหยวนหยวนกับเพื่อนร่วมงานสาวรุ่นน้องอีกสองสามคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ด้านใน
"หัวหน้าซูแต่งงานแล้วจริงๆ เหรอ! ปุบปับไปไหมเนี่ย!"
"ได้ยินมาว่าอีกฝ่ายเป็นนักเขียนนิยาย ตกงานด้วย"
"นั่นมันปัญหาที่ไหนกันเล่า พวกเราก็รู้กันอยู่ว่ารายได้ต่อปีของหัวหน้าซูตั้งเท่าไหร่ เลี้ยงสามีได้สบายๆ..."
"แต่ทำไมล่ะ หัวหน้าซูเก่งขนาดนั้น คนจีบเธอต่อแถวยาวจากตึกเราไปยันถนนฉางอันได้เลยมั้ง ทำไมถึงไปเลือก..."
เสียงสนทนาหยุดชะงักลงทันทีที่เธอผลักประตูเข้าไป
หวังหยวนหยวนกับเพื่อนร่วมงานสาวอีกสองคนรีบลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน "หะ... หัวหน้าซู..."
ซูชิงฉือเดินไปที่เครื่องชงกาแฟด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แล้วกดกาแฟดำมาหนึ่งแก้ว
"บ่ายสองโมงตรง" เธอถือแก้วกาแฟ หันไปมองทั้งสามคน "ฉันต้องการเห็นรายงานวิเคราะห์รายชื่อผู้เข้าพักในโรงแรมที่รับชาวต่างชาติทั้งหมดในเมืองตงไห่ย้อนหลังหนึ่งสัปดาห์"
"เน้นตรวจสอบคนสัญชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางที่ผิดปกติ และการเข้าพักร่วมกันหลายคน"
"รับทราบค่ะ!" ทั้งสามคนยืนตรงรับคำสั่ง
ซูชิงฉือพยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องชงกาแฟ
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู เธอก็หยุดฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับไปมอง
"อ้อ อีกอย่าง สามีฉันเป็นนักเขียนอิสระ ไม่ใช่คนตกงาน นิยายของเขาฉันเคยอ่านแล้ว เขียนได้ดีทีเดียว"
พูดจบเธอก็เดินตรงดิ่งออกไปทันที
ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานทั้งสามคนในห้องชงกาแฟยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง