- หน้าแรก
- ยุคแห่งทวยเทพ เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์ระดับเทพ ข้าปั้นอารยธรรมไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 43 การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 43 การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 43 การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 43 การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อหลินเซียวกลับจากแดนศักดิ์สิทธิ์มายังแท่นศาสตราวุธเทพ ก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว
ตอนนี้เพื่อนนักเรียนส่วนใหญ่ล้วนตัดสินใจเลือกกันเรียบร้อยแล้ว หลายคนเหมือนกับเขา กลับไปเตรียมตัวในแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง เวลานี้บนแท่นศาสตราวุธเทพจึงมีนักเรียนเหลืออยู่เพียงร้อยกว่าคน กำลังกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยนั่งคุยฆ่าเวลา
การปรากฏตัวของหลินเซียวดึงดูดความสนใจของเพื่อนนักเรียนใกล้เคียง ต่างพากันพยักหน้าให้เขาเป็นการทักทาย
ในฐานะนักเรียนคนที่สามจากท้ายที่กลับมา เขาได้ทิ้งความประทับใจบางอย่างไว้ในใจของนักเรียนคนอื่นแล้ว
เขายิ้มพยักหน้าตอบ ก่อนจะเนรมิตเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นมานั่งตรงขอบแท่นศาสตราวุธเทพ ยกมือทั้งสองดึงม่านแสงออกมา นิ้วมือเคาะไปมาบนม่านแสงนั้น
เขาเปิดเว็บที่มักเข้าเป็นประจำ พอเข้าไปก็พบว่ามีแจ้งเตือนบนชั้นหนังสือ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าหนังสือที่ตัวเองกดเก็บไว้มีอัปเดต กดเข้าไปดู พบว่าหนังสือที่วางอยู่บนสุดชื่อเรื่องว่า “เริ่มต้นมามีจักรวาลในฝ่ามือ” อัปเดตตอนใหม่แล้ว ผู้เขียนชื่อ ‘อีซีเฉิงเต้า’ (一夕成道) ดูจำนวนคำแล้วเกือบเก้าแสนคำเข้าไปแล้ว
“อืม อ้วนได้ที่ ได้เวลาเชือดแล้ว!”
เขากดเปิด พลางเอนตัวนอนในท่าทางสบายๆ อ่านไปพลาง
พออ่านก็เผลอจมดิ่งเข้าไปทันที อิจฉาในนิ้วทองคำของพระเอกในเรื่องเป็นอย่างยิ่ง
มองดูนิ้วทองคำของตัวเองอีกที แล้วหันไปมองจักรวาลในฝ่ามือ ของคนอื่น ระดับชั้นมันเทียบกันไม่ติด ถ้าลูกบาศก์สร้างสรรค์ของตัวเองกลายเป็นจักรวาลในฝ่ามือ ได้ล่ะก็ นั่นสิถึงจะสุดยอดจริงๆ
แกว่งมือเล่นๆ ก็ปล่อยแสงสูญสลายทำลายล้างทั้งระบบดาวเคราะห์ได้ กวักมือเรียกก็มีฟอยล์สองมิติ ลงมาถล่มลดมิติศัตรู หรือไม่ก็อัญเชิญกองเรือรบพลังดาวฤกษ์ ที่ใช้ดวงดาวเป็นแหล่งพลังงานออกมา เชื่อเถอะ ถ้ามีของแบบนั้นล่ะก็ เทพระดับสูงก็แค่เท่านี้เองมั้ง
คิดไปคิดมา น้ำลายก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
กำลังจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำลาย เขากลับรู้สึกอะไรบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้น เห็นหยวนหงนั่งดื่มชาอยู่ไม่ไกล คาดว่าบังเอิญเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขาน้ำลายไหลพอดี สีหน้าจึงเผยความดูแคลนออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“เชี่ย จะบังเอิญขนาดนี้เลย?”
หลินเซียวหันหน้ากลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย รู้สึกว่าหน้าตัวเองแทบจะไม่มีเหลือแล้ว
ดีที่เนื้อเรื่องมันสนุก เขาจึงจมดิ่งลงไปในเนื้อเรื่องอย่างรวดเร็ว ลืมความอับอายเมื่อครู่ไปหมดสิ้น
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร หลินเซียวรู้สึกได้ว่าแท่นศาสตราวุธเทพสั่นไหวเล็กน้อย ม่านแสงตรงหน้าก็เด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา
“เรียนท่านนักเรียน แพลตฟอร์มได้เดินทางถึงแดนต่างถิ่นแล้ว กำลังเชื่อมต่อกับระนาบภารกิจ กรุณารอสักครู่”
เขาปิดม่านแสงแล้วลุกขึ้นยืน เพื่อนนักเรียนรอบข้างต่างก็ได้รับแจ้งเตือนเช่นกันจึงพากันลุกขึ้นยืน พร้อมกับเสียงคำรามดังสนั่น ลำแสงทองคำสิบกว่าสายก็สาดลงมาจากเบื้องบน กลายเป็นครูประจำชั้นสิบคนกับรองอธิการบดี สวีหยุนตงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวเสียงทุ้มว่า
“ตอนนี้พวกเราได้มาถึงระนาบที่กำหนดแล้ว พวกเธอมีเวลาเตรียมตัวหนึ่งชั่วโมงสำหรับการลงประทับไปยังจุดหมายภารกิจ ภายในช่วงเวลานี้สามารถเปลี่ยนเลือกภารกิจใหม่ได้ หนึ่งชั่วโมงให้หลังหากยังไม่ออกเดินทาง จะถูกสุ่มส่งไปยังบริเวณใกล้เคียงจุดหมายภารกิจที่ตนเลือก หากถึงตอนนั้นยังไม่ได้เลือกภารกิจใดเลย จะถูกสุ่มเลือกสามภารกิจแล้วสุ่มส่งไปหนึ่งในนั้น”
พูดจบในรวดเดียว รองอธิการบดีก็จากไป แต่ครูประจำชั้นทั้งสิบคนยังไม่ไปไหน ต่างตบมือเรียกนักเรียนของตนมารวมกลุ่ม
หลินเซียวกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นเดินไปยังกลุ่มของห้องสาม ครูประจำชั้นอู่ไห่ แม้ว่าหลังการสอบปลายภาคพวกเขาจะไม่ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันอีกต่อไป แต่ตอนนี้ก็ยังนับว่าเป็นอยู่
อู่ไห่กวาดตามองนักเรียนทุกคนแล้วกล่าวว่า
“สิ่งที่ควรพูด ฉันพูดไปหมดแล้ว จึงไม่พูดซ้ำอีก มีเพียงเตือนพวกเธอให้ระมัดระวังเป็นหลัก หากรู้สึกว่าไม่อาจต้านทานได้ให้ถอย อย่าฝืนโดยเด็ดขาด หากสูญเสียหนักเกินไป พอถึงคาบเรียนเทอมหน้า พวกเธอจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังแน่”
พูดจบสายตาก็หันไปหยุดที่หลินเซียว หยวนหง และว่านชวน จากนั้นเว้นช่วงไปชั่วครู่ก่อนจะมองไปยังเมิ่งฮุ่ยอีกคน แล้วกล่าวว่า
“พวกเธอสี่คนอยู่ก่อน ที่เหลือไปเตรียมตัวได้”
ทุกคนมองทั้งสี่คนด้วยสายตาอิจฉา ก่อนจะหมุนตัวจากไป
“พวกเธอมีโอกาสได้ถูกคัดเลือกเข้าห้องเรียนหัวกะทิ ตามอันดับตอนนี้ ขอแค่ทำภารกิจที่ได้คะแนนสักเจ็ดสิบห้าถึงแปดสิบคะแนนให้สำเร็จ ก็แทบจะการันตีได้แล้วว่าจะได้เข้าห้องเรียนหัวกะทิ ส่วนข้อดีของการเข้าห้องเรียนหัวกะทินั้น พวกเธอก็รู้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น…พยายามกันให้เต็มที่!”
พูดจบ ร่างของอู่ไห่ก็ค่อยๆ เลือนราง โปร่งใส แล้วหายไป ทิ้งให้ทั้งสี่คนยืนมองหน้ากันเอง
หยวนหงเป็นคนแรกที่หมุนตัวจากไป
ว่านชวนหัวเราะหึหึ แล้วเดินจากไปเช่นกัน
หลินเซียวกับเมิ่งฮุ่ยมองสบตากัน เขายกมือคำนับเล็กน้อยแล้วก็จากไป
แม้จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากลับคล้ายศิษย์สำนักเดียวกันมากกว่า ต่างแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร ถึงขั้นมองกันเป็นศัตรู
หลินเซียวไม่มีอะไรต้องเตรียมมากนัก เขามองดูภารกิจทั้งสี่อย่างคร่าวๆ แล้วเลือกทำภารกิจทำลายเผ่ามนุษย์ปลาก่อน
ภารกิจทั้งสี่นี้หากดูโดยรวมแล้วความยากไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่สำหรับเขาแล้ว เผ่าปลาเป็นเป้าหมายที่ฆ่าได้ง่ายที่สุด สามารถใช้การสังหารเผ่าปลาจำนวนมากสะสมประสบการณ์ ยกระดับนากาหกร้อยตนในแดนศักดิ์สิทธิ์ให้สูงขึ้นก่อน
เผ่าสังกัดของเขาตอนนี้เพดานเลเวลอยู่ที่ระดับสี่ ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ระดับหนึ่งเริ่มต้น นักรบนาการะดับสองมีเพียงร้อยกว่าตน ศักยภาพที่แท้จริงยังถูกดึงออกมาแค่เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น
สิ่งมีชีวิตระดับสี่นั้นแข็งแกร่งกว่าระดับหนึ่งและสองไม่ใช่แค่เล็กน้อย ดังนั้นต้องไปฆ่าเผ่าปลาเพื่ออัปเลเวลก่อน พอระดับสูงขึ้นแล้วค่อยไปทำภารกิจอีกสองอันที่เหลือก็จะง่ายกว่าเดิมมาก
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็ติดต่อกับศาสตราวุธเทพ นิ้วมือแตะลงไปบนจุดหนึ่งบนแผนที่ ข้อความแจ้งเตือนจากศาสตราวุธเทพก็เด้งขึ้นมา
“กรุณายืนยันจำนวนเผ่าสังกัดที่จะส่งไป”
“ทั้งหมด!”
“กรุณายืนยันรูปแบบการลงประทับของตนเอง!”
“มีโหมดลงประทับแบบไหนบ้าง?”
แท่นศาสตราวุธเทพตอบกลับมาทันที
“จุติร่างจริง, จุติร่างอวตาร , จุติร่างฉายภาพ , การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์!”
หลินเซียวขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
“การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์!”
“ยืนยันการจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะเริ่มลงประทับภายในสิบห้าวินาที กรุณารอสักครู่”
ที่เรียกว่าการจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์ ก็คือการส่งสำนึกของตนเองลงไปประทับในร่างสาวกคนหนึ่งของตน ใช้สาวกผู้นั้นเป็นร่างอวตารลงประทับ คล้ายกับที่หลินเซียวเคยใช้หัวหน้ามิร์ฟอล์กบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ นั่นแหละคือการจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์
ข้อเสียคือแทบไม่มีพลังรบอะไร เพราะไม่ได้พาอะไรลงไปด้วยเลย มีเพียงสำนึกดวงหนึ่งลงไปประทับเท่านั้น ข้อได้เปรียบพิเศษเพียงอย่างเดียวก็คือ จะได้รับบัพเพิ่มคุณสมบัติทุกด้านตามจำนวนสภาวะเทพที่ตนมี
อย่างเช่นหลินเซียวมีสภาวะเทพอยู่เพียงหนึ่งจุด เมื่อลงประทับแล้ว ร่างภาชนะที่สำนึกของเขาเข้าไปสิงจะได้รับบัพเสริมพลังคุณสมบัติทุกด้าน +1
แล้วก็หมดแค่นั้น
ถ้าเป็นจุติร่างจริง ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาที่มีสภาวะเทพเพียงหนึ่งจุด เมื่อลงจุติร่างจริงในแดนต่างถิ่น ก็ยังถือเป็นยอดมนุษย์ที่คุณสมบัติทุกด้าน 10+ แข็งแกร่งกว่าสิ่งมีชีวิตระดับต่ำแบบคนละชั้น
เมื่อมีข้อเสียก็ย่อมมีข้อดี การจุติของผู้ศักดิ์สิทธิ์ นั้น ข้อดีคือถึงตายไปก็ไม่สูญเสียอะไรเลย
ส่วนจุติร่างจริง ถึงจะแข็งแกร่งก็จริง แต่หากตายขึ้นมา ก็เท่ากับว่าตัวจริงดับสูญไปเลย
สิบห้าวินาทีผ่านไปในพริบตา พร้อมกับพลังไร้รูปก้อนหนึ่งลงมาประทับ หลินเซียวรู้สึกว่าความว่างเปล่าที่ตนอยู่แตกสลาย แล้วร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว
มิติ s-451574 ดาวตกมากมายที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้ร่วงหล่นจากท้องฟ้าลงสู่ระนาบต่างๆ ทั่วทุกมุม
หลินเซียวรู้สึกว่าตัวเองเหมือนดาวตกดวงหนึ่งที่ร่วงลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว รอบตัวเป็นชั้นบรรยากาศที่บิดเบี้ยว ด้านล่างคือพื้นดินที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผ่านไปหลายสิบวินาที แผ่นดินเวิ้งว้างก็กลายเป็นชายหาดราบเรียบสุดลูกหูลูกตา กลุ่มนากาและเผ่าปลาจำนวนมหาศาลที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีขาวโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
เขาเพียงคิดในใจ ร่างก็พุ่งตรงเข้าไปยังหัวหน้านาการ่างกำยำเป็นพิเศษตนหนึ่ง ก่อนจะวาบหายเข้าไปในร่างของอัครสาวกที่เขาเลือกกำหนดไว้ล่วงหน้านั้นทันที