- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 28: ภาพหลอนในโลหิต (รีไรท์)
บทที่ 28: ภาพหลอนในโลหิต (รีไรท์)
บทที่ 28: ภาพหลอนในโลหิต (รีไรท์)
บทที่ 28: ภาพหลอนในโลหิต (รีไรท์)
คุณหนูกำลังหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ในป่า
นางไม่ใช่คนที่จะทอดทิ้งพวกพ้องเพื่อเอาตัวรอดเพียงลำพัง การศึกษาที่เข้มงวดตามแบบฉบับขุนนางแห่งราตรีหล่อหลอมให้นางมีภาวะผู้นำที่พึงมี นางรู้ดีว่าการหนีโดยไม่สู้ในสถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลอย่างไรเมื่อกลับไปถึงตระกูล
ทว่านางไม่อาจหันหลังกลับไปต่อสู้ได้
เพราะนางไม่เหลือพวกพ้องให้ปกป้องอีกแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูระดับทอง ที่บุกทะลวงเข้ามาในสมรภูมิ จุดจบของเหล่านักล่าราตรีย่อมถูกกำหนดไว้แล้ว
ฝ่ายตรงข้ามคืออัศวินขาวผู้เชี่ยวชาญยุทธวิธีพลังจิตธรรมชาติและสามารถใช้เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ได้ แถมที่นี่คือภูมิประเทศแบบป่า! องค์ประกอบแห่งความตายถูกจัดวางไว้ครบถ้วน
การที่แวมไพร์พลังจิตที่ยังไม่ผ่านบททดสอบกายาเงินอย่างนาง สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือศัตรูเช่นนี้มาได้ก็นับเป็นชัยชนะที่ไม่อาจลบหลู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม คำถามใหญ่ยักษ์ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฟีมิส
ต่อให้พวกเศษซากศาสนจักรเก่าเหล่านี้จะไม่เป็นที่ต้อนรับในราชอาณาจักรแพลนทาเจเนต หรือกลุ่มนักล่าแม่มดจะถูกส่งมาในเขตทรานเซียเพื่อเป็นเบี้ยใช้แล้วทิ้ง แต่ยอดฝีมือระดับทองคำย่อมไม่มีใครสามารถบงการการกระทำของเขาได้ตามใจชอบ
หากฟิน็อกรับใช้ราชอาณาจักรแพลนทาเจเนตจริงๆ เขาควรจะอยู่ข้างกายท่านนายพลลอเรน ผู้บัญชาการกองพลบุกเบิกมากกว่า! นอกจากนายพลผู้นั้นจะเสียสติไปแล้ว ถึงกล้าปล่อยให้ "สัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์" เช่นนี้ออกอาละวาดไปทั่วอย่างอิสระ
ที่สำคัญที่สุดคือ หากฟิน็อกเคลื่อนไหวอยู่ในเขตทรานเซียก่อนหน้านี้ ทำไมบิดาของนางถึงไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย? อัศวินขาวไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการอำพรางตัว
ขอเพียงฟิน็อกปรากฏตัว สายลับของตระกูลแร้งโลหิตย่อมต้องตรวจพบร่องรอย การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาจึงไม่สมเหตุสมผลเลย ยกเว้นเสียแต่ว่า...
"ในตระกูลมีคนทรยศ! เครือข่ายข้อมูลของเราโดนเจาะแล้ว"
ข้อสันนิษฐานอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นในใจคุณหนู และมันอธิบายเหตุผลที่นางตกอยู่ในวิกฤตได้อย่างไร้ที่ติ การควบคุมเขตทรานเซียของตระกูลแร้งโลหิตเริ่มมีปัญหา ตระกูลไม่สามารถตรวจพบภัยคุกคามที่แท้จริงได้
เมื่อยอดฝีมือระดับทองคำถูกนำมาใช้ เป้าหมายของศัตรูย่อมเดาได้ไม่ยาก
เมืองแคดแมน
พวกมันจะโจมตีเมืองแคดแมน!
ข้อสรุปนี้ทำให้คุณหนูถึงกับกลั้นหายใจ ในวินาทีที่ตระหนักว่าตระกูลอาจถึงกาลอวสาน ฟีมิสก็ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจที่ต้องหนีออกไปให้ได้นางต้องนำข่าวนี้ไปบอกบิดาให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นความสูญเสียของตระกูลแร้งโลหิตจะมาถึงในไม่ช้า
ทว่า ผลลัพธ์ของการหลบหนี ไม่เคยถูกกำหนดโดยผู้หนีเพียงฝ่ายเดียว
นางทำได้เพียงใช้ทักษะพลังจิตสร้างภาพหลอนแยกออกไปรอบทิศทางเพื่อลวงการรับรู้ของตัวติดตาม ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา ในวินาทีที่นางกำลังจะพุ่งพ้นป่าผู้ลักลอบ แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าจากด้านหลังก็ระเบิดออกราวกับกระแสลำแสงพุ่งกวาดไปทั่วทั้งผืนป่า
"อ๊าก!"
ฟีมิสกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
นางรู้สึกเหมือนถูกโยนลงในหม้อน้ำเดือด สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นพลังจิตแสงอาทิตย์ที่กวาดผ่านผิวหนังจนไหม้เกรียมและพุพอง ทำให้นางไร้เรี่ยวแรงจะคงการบินไว้ได้ ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพร้อมกับควันดำที่พวยพุ่ง
การระเบิดพลังจิตระดับนี้สูบกินพลังชีวิตของนักพลังจิตระดับสูงจากหอคอยแห่งวงแหวนจนหมดสิ้น หมอนั่นยอมแลกชีวิตเพื่อเปิดการโจมตีครั้งสุดท้าย
แต่ผลลัพธ์นั้นช่างน่าพึงใจ
คุณหนูที่ร่วงลงพื้นอย่างหมดสภาพไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสิ่งใด
นางมั่นใจว่าเหล่านักล่าราตรีที่นางรวบรวมมาได้ถูกกำจัดจนสิ้นซากไปแล้ว และปัญหาในตอนนี้คือ นางจะยังมีโอกาสหนีพ้นจากป่ามรณะแห่งนี้ที่เดิมทีเตรียมไว้ให้ศัตรูหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่
ในขณะที่คุณหนูใช้เวลาไม่กี่นาทีเพื่อฟื้นตัวจากการถูกเผาไหม้และอาการชา นางยังไม่ทันได้กางปีกโลหิตเพื่อทะยานขึ้นฟ้า เงาร่างที่ถือดาบใหญ่โอ๊คก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านาง
ใช่! ปรากฏจากด้านหน้า! ไม่ใช่ด้านหลัง
นี่พิสูจน์ว่าการพยายามฝ่าวงล้อมของคุณหนูเมื่อครู่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างแยบยลของอัศวินขาวผู้นี้ ป่าทั้งป่าลวงตานาง ทำให้นางไม่เพียงไม่เข้าใกล้ชายป่า แต่กลับยิ่งถลำลึกเข้าไปกลางใจป่า
ราวกับเหยื่อที่ถูกนายล่าผู้เชี่ยวชาญปั่นหัวจนสิ้นหวัง ต่อหน้าพละกำลังที่กดทับอย่างสมบูรณ์ ต่อให้สายเลือดจะสูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจช่วยให้นางหลุดพ้นจากวิกฤตนี้ได้
ฟิน็อกเฒ่าถือดาบศักดิ์สิทธิ์โอ๊คที่ลุกโชนก้าวเข้าหาฟีมิส ต้นไม้รอบข้างบิดเบี้ยวตามจังหวะก้าวเดินของเขากิ่งก้านและเถาวัลย์ถักทอเข้าด้วยกัน กลายเป็น "กรงนก" อันน่าสยดสยองเหนือศีรษะของทั้งคู่ ปิดกั้นเส้นทางสู่ท้องฟ้าโดยสิ้นเชิง
"ช่างเป็นเด็กสาวที่น่ารักเสียจริง เสียดายที่มีใจคออำมหิตเหมือนกับแวมไพร์ตนอื่นๆ พวกเจ้าควรซ่อนตัวอยู่ในราตรีและใช้ชีวิตเหมือนหนู"
อัศวินเฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงรังเกียจ:
"พวกเจ้าคือผู้จุดชนวนสงคราม ทำให้ทั้งโลกวุ่นวายไม่สงบสุข ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องชดใช้ อย่าได้ทำท่าเหมือนถูกรังแกเลยลูกเอ๋ย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าวอนหาเอง!"
คุณหนูฟีมิสรู้ดีว่านางไม่มีทางหนีอีกแล้ว
ในวินาทีสุดท้าย นางไม่ปรารถนาจะเผชิญหน้ากับความตาย ในฐานะคนขลาด จึงตัดสินใจทุ่มสุดตัวเพื่อการต่อสู้ที่นางไม่ได้ชอบเลยแม้แต่น้อย
มือซ้ายชักดาบสั้นประกอบพิธีกรรมออกมา มือขวาขยับนิ้วดึงดูดพลังจิตมืดที่กระจายอยู่ในราตรี แสงสีแดงฉานเต้นเร้าบนปลายนิ้ว ก่อนจะหลอมรวมเป็นหอกพลังจิตที่พันด้วยหนามแหลม
นี่คือเทคนิคขั้นสูงของพลังจิต ซึ่งเมอร์ฟีไม่ได้เรียนรู้จากตำราของนางไม่ใช่ว่านางไม่อยากสอน แต่สิ่งนี้คือการใช้งานขั้นสูงที่มือใหม่พลังจิตอย่างเมอร์ฟีไม่มีทางเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น
นางสูดลมหายใจเข้าลึก
ท่ามกลางสายลมแห่งพงไพรที่พัดโบกจนผมสีดำปลิวไสว นางจ้องมองฟิน็อกตรงหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว และใช้เสียงเย็นชาของนางยั่วยุว่า:
"ไอ้เศษซากศาสนจักรเก่า อย่ามาทำท่าทางวิญญูชนจอมปลอมที่ ราวกับถูกบังคับให้รบเลย!
ที่พวกเจ้าตกต่ำถึงเพียงนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าทรยศต่อคำสัตย์สาบาน และหันคมอาวุธเข้าใส่ประชาชนและประเทศชาติที่พวกเจ้าสาบานว่าจะปกป้องเมื่อสิบปีก่อนหรอกหรือ?
ศาสนาประจำชาติผู้ยิ่งใหญ่กลับสมรู้ร่วมคิดกับพวกโง่เง่าสมองเท่าถั่วเขียวในปรัสเซียตะวันออกเพื่อก่อกบฏ! พอพวกเจ้าถูกปราบจนกลายเป็นสุนัขไร้บ้าน กลับมาหาว่าพวกเราตระกูลแร้งโลหิตยุยงกษัตริย์หลุยส์ของพวกเจ้าลับหลังงั้นหรือ?
สหพันธรัฐพอร์เทียทั้งมวลต้องถูกลากเข้าสู่สงครามสิบปีก็เพราะการกบฏอันโง่เขลาของพวกเจ้า!
ความวุ่นวายและความมืดมิดที่เจ้าชิงชังในตอนนี้มีส่วนของพวกเจ้าอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง! คนที่อ้างตนว่าเป็นธรรมอย่างเจ้า ในตอนนั้นมัวทำอะไรอยู่?
เข้าร่วมกับกองโจรในการสังหารหมู่ชาวเขาที่อ่าวเยือกแข็งและแซกโซนี่อย่างสนุกสนานงั้นหรือ?
หรือนำฝูงชนคลั่งบุกเข้าไปเพื่อเผาอัญมณีแห่งซีแลนด์ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน?
ข้าขอคืนคำพูดนั้นให้เจ้า! สิ่งที่พวกเจ้าเผชิญในตอนนี้ คือสิ่งที่พวกเจ้าวอนหาเอง!
รู้ไหมว่าทำไมตระกูลแแร้งโลหิตถึงจงใจทรมานนักล่าแม่มดที่ถูกจับได้?
ไม่ใช่เพราะพวกเรามีสันดานโหดร้าย แต่เพราะเหล่าขุนนางซีแลนด์แอบจ่ายเงินจ้างพวกเราให้ทำ!
นึกไม่ถึงล่ะสิ คนที่เกลียดพวกเจ้าที่สุดไม่ใช่พวกเรา แต่คือคนของพวกเจ้าเองต่างหาก
และพวกเจ้า... สมควรโดนแล้ว!"
ปกติคุณหนูไม่ชอบพูดมาก แต่ความสามารถในการด่า ของนางไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
เพียงไม่กี่คำที่แทงใจดำทำเอาอัศวินเฒ่าถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่เงียบขรึมและเงื้อดาบศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเพื่อยุติการโต้เถียงที่ไร้ความหมายนี้
คุณหนูพุ่งหอกสีแดงฉานออกไปทว่ากลับถูกอัศวินขาวฟันร่วงในดาบเดียว ต่อหน้าดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกโชนด้วยไฟชำระ เทคนิคและความรู้ทั้งหมดของฟีมิสกลับไร้ผล
เพียงไม่ถึงนาทีของการปะทะ นางก็ถูกฟิน็อกฟันจนแขนข้างหนึ่งขาด และถูกเถาวัลย์ที่อัศวินขาวอัญเชิญมาพันธนาการไว้กับต้นไม้
"นังหนูปากร้าย จงพักผ่อนอย่างสงบเถิด"
เขาเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะกวัดแกว่งดาบศักดิ์สิทธิ์ฟันลงมา
ฟีมิสหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
นางสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากไฟชำระที่พุ่งลงมาจากเหนือศีรษะ บางทีวินาทีถัดไปมันอาจจะพรากพลังชีวิตทั้งหมดของนางไป
ทว่า ความเจ็บปวดที่จินตนาการไว้กลับไม่มาถึง ทำให้คุณหนูต้องลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ และเห็นดาบศักดิ์สิทธิ์ประดับไม้โอ๊คหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าศีรษะของนางอย่างมั่นคงไฟชำระที่ห่อหุ้มคมดาบกำลังมอดดับลงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นตัวดาบเรียบลื่นที่สลักด้วยอักษรเอลฟ์และโกร่งดาบรูปกากบาททำจากไม้โอ๊คโบราณที่ดูเรียบง่ายทว่าศักดิ์สิทธิ์
"เจ้าจะหยามข้าหรือ? ... ฆ่าข้าซะ!"
คุณหนูโกรธจนใบหน้าที่ขาวซีดก็เริ่มมีสีเลือด นางลอบกลืนน้ำลาย พลางคิดว่าอัศวินเฒ่าผู้นี้คงจะเป็นพวกโรคจิตที่ชอบหาความบันเทิงบนความทุกข์ของคนอื่น
แต่ความจริงหาใช่เช่นนั้นไม่
แม้ฟิน็อกจะแสดงสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจเขาก็ประหลาดใจเช่นกัน นี่ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจจะหยอกล้อแวมไพร์น้อยตัวนี้ ไฟชำระบนดาบศักดิ์สิทธิ์มอดดับลงเอง และดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เคยแผดเสียงเพราะความเกลียดชังแวมไพร์กลับสงบนิ่งลงอย่างประหลาดในวินาทีนี้
ราวกับว่าดาบศักดิ์สิทธิ์เองก็กำลังลังเล ว่าจะทำร้ายสิ่งชั่วร้ายแห่งราตรีตรงหน้าดีหรือไม่
"เป็นไปได้อย่างไร?"
อัศวินเฒ่าตระหนกอย่างยิ่ง
ดาบศักดิ์สิทธิ์โอ๊คในมือเขาคือหนึ่งในสามดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนจักรเก่า นามว่า "ผูู้เฝ้าดู" เป็นของที่ประทานมาจากพระเจ้าที่สืบทอดมาจากเอลฟ์ ซึ่งเกลียดชัง "ทายาทบาปชั่วนิรันดร์" อย่างแวมไพร์ที่สุด
เมื่อครู่มันยังเชือดนักล่าราตรีราวกับเชือดไก่ แล้วตอนนี้มันจะจงใจเก็บงำพลังไว้ได้อย่างไร?
เขาจ้องมองแวมไพร์ร่างเล็กตรงหน้า จากนั้นจึงเก็บดาบอย่างใช้ความคิด และภายใต้สายตาเบิกโพลงของฟีมิส เขาหยิบเมล็ดพันธุ์สีดำออกมาลูกหนึ่ง บีบแก้มที่ดูอวบอิ่มเหมือนเด็กของนาง แล้วบังคับให้นางกลืนลงไป
"แค็ก แค็ก"
เมล็ดพันธุ์นั้นละลายทันทีที่เข้าปาก รสชาติประหลาดทำเอาคุณหนูไอโขลกเขลก
นางด่าทอว่า:
"เจ้า... เจ้าให้ข้ากินอะไรเข้าไป?
เจ้าคนสาร! เจ้าทำอะไรข้า... อ๊ะ..."
"เจ้าเห็นอะไร?"
ฟิน็อกไม่สนใจการดิ้นรนของคุณหนู อัศวินเฒ่ากดศีรษะของฟีมิสไว้แล้วเค้นถาม:
"บอกข้ามา ตอนนี้เจ้าเห็นอะไร?"
"ไสหัวไป! ไอ้คนหน้าด้าน ข้าไม่มีทาง... อ๊ะ!"
คุณหนูกัดฟันไม่ยอมตอบ
ทว่าเมล็ดพันธุ์นั้นดูเหมือนจะมีฤทธิ์กล่อมประสาทและสร้างความสับสนอย่างรุนแรง ทำให้ภาพตรงหน้าของนางเริ่มบิดเบี้ยวและซ้อนทับ ราวกับโลกทั้งใบกลับตาลปัตร นางได้ยินเสียงถามของฟิน็อกอย่างเลือนลาง
"บอกข้ามาลูกเอ๋ย เจ้าเห็นอะไร? บรรยายสิ่งที่เจ้าเห็นออกมา! มันสำคัญต่อเราทั้งคู่!"
เขาถามย้ำ
ฟีมิสรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของนางล่องลอยอยู่ในฉากที่วุ่นวาย เห็นร่องรอยราวกับนางกำลังเดินอยู่ท่ามกลางแสงดาวที่ตัดสลับกันไปมา
นางส่ายหัวอย่างมึนงง และเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก:
"เลือด... ข้าเห็นเลือด... ต้นไม้... ที่งอกออกมาจากบ่อเลือดอันกว้างใหญ่... ไม่มีใบไม้ มีเพียงกิ่งก้าน... ต้นไม้ต้นเดียว... นั่นคือ... นั่นคืออะไร?"
"เปรี้ยง"
คำตอบนี้ทำให้อัศวินเฒ่าหรี่ตาลง จากนั้นจึงสะบัดมือคลายพันธนาการจากเถาวัลย์แวมไพร์ และโยนนางลงบนพื้นดินที่อยู่ไกลออกไปแรงกระแทกทำให้คุณหนูตื่นจากภาพหลอนประหลาดนั้น
นางฝืนเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง และเห็นอัศวินเฒ่าเก็บดาบเดินมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของป่า
"ทำไม?"
นางร้องถามอย่างแผ่วเบา:
"ทำไมเจ้าถึงปล่อยข้าไป?
เจ้าตั้งใจจะหยามข้าใช่ไหม?"
คำถามนี้ทำให้อัศวินเฒ่าหยุดก้าวเดิน
เขาไม่หันกลับมา ทำเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจว่า:
"กลับไปถามพ่อของเจ้าดูเถอะ นังหนูผู้น่าสงสาร ข้าไม่ได้ปล่อยเจ้าไป แต่ชะตากรรมในอนาคตของเจ้านั้นน่าสลดใจเพียงพอแล้ว การปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปต่างหากคือการลงโทษที่รุนแรงที่สุด!"
คำพูดเหล่านี้ทำให้ฟีมิสยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม
แต่ยามนี้นางราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด ทำได้เพียงมองดูปีศาจที่ทำลายล้างทีมของนางด้วยตัวคนเดียวหายลับเข้าไปในเงามืดของพงไพร
ความอัปยศและความพ่ายแพ้อันขมขื่นทำให้คุณหนูจิกมือลงบนดินโคลนอย่างเจ็บปวด หลังจากเงียบไปไม่กี่วินาที นางก็แผดเสียงกรีดร้องออกมาเพื่อระบายอารมณ์
"กรี๊ดดดดด!!!"
และแล้ว เสียงกรีดร้องนี้ก็นำพาผู้ช่วยที่นางเองก็คาดไม่ถึงมาหา ผลลัพธ์ของมันช่างมหัศจรรย์ราวกับทักษะการผิวปากเรียกสัตว์เลี้ยงของครูฝึกสัตว์
"โย่ คุณหนู ท่านยังสบายดีไหม?"
เสียงของเมอร์ฟีดังขึ้นจากที่ไม่ไกลนัก จากนั้นเหล่านักรบต่างมิติตัวน้อยก็พุ่งออกมาจากป่าที่กลับคืนสู่สภาพปกติ
พวกเขาวิ่งมารุมล้อมคุณหนูที่นอนหมอบอยู่บนพื้นในสภาพหมาหัวเน่าที่ดูไม่จืด แต่กลับไม่มีใครยื่นมือมาพยุงนางเลย พวกเขากลับเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างๆ ด้วยภาษาประหลาดที่คุณหนูฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
"ไอ้... ไอ้คนสารเลว! เมอร์ฟี! จัดการพวกคนรับใช้ที่เสียมารยาทของเจ้าเดี๋ยวนี้!"
คุณหนูเคยเจอความลำบากขนาดนี้ที่ไหนกัน?
นางทั้งบาดเจ็บและอ่อนแรง เมื่อถูกกลุ่มผู้เล่นมองเหมือนเป็นตัวตลกก็ทั้งโกรธทั้งอายจนต้องตะโกนใส่เมอร์ฟี เมอร์ฟีเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ พลางยื่นมือไปพยุงนางขึ้นและเอ่ยว่า:
"คนรับใช้ของข้าก็เป็นแบบนี้แหละ เสียมารยาท ป่าเถื่อน แต่ก็มีน้ำใจ ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งโกรธเลย ท่านควรพักผ่อน... หือ
สลบไปซะแล้ว ช่างเป็นคุณหนูที่เปราะบางจริงๆ
หนิวหนิว ยอดนักรบของข้า มานี่!
ตอนนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัศวินประจำตัวของคุณหนู!
แบกนางซะ
พวกเราจะไปดูข้างหน้ากันหน่อย"