เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: ตราบใดที่ความพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน ข้าจะพยายามให้สุดๆเลยคอยดู!

บทที่ 16: ตราบใดที่ความพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน ข้าจะพยายามให้สุดๆเลยคอยดู!

บทที่ 16: ตราบใดที่ความพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน ข้าจะพยายามให้สุดๆเลยคอยดู!


บทที่ 16: ตราบใดที่ความพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน ข้าจะพยายามให้สุดๆเลยคอยดู! 

 

ภายใต้แสงจันทร์นวลตาแห่งรัตติกาล เมอร์ฟีเบิกตาโพลง

เขาจ้องมองแถบพรสวรรค์แรกที่ปรากฏขึ้นบนการ์ดตัวละคร พร้อมข้อความแจ้งเตือนการเปลี่ยนอาชีพที่เพิ่มเข้ามา หลังจากตะลึงค้างไปร่วมห้าวินาที ความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่งก็ระเบิดขึ้นในใจ

เอาล่ะสิ! เมื่อกี้ข้ายังเพิ่งบ่นเรื่องพรสวรรค์ห่วยแตกอยู่เลย พริบตาเดียวกลับมอบเซอร์ไพรส์ให้ข้าเสียอย่างนั้น!

ที่แท้แก่นแท้ที่แท้จริงของระบบ EXP และการอัปเกรดเทมเพลต คือการเลียนแบบและเรียนรู้ที่เกิดจากการสรุปประสบการณ์อย่างนั้นรึ?

"ยืนยันเปลี่ยนอาชีพ!"

เมอร์ฟีตัดสินใจทันที อาชีพบนการ์ดตัวละครจาก "แร้งโลหิตฝึกหัด" จึงถูกเปลี่ยนเป็น "นักดาบแร้งโลหิต" ตามด้วยข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมารัว ๆ:


【เปลี่ยนอาชีพเป็นนักดาบแร้งโลหิตสำเร็จ!

【โบนัสคุณลักษณะอาชีพ】: ขีดจำกัดความเชี่ยวชาญวิชาดาบแร้งโลหิตเพิ่มจาก "เชี่ยวชาญ" เป็น "ปรมาจารย์", เพิ่มพลังโจมตีเมื่อใช้วิชาดาบแร้งโลหิตในการต่อสู้ (โบนัสความเสียหายนี้ขึ้นอยู่กับระดับความเชี่ยวชาญวิชาดาบ)

【เพิ่มพรสวรรค์ใหม่ · พายุคลั่ง】 : ทุกครั้งที่โจมตีต่อเนื่องสำเร็จในระยะประชิดจะเพิ่มความเร็วโจมตี จนกว่าจะถึงขีดจำกัดที่ร่างกายรับไหว หากการโจมตีต่อเนื่องขาดช่วง โบนัสความเร็วจะหายไป

【เพิ่มพรสวรรค์ใหม่ · ปฏิกิริยาสายฟ้า】 : ทุกครั้งที่ทำการปัดป้อง ระยะประชิด จะสามารถทำการโจมตีสวนกลับ  ได้ทันที อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นตามความเชี่ยวชาญวิชาดาบ

【เพิ่มพรสวรรค์ใหม่ · นักดาบรัตติกาล】 : ทักษะย่างก้าวภูตพรายอันเป็นเอกลักษณ์ของนักดาบแวมไพร์ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและการหลบหลีกเมื่อต่อสู้ในยามค่ำคืน

【อัปเดตข้อมูลอาชีพเสร็จสิ้น】: ปัจจุบันอาชีพหลักคือ นักดาบแร้งโลหิต เลเวล 1 เมื่ออาชีพหลักหรืออาชีพรองอย่างใดอย่างหนึ่งถึงเลเวล 10 และเลเวลตัวละครถึง 10 จะเปิดใช้งาน บททดสอบแห่งพลัง · กายาเหล็กดำ


เมอร์ฟีอ่านข้อความที่เด้งขึ้นมาจนจบ

เขายังไม่ได้ลองทดสอบการเปลี่ยนแปลงของวิชาดาบในทันที แต่เขากลับฉุกคิดถึงอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา:

ถ้าหากวิชาดาบสามารถยกระดับได้ด้วยการอ่านบันทึกเทคนิค เช่นนั้นพรสวรรค์ทางพลังจิตที่เล่าลือกันว่าถูกกำหนดมาตายตัวตั้งแต่เกิด จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยวิธีการที่คล้ายกันนี้ได้หรือไม่?

เมอร์ฟีหรี่ตาลง เขาเก็บสมุดบันทึกวิชาดาบทันที แล้วหยิบสมุดบันทึกเทคนิคพลังจิตที่คุณหนูฟีมิสเขียนขึ้นมาแทน

เล่มนี้หนากว่าเล่มวิชาดาบมาก

จะเรียกว่าเป็นบันทึกสั้น ๆ ก็คงไม่ถูกนัก มันเหมือนกับสมุดจดบทเรียนยามที่คุณหนูเริ่มเรียนพลังจิตใหม่ ๆ เสียมากกว่า ดูคล้ายกับคัมภีร์เวทมนตร์ระดับต้นเล่มหนึ่งเลยทีเดียวเขาเปิดหน้าแรกขึ้นมา และในทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเวียนหัวกับโมเดลพลังจิตที่วาดไว้อย่างซับซ้อน

พลังเหนือธรรมชาติที่ลึกลับนี้ดูจะต่างจากวิชาดาบอย่างสิ้นเชิง การอ่านของพรรค์นี้ต้องใช้ทั้งความอดทนและสมองอย่างมาก ยังดีที่เมอร์ฟีไม่ใช่คนโง่และรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้สำคัญเพียงใด เขาจึงฝืนทนอ่านต่อไปอย่างใจเย็น

บทแรกของบันทึกบรรยายถึงเทคนิคพื้นฐานที่สุดอย่าง “บอลพลังจิต”อย่างละเอียด

เมอร์ฟีเองก็ใช้ท่านี้เป็น แต่คุณหนูมีอาจารย์ดีคอยสอนอย่างเห็นได้ชัด

เธออธิบายถึงรูปแบบการปลดปล่อยพลังจิตกระแทกถึง 7 รูปแบบที่แตกต่างกันตามคำสอนของอาจารย์ อ่านแล้วเมอร์ฟีถึงกับหลั่งเหงื่อด้วยความละอายใจ ที่ผ่านมาเวลาเขาใช้ทักษะนี้ เขามักจะตะครุบก้อนพลังจิตมืดแล้วปาใส่ศัตรูโต้ง ๆ ท่าทางเหมือนการ "เขวี้ยงก้อนอึ" ของลิงไม่มีผิด จนเขาอดจะดูถูกตัวเองไม่ได้ว่าช่างไร้ศิลปะสิ้นดี

แม็กซิมที่กำลังฝึกดาบอยู่ข้าง ๆ ตั้งใจจะเตือนท่านเมอร์ฟีว่าได้เวลาเดินทางกลับแล้ว

แต่เมื่อเห็นเมอร์ฟีกำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านตำราอย่างจริงจัง ทาสเลือดผู้ซื่อสัตย์ก็ไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ เขาเงียบเสียงลงแล้วกุมดาบเรเปียร์ฝึกฝนต่ออย่างเงียบ ๆ

แม้ตัวเขาจะเป็นชาวทรานเซียที่เกิดมาพร้อมความงมงายและกึ่งจะไร้การศึกษา แต่ขนาด "เจ้าสัตว์ประหลาด" อย่างเขายังรู้ดีว่าการอ่านหนังสือให้มากเข้าไว้ย่อมไม่มีข้อเสีย

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เมอร์ฟีที่เริ่มเวียนหัวจนทนไม่ไหวก็ปิดตำราลง เขานวดขมับพลางเหลือบมองการแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบนการ์ดตัวละครอีกครั้ง:


【จากการอ่านบันทึกพลังจิตบทที่ 1 ของ ฟีมิส เซซิเลีย เลเซนเบิร์ก ซ้ำไปซ้ำมา ความเชี่ยวชาญทักษะ พลังจิตกระแทก เพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันอยู่ในระดับ: "ช่ำชอง"

【คำเตือน!】เนื่องจากผู้เขียนมีความเข้าใจทักษะนี้อยู่ที่ระดับ "เชี่ยวชาญ" การอ่านและฝึกฝนจึงพัฒนาได้สูงสุดที่ระดับ "เชี่ยวชาญ" เท่านั้น

【เรียนรู้ทักษะใหม่ · สาขาย่อยของเทคนิคพลังจิตอิม : ศรทมิฬ , โล่พลังจิต , พันธนาการ, กระชาก , คลื่นกระแทก, ระเบิดพลังงาน, ลมกรรโชก】

(ทักษะย่อยเหล่านี้เป็นส่วนขยายของทักษะหลัก ระดับความเชี่ยวชาญจะเพิ่มขึ้นตามทักษะหลัก)

【เนื่องจากเทคนิคพลังจิตถึงระดับ "ช่ำชอง", อาชีพรอง "ว่างเปล่า" สามารถเปลี่ยนอาชีพเป็น "นักพลังจิตฝึกหัด" ได้ , ยืนยันการเปลี่ยนอาชีพหรือไม่?】


"คราวนี้แหละ เท่ระเบิด!"

ข้อความแจ้งเตือนรัว ๆ นี้ทำให้เมอร์ฟีกำหมัดแน่น

ความอัดอั้นเรื่องพรสวรรค์ห่วยแตกก่อนหน้านี้หายวับไปเป็นปลิดทิ้ง

พูดตรง ๆ เมอร์ฟีไม่ได้รังเกียจการข้ามมิติหรอก สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือพรสวรรค์ที่ถูกล็อคตายจนทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่าต่างหาก

แต่ตอนนี้ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าในโลกต่างมิติแห่งนี้ ทุกอย่างที่เขาทุ่มเทลงไปจะถูกเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ความกังวลเรื่องอนาคตจางหายไปอีกขั้น

เฮอะ ในโลกที่แค่พยายามก็เก่งขึ้นได้เนี่ย จะให้ข้ามานั่งเกียจคร้านอยู่รึ?

ฝันไปเถอะ! ข้าจะพยามยามให้ให้สุดๆเลยคอยดู!

"ยืนยัน!"

เมอร์ฟีสูดลมหายใจลึก เช่นเดียวกับเมื่อครู่ ในวินาทีที่อาชีพรองเปลี่ยนสำเร็จ ข้อความแจ้งเตือนชุดใหญ่ก็เด้งตามมา:


【เปลี่ยนอาชีพเป็น "นักพลังจิตฝึกหัด" สำเร็จ!】

【โบนัสคุณลักษณะอาชีพ】: การรับรู้พลังจิตเพิ่มขึ้น, อัตราการใช้พลังจิตมืดมีประสิทธิภาพมากขึ้น, ความเร็วในการฟื้นฟูพลังจิตเพิ่มขึ้น

【เพิ่มพรสวรรค์ใหม่ · การควบคุมพลังจิตมืด】: พลังทำลายเมื่อใช้เทคนิคพลังจิตมืดเพิ่มขึ้น, ระยะเวลาของผลต่อเนื่องนานขึ้น, การโจมตีด้วยพลังจิตทั้งหมดจะแฝงผลการโจมตีทางจิตใจระดับอ่อนใส่ศัตรู

【เพิ่มพรสวรรค์ใหม่ · พลังจิตสะท้อน】: ความต้านทานพลังจิตมืดเพิ่มขึ้น, ความต้านทานพลังจิตแสงอาทิตย์ลดลง

【เพิ่มพรสวรรค์ใหม่ · โลหิตวิญญาณ】: พรสวรรค์เฉพาะของแวมไพร์ สามารถดูดซับเลือดสิ่งมีชีวิตเพื่อฟื้นฟูพลังจิตอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขีดจำกัดพลังจิตรวมถึงพลังทำลายชั่วคราว

【อัปเดตข้อมูลอาชีพเสร็จสิ้น】: ปัจจุบันอาชีพรองคือ นักพลังจิตฝึกหัด เลเวล 1


"เยี่ยมมาก!"

เมอร์ฟีมองดูการ์ดอาชีพตัวละครที่เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้แล้วยิ้มกว้าง เขาเก็บตำราพลังจิตลงในกระเป๋าที่ไถมาจากคุณหนู ก่อนจะชักดาบเรเปียร์สีแดงฉานออกมากวักมือเรียกข้ารับใช้

เขามองพระจันทร์เหนือศีรษะพลางขอบคุณของขวัญจากพระแม่แห่งรัตติกาลในใจ จากนั้นก็บิดคอคลายเส้นแล้วเอ่ยกับแม็กซิมว่า:

"เรามีเวลาแค่สามวัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือข้า ต้องทุ่มสุดตัวเพื่อเก่งขึ้นให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราคงได้ไปตายในภารกิจส่งตัวไปตายที่คุณหนูใจดำนั่นวางไว้แน่

เราต้องรอดนะ แม็กซิม!

เราต้องรอดไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม!

เราต้องกลับไปที่เมืองแคดแมนด้วยกันอย่างมีชีวิต!

เราจะลืมตาอ้าปากด้วยไปกัน!

สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และทำแผนการใหญ่ของเราให้สำเร็จ!"

คำพูดนี้ทำให้ทาสเลือดที่กระหายการลืมตาอ้าปากกำหมัดแน่น

เขาพยักหน้าอย่างแรง ก่อนจะพุ่งดาบเรเปียร์เข้าใส่ท่านเมอร์ฟีทันที

แน่นอนว่าเขายังเผื่อใจไว้สำหรับวิชาดาบห่วย ๆ ของเจ้านาย จึงตั้งใจลดความเร็วในการโจมตีลงเล็กน้อยทว่าในวินาทีที่คมดาบฟาดฟันมา เมอร์ฟีกลับเอี้ยวหัวหลบได้อย่างงดงาม ก่อนจะหมุนข้อมือแทงสวนกลับไปอย่างแม่นยำ ปลายดาบที่สั่นระริกด้วยความเร็วสูงหยุดกึกอยู่ที่ลำคอของแม็กซิมพอดี

ดาบสวนกลับที่แสนประณีตนี้ทำให้เขาถึงกับอึ้งค้างอยู่กับที่

จากนั้นเขาก็เห็นเจ้านายของตนเล่นบอลพลังจิตที่เต้นระบำในมือ พร้อมส่งยิ้มอย่างมีเล่ห์นัยมาให้

เมอร์ฟีเอ่ยว่า:

"เมื่อกี้ข้าแค่ยอมให้หน่อยเดียว เจ้าก็คิดว่าตัวเองเก่งแล้วรึ?

แม็กซิม อย่าออมมือ และอย่าดูถูกเจ้านายของเจ้าเชียวล่ะ!"


สามชั่วโมงต่อมา ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของวันมาถึง ซึ่งหมายความว่ารุ่งสางกำลังใกล้เข้ามา

เมอร์ฟีที่ปวดแขนจนแทบขาดและพลังจิตในร่างเหือดแห้งจนหมดเกลี้ยงรู้สึกเหมือนถูกสูบวิญญาณ เขาลากสังขารที่อ่อนล้ากลับมาที่กองไฟส่วนแม็กซิมที่อยู่ข้างหลังซึ่งถูกซ้อมจนสะบักสะบอมยิ่งเดินลำบากเข้าไปใหญ่

ก็นะ เขาใส่เกราะโซ่ถักที่ป้องกันดีแต่หนักอึ้ง แถมไม่มีร่างกายแวมไพร์ที่ฟื้นฟูเร็วเหมือนเมอร์ฟี ตอนนี้เขาแค่อยากจะล้มตัวลงนอนลูกเดียว

แต่ในใจของเมอร์ฟีกลับเต็มไปด้วยความสุข

เพราะการฝึกหนักตลอดสามชั่วโมงทำให้เลเวลนักดาบของเขาขึ้นเป็นเลเวล 2 สิ่งนี้พิสูจน์แล้วว่าการฆ่ามอนสเตอร์ไม่ใช่ทางเดียวที่จะอัปเลเวลได้ และอาจจะไม่ใช่วิธีหลักด้วยซ้ำ

มิเรียมนั่งกอดเข่าขยี้ตาอยู่ข้างกองไฟคืนนี้เธอนอนไม่หลับเลยแม้แต่นิดเดียว เรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับแวมไพร์ที่เคยฟังมาตั้งแต่เด็กฉายวนอยู่ในหัวเป็นฉาก ๆ จนตอนนี้เธอหาววอดไม่หยุด

"รถม้านี่มาจากไหนน่ะ?"

เมอร์ฟีมองเห็นรถม้าสีดำสนิทคันหนึ่งจอดอยู่ข้างกองไฟ มันไม่ใช่รถม้าที่หรูหรานัก ดูเหมือนรถสี่ล้อที่พวกพ่อค้าใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป แต่มันกว้างและมิดชิดดี ด้านหน้ามีม้าแก่ตัวหนึ่งกำลังเคี้ยวหญ้าอยู่

"พวกคนรับใช้มนุษย์ของคุณหนูเอามาร่วมขบวนด้วยตอนที่มาสมทบกันน่ะ แล้วก็มีป้าแก่อีกคนที่เป็นคนดูแลคุณหนูมาแจ้งข้าเมื่อกี้"

มิเรียมหาวพลางตอบ:

"เลดี้อเดลบอกว่าพอฟ้าสางก็จะเริ่มออกเดินทางทันที ต้องไปถึงจุดซุ่มโจมตีภายในสามวัน แต่ดูเหมือนป้าคนนั้นจะไม่ได้เตรียมโลงศพไว้ให้เจ้านะ ข้าว่าแกจงใจชัด ๆดูแวมไพร์คนอื่นสิ มีโลงศพประณีตให้นอนกันทุกคน มีแต่เจ้านี่แหละที่ไม่มี

เจ้านี่มันน่าเวทนาจริง ๆ นะเมอร์ฟี

ฐานะของเจ้าในตระกูลแวมไพร์นี่มันช่างกระอักกระอ่วน เหมือนพวกเด็กมหาลัยปีหนึ่งที่โดนบูลลี่และโดนแบนจากเพื่อนร่วมรุ่นยังไงยังงั้น"

เมอร์ฟีไม่ได้สนใจคำถากถางนั้น เขาสำรวจรถม้าก่อนจะหันไปถามมิเรียม:

"จากนี้ไป แม็กซิมกับข้าต้องเร่งฝึกฝนกำลัง เจ้าขับรถม้าเป็นไหม?"

"เป็นสิ ข้าโตมาในหมู่บ้านนะ ถึงจะเป็นลูกนอกสมรสของหัวหน้าหมู่บ้านแต่ข้าก็ไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบคุณหนู แม่ของข้าเคยเป็นพ่อค้าเร่ที่เก่งมากนะ ตอนสาว ๆ ท่านเคยไปถึงเกาะกรีนนีและนอร์ทวินด์ฟอร์ต เชียวละ เสียดายแค่สายตาในการเลือกผู้ชายห่วยไปหน่อย"

มิเรียมชูหมัดตอบอย่างมั่นใจ เมอร์ฟีพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า:

"งั้นจากนี้ไปฝากด้วยล่ะ ถ้าเรื่องเฮงซวยนี้จบลง ข้าจะปล่อยเจ้าไป ถ้าเจ้าต้องการ ข้าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้เป็นค่าเล่าเรียนเพื่อไปศึกษาต่อด้วย"

"แวมไพร์มีใจดีขนาดนี้ด้วยเหรอ?"

มิเรียมมองเมอร์ฟีด้วยความสงสัย เธอระแวงว่าเขากำลังขายฝันให้เธออยู่หรือเปล่า แต่เมอร์ฟีเลิกสนใจเธอแล้ว

"ท่านครับ มีคนมาเพิ่มอีกแล้ว!"

แม็กซิมเอ่ยเตือน เมอร์ฟีจึงหันไปมอง

ท่ามกลางรัตติกาลเบื้องหลัง แสงสีเลือดวาวโรจน์กำลังพุ่งตรงมาแต่ไกล เหมือนดาวตกสีแดงฉานยามค่ำคืน เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ เมอร์ฟีจึงเห็นว่าเป็นเหล่านักล่าราตรีแวมไพร์ที่กำลังโผบินอยู่ในความมืด

พวกเขาสยายปีกค้างคาวสีแดงเข้มเหมือนแร้งล่าเหยื่อร่อนลงมาจากฟ้า ผ้าคลุมสีแดงเพลิงโบกสะบัดอย่างสง่างามและดูเท่ระเบิดขณะลงจอดข้างหน่วยแวมไพร์ก่อนหน้านี้ ก่อนจะค้อมตัวคำนับคุณหนูฟีมิสด้วยท่าทางที่สง่างามและจอมปลอม เหมือนกลุ่มขุนนางยามวิกาลที่มาเข้าร่วมงานปาร์ตี้

ตอนนี้มีแวมไพร์ระดับชั้นยอดมารวมตัวกันมากกว่าสามสิบตนแล้ว แต่นี่เป็นเพียงระลอกแรกที่มาสมทบ ดูเหมือนคุณหนูฟีมิสจะตั้งใจทำ "เรื่องใหญ่" จริง ๆ

ส่วนไอ้ปีกที่ดูเท่พวกนั้น...

นั่นคือสัญลักษณ์ของตระกูลแร้งโลหิต!

ตระกูลแวมไพร์หลักทั้งเจ็ดต่างมีพลังลับเฉพาะตัว แม้แวมไพร์ตระกูลอื่นจะมีปีกที่ประณีตแต่ก็สั้นจุ๊ดจู๋เหมือนเครื่องประดับ ในสายตาของพวกแร้งโลหิตที่เย่อหยิ่ง ปีกของพวกอื่นนั่นมันเรียกว่า "การร่อน" หรือไม่ก็แค่ "ไก่ป่าตะเกียกตะกาย" ที่น่าสมเพชเท่านั้น!

มีเพียงปีกค้างคาวที่กว้างและทรงพลังของตระกูลแร้งโลหิตเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าผู้ครอบครองท้องฟ้าที่แท้จริง

"เท่ชะมัด"

เมอร์ฟีรู้สึกอิจฉาขึ้นมานิด ๆ

แม้เขาจะเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของตระกูลแร้งโลหิต แต่เพราะฝีมือยังกากเกินไปจึงยังไม่ถึงระดับที่จะสร้างปีกโลหิตได้ ทรีซเคยเล่าให้ฟังว่าการจะสร้างปีกโลหิตได้นั้น อย่างน้อยต้องบรรลุระดับ "กายาเหล็กดำ" เสียก่อน ตอนนี้เขายังเป็นเพียงอาชีพฝึกหัดที่อ่อนแอ ยังห่างไกลจากอาณาจักรนั้นอยู่บ้าง

ทว่าเขากวาดสายตามองแถบ EXP ที่ปลดล็อกบนการ์ดตัวละครแล้วแค่นเสียงในใจ มีเจ้านี่อยู่ในมือ เรื่องที่จะมีปีกเทพ ๆ มันก็แค่ปัญหาของเวลาเท่านั้นแหละเขาปีนขึ้นรถม้ากะจะนอนสักงีบก่อนฟ้าสาง แต่พอเข้าไปนั่งกลับเห็นมิเรียมเดินตามมาพิงอยู่ท้ายรถ

"เจ้านี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ นะ หลอกไอ้แม็กซิมที่จงรักภักดีแบบบอดหนวกนั่นจนหัวหมุน ยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แถมยังเต็มใจไปเสี่ยงตายแทนเจ้าอีก"

มิเรียมกระซิบเสียงต่ำ:

"แวมไพร์ทุกคนกลัวตายเหมือนเจ้าหรือเปล่า? เมอร์ฟี สิ่งที่ข้าเห็นมันไม่เหมือนกับที่ข้าอ่านในหนังสือเลยนะ"

"นี่เขาเรียกว่าสติปัญญา"

เมอร์ฟีเหลือบมองสาวเจ้าเล่ห์คนนี้แล้วพูดเสียงเรียบ:

"และอีกอย่าง เจ้าควรจะใส่ผ้าคลุมรัตติกาลที่ข้าให้ไปซะ นี่ไม่ใช่คำแนะนำนะ"

"ทำไมล่ะ?"

มิเรียมแค่นเสียง:

"ข้าไม่ใช่ทาสเลือดของเจ้านะ ข้าแค่เกลียดพวกนักล่าแม่มดถึงได้ยอมร่วมมือกับเจ้าเท่านั้นเอง"

"ข้าทนกับความเสียมารยาทของเจ้าได้ มิเรียม เพราะข้าเห็นประกายของสติปัญญาและความเจ้าเล่ห์ในตัวเจ้า"

เมอร์ฟีชี้ไปทางเหล่าแวมไพร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและกำลังกระซิบกระซาบกัน เขาขยิบตาสีแดงวาวโรจน์ในความมืดพลางบอกเธอว่า:

"แต่พรรคพวกของข้าอาจจะไม่ได้มีสายตาแบบนั้นนะ"

"เจ้าอาจจะไม่รู้ แต่ช่วงหลายสิบปีมานี้ในเมืองแคดแมนมีข่าวลือว่า เลือดของหญิงพรหมจรรย์ที่ฉลาดเฉลียวน่ะมักจะรสชาติกลมกล่อมและน่าน่าลิ้มลองมากกว่าปกติ"

"เจ้าลองเดาสิ ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเจ้าไม่ใช่ทาสเลือดของข้า เจ้าจะมีชีวิตรอดในคืนนี้ได้นานแค่ไหน?"

เมอร์ฟีลูบคางพลางลากเสียงยาว:

"ชั่วโมงเดียว? สามชั่วโมง?

เอาเถอะ ข้าจะเชื่อมั่นในตัวเจ้าหน่อย ข้าพนันว่าห้าชั่วโมง!

หลังจากนั้นเจ้าก็จะกลายเป็น 'มื้อดึก' ให้พวกแวมไพร์ใช้แก้เบื่อ หรือเผลอ ๆ อาจจะมีแวมไพร์โรคจิตบางตัวที่ถูกเหยียดหยามว่าชอบสมสู่กับ 'สัตว์เลี้ยง' มาสนใจในความอ่อนเยาว์ของเจ้าเข้า"

"แต่ก็นับเป็นเรื่องดีนะ นั่นหมายความว่าเจ้าจะได้มี 'เจ้านายใหม่'"

"เอาแบบนี้ไหม ข้าพนันกับเจ้าหนึ่งเหรียญทองเลย!

เฮ้ แม็กซิม สนใจเล่นด้วยไหม?"

ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ได้ยินเสียงก็หันมาฉีกยิ้ม ล้วงเหรียญทองเปื้อนเลือดออกมาจากกระเป๋าแล้วเอ่ยว่า:

"ท่านครับ ข้าสนใจแน่นอน เรื่องแบบนี้ข้าเห็นมาเยอะแล้ว ข้าพนันว่ายัยหนูที่เสียมารยาทคนนี้จะมีชีวิตรอดไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ!"

การรับส่งบทสนทนานี้ทำให้มิเรียมหน้าซีดเผือด

เธอตั้งใจจะเถียงว่าเมอร์ฟีแค่ขู่เธอเล่น

แต่พอมองข้ามรถม้าออกไปในความมืดที่ไกลกว่านั้น เธอเห็นนัยน์ตาสีแดงฉานวาวโรจน์นับสิบคู่เต้นระบำอยู่ใต้แสงจันทร์ นั่นคือสายตาของแวมไพร์เหล่านั้นที่จ้องมองมาที่เธอ

ทุกคู่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและความกระหาย

แม้เธอจะเคยอ่านหนังสือ "ประวัติศาสตร์ลี้ลับของแวมไพร์" ที่เขียนโดยสมาคมนักสำรวจชาร์ลโดในห้องสมุด หรือเคยได้ยินตำนานแปลกประหลาดเกี่ยวกับขุนนางยามวิกาลในบ้านเกิดมาบ้าง

แต่ต่อเมื่อได้มาสัมผัสกับตัวตนเหนือธรรมชาติที่ถูกสร้างจากความมืดเหล่านี้จริง ๆ เธอถึงได้เข้าใจว่าผู้เขียนเหล่านั้นต้องเผชิญกับความหวาดกลัวเพียงใดถึงได้เขียนคำเตือนเหล่านั้นออกมา

ความจริงแล้ว เธอเองก็รู้ตัวดีว่าที่เธอเดินมาหาเรื่องคุยกับเมอร์ฟี ก็เพราะเธอสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายที่อบอวลอยู่ในความมืดนั่นแหละเธอรู้ชัดแจ้งว่าในสถานการณ์ตอนนี้ มีเพียงเมอร์ฟีเท่านั้นที่คุ้มครองเธอได้

ดังนั้น ภายใต้สายตาของเมอร์ฟี มิเรียมจึงรับผ้าคลุมรัตติกาลที่แม็กซิมส่งให้มาห่มกายไว้แน่นโดยไม่ปริปากสักคำการกระทำนี้ทำให้นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยเจตนาร้ายในความมืดค่อย ๆ หายไปทีละคู่แม้เมอร์ฟีจะเป็นมือใหม่ แต่ตระกูลแร้งโลหิตนั้นทำงานตามกฎเกณฑ์!

ตราบใดที่เจ้านายของทาสเลือดคนนั้นยังไม่ตายหรือยังไม่ทอดทิ้งพวกเขา แวมไพร์ตนอื่นก็ไม่อาจยื่นมือมายุ่งส่งเดชได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง เมอร์ฟีหัวเราะออกมาอย่างพอใจเขายื่นมือไปตบหัวเล็ก ๆ ที่กำลังสั่นเทาตรงหน้าเบา ๆ แล้วกระซิบข้างหูว่า:

"ตอนนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว นอนเถอะ พวกเขาไม่มารบกวนเจ้าแล้วล่ะ"

จบบทที่ บทที่ 16: ตราบใดที่ความพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน ข้าจะพยายามให้สุดๆเลยคอยดู!

คัดลอกลิงก์แล้ว