เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - วิญญาณจารย์ที่ไม่สู้กันในโรงเรียนไม่ใช่หน้าใหม่ที่ดี

บทที่ 23 - วิญญาณจารย์ที่ไม่สู้กันในโรงเรียนไม่ใช่หน้าใหม่ที่ดี

บทที่ 23 - วิญญาณจารย์ที่ไม่สู้กันในโรงเรียนไม่ใช่หน้าใหม่ที่ดี


บทที่ 23 - วิญญาณจารย์ที่ไม่สู้กันในโรงเรียนไม่ใช่หน้าใหม่ที่ดี

เพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนของเสวี่ยถงนั้นมีลำดับพลังวิญญาณในห้องเรียนอยู่ติดๆ กับเขา ทั้งหมดต่างเป็นวิญญาณจารย์ที่มีเลเวลเกินสิบห้าขึ้นไป

ด้วยความเป็นเด็ก พวกเขาจึงสนิทกันง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพียงแค่มาถึงหอพักและจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ พวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันอย่างถูกคอแล้ว

"เสวี่ยเสี่ยวยู ทำไมเจ้าถึงฝึกฝนได้เร็วขนาดนี้ล่ะ อายุน้อยกว่าข้าตั้งสองปี แต่เลเวลสูงกว่าข้าตั้งหกเจ็ดระดับแน่ะ" เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางคนหนึ่งถามขึ้น

"เอ่อ... อาจจะเป็นเพราะพันธุกรรมของพ่อแม่ข้าดีล่ะมั้ง ข้ามีวงแหวนแรกตั้งแต่อายุหกขวบน่ะ" เสวี่ยถงตอบด้วยรอยยิ้ม

"พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด?!" อีกสามคนอ้าปากค้าง ตะโกนออกมาพร้อมกัน

"ไม่ใช่ๆ พลังวิญญาณแต่กำเนิดแค่เลเวลเก้าเอง" เสวี่ยถงทอดถอนใจ

"แค่?! พลังวิญญาณแต่กำเนิดของข้ามีแค่สามเองนะ"

"ของข้าก็สาม"

"ข้าสี่"

"เฮ้อ... แข่งอะไรแข่งได้ แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้จริงๆ" ทั้งสามคนประสานเสียงถอนหายใจออกมาพร้อมกันอีกครั้ง

...

วันต่อมาคือพิธีปฐมนิเทศของนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง หลังจากสุนทรพจน์อันยาวเหยียดและน่าเบื่อหน่ายของผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหลินเจียอี้สิ้นสุดลง การเรียนการสอนของนักเรียนใหม่ปีหนึ่งก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ภายในห้องเรียนปีหนึ่งห้องหนึ่ง อาจารย์ประจำชั้นเหลิ่งชิงถงยืนอยู่บนโพเดียม สายตาอันเย็นชาของนางกวาดมองไปทั่วห้องเรียน ทุกคนในห้องที่สบตาอันเย็นเยียบของนางต่างพากันก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ทว่าเมื่อนางมองมาที่เสวี่ยถง เสวี่ยถงนอกจากจะไม่ก้มหน้าแล้ว ยังคงรักษาพอยิ้มเดิมไว้ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เหลิ่งชิงถงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย มิน่าล่ะเขายังไม่ถึงสิบปีก็ทะลวงเข้าสู่ระดับมหาวิญญาณจารย์ได้ ย่อมไม่เหมือนกับคนทั่วไปจริงๆ

"นักเรียนทุกคน วันนี้คือบทเรียนแรก ข้าขอถามพวกเจ้าว่า ศัสตราวิญญาณคืออะไร? ใครอยากจะบอกความเห็นของตนเองบ้าง?" เหลิ่งชิงถงเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย

"อาจารย์ครับ ศัสตราวิญญาณคืออาวุธของวิศวกรวิญญาณและวิญญาณจารย์ครับ!" เสวี่ยถงเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นตอบ

"อืม นั่งลง มีใครมีความเห็นที่แตกต่างไปจากนี้ไหม?" เหลิ่งชิงถงไม่ได้ให้คะแนนหรือวิจารณ์คำตอบของเสวี่ยถง

...

"ไม่มีหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกพวกเจ้าว่า มุมมองที่ว่าศัสตราวิญญาณคืออาวุธของวิศวกรวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ผิด! หากจะพูดให้ถูกต้อง ความคิดนี้ถือว่าคับแคบอย่างยิ่ง! เพราะศัสตราวิญญาณไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้อาชีพวิศวกรวิญญาณเพียงอย่างเดียว หากพูดถึงการต่อสู้ วิศวกรวิญญาณระดับท็อปอาจจะสู้กับวิญญาณจารย์ระดับท็อปไม่ได้ แต่ศัสตราวิญญาณไม่ได้เกิดมาเพื่อการต่อสู้เพียงอย่างเดียว มันคือแนวโน้มของการพัฒนาในยุคสมัยของแผ่นดินโต้วหลัว และวิศวกรวิญญาณก็ไม่ได้มีเพียงสายต่อสู้เท่านั้น แต่ยังมีสายวิจัย สายผลิต และอื่นๆ นอกจากนี้ศัสตราวิญญาณยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท ทั้งประเภทต่อสู้ ประเภทใช้ในชีวิตประจำวัน ประเภทการทหาร และประเภทอื่นๆ ในการเรียนชั้นปีหนึ่งของเรา จุดเน้นคือการเรียนรู้แนวคิดพื้นฐานของศัสตราวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นศัสตราวิญญาณชนิดใด ขอเพียงเจ้าผลิตขึ้นมาสำเร็จได้ชิ้นหนึ่ง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการเป็นวิศวกรวิญญาณระดับหนึ่ง เมื่อนั้นเจ้าก็จะสามารถเลื่อนชั้นไปเป็นนักเรียนปีสองได้ทันที จงจำไว้! ศัสตราวิญญาณไม่ได้มีไว้เพื่อวิศวกรวิญญาณเท่านั้น! แต่มันมีไว้เพื่อมนุษยชาติทุกคน! เมื่อใดที่สามัญชนผู้ไม่มีพลังวิญญาณสามารถใช้ศัสตราวิญญาณได้ เมื่อนั้นแหละคือยุคสมัยที่แท้จริงของศัสตราวิญญาณ และนี่คือความคาดหวังสูงสุดของสถาบันและจักรวรรดิของเรา! ข้าและอาจารย์ทุกคนในสถาบันต่างก็กำลังพยายามเพื่อเป้าหมายนี้! ข้าเองก็ไม่รู้ว่าในชั่วชีวิตนี้จะได้เห็นภาพนั้นหรือไม่ แต่ไม่ว่าก้าวนี้จะยากลำบากเพียงใด ข้าและวิศวกรวิญญาณทุกคนของจักรวรรดิสุริยันจันทราจะก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ..." เหลิ่งชิงถงยืนพูดคุยบนเวทีอย่างฉะฉาน

ศัสตราวิญญาณมีไว้เพื่อมนุษยชาติทุกคนงั้นหรือ? มันไม่ใช่แค่อาวุธของวิญญาณจารย์หรอกหรือ? หรือว่าข้าจะเข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้น? ในยามนี้เสวี่ยถงเกิดความคิดขึ้นมากมายไม่สิ้นสุด พลังวิญญาณคือแหล่งพลังงานขับเคลื่อนของศัสตราวิญญาณ แต่พลังวิญญาณต้องได้มาจากการทำสมาธิฝึกฝนของวิญญาณจารย์เท่านั้น ในเมื่อเป้าหมายสูงสุดของศัสตราวิญญาณคือการให้สามัญชนที่ไม่มีพลังวิญญาณใช้งานได้ เช่นนั้นก็ต้องมีพลังงานอย่างอื่นมาแทนที่พลังวิญญาณ หรือไม่การได้มาของพลังวิญญาณก็ต้องไม่ใช่แค่การทำสมาธิ จากความทรงจำในชาติก่อน ปัจจุบันจักรวรรดิสุริยันจันทราควรจะมีอุปกรณ์กักเก็บพลังวิญญาณที่เรียกว่า 'ขวดนม' แล้ว

การปรากฏขึ้นของขวดนมช่วยให้สามัญชนใช้ศัสตราวิญญาณได้จริง แต่การเติมพลังให้ขวดนมก็ยังหนีไม่พ้นการพึ่งพาวิญญาณจารย์อยู่ดี จำนวนวิญญาณจารย์นั้นมีน้อยมาก ย่อมส่งผลให้ขวดนมเก้าในสิบส่วนยังคงเป็นสิ่งที่วิญญาณจารย์เท่านั้นที่จะได้ใช้ เมื่อเป็นเช่นนี้ขวดนมก็ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นยาฟื้นฟูพลังในเกมเหมือนในชาติก่อนของเขาเท่านั้น สิ่งที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีในชาติก่อนได้มากที่สุดคือ การที่มนุษย์เชี่ยวชาญการกักเก็บและวิธีการใช้พลังงานไฟฟ้านั่นเอง

ในความเป็นจริง พลังงานไฟฟ้าและพลังวิญญาณต่างก็เป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงาน ในโลกโต้วหลัวพลังวิญญาณคือสิ่งที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ และในชาติก่อน ร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์ก็มีกระแสไฟฟ้าชีวภาพอยู่เช่นกัน เพียงแต่สิ่งมีชีวิตกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ไม่สามารถเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าในร่างกายให้เป็นพลังงานที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ มีเพียงปลาไหลไฟฟ้าและสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีวิธีการเช่นนั้น หากพลังงานไฟฟ้าและพลังวิญญาณเป็นเพียงพลังสองชนิดที่เกิดขึ้นภายใต้กฎของโลกที่ต่างกัน เช่นนั้นมีความเป็นไปได้ไหมที่ในเงื่อนไขบางอย่าง พวกมันจะมีหลักการที่สอดคล้องกัน?

โลกโต้วหลัวความจริงก็ใช่ว่าจะไม่มีพลังงานไฟฟ้า อย่างเช่นสายฟ้า หรือวิญญาณจารย์บางคนที่มีธาตุสายฟ้า พวกเขาสามารถเปลี่ยนพลังวิญญาณให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อปล่อยออกมาได้ ดูจากตรงนี้แล้ว พลังงานไฟฟ้าและพลังวิญญาณก็เป็นเพียงพลังงานชนิดหนึ่งเหมือนกัน หรือแม้แต่ในเงื่อนไขบางประการก็อาจจะสามารถแปลงค่าสลับไปมากันได้

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสวี่ยถงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดที่น่าหวาดกลัวอย่างหนึ่งขึ้นมา...

กริ๊งงงงง~~~

ทันใดนั้นเสียงกริ่งเลิกเรียนก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของเสวี่ยถง

"ไปเถอะ เสวี่ยเสี่ยวยู ยังมัวใจลอยอะไรอยู่ ไปกินข้าวกันได้แล้ว" เพื่อนร่วมห้องที่ชื่อหวังเทาตบไหล่เสวี่ยถงเบาๆ

"อ้อๆ ได้สิ" เสวี่ยถงรีบตอบรับ ทั้งสองคนกอดคอกันเดินมุ่งหน้าไปยังห้องอาหารของโรงเรียน

...

สถาบันวิศวกรรมวิญญาณหลวงสุริยันจันทรามีพื้นที่กว้างขวางเท่ากับเมืองขนาดกลางเมืองหนึ่ง ดังนั้นห้องอาหารภายในสถาบันจึงมีอยู่หลายแห่ง รวมทั้งหมดห้าแห่งซึ่งตั้งอยู่ตามทิศตะวันออก ตก เหนือ ใต้ และตรงกลาง เนื่องจากอาคารเรียนของปีหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ดังนั้นที่ที่พวกเสวี่ยถงกำลังจะไปก็คือห้องอาหารทิศตะวันออก

"หลินหนาน เจ้ากินเสร็จเร็วขนาดนี้เลยหรือ??" เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องอาหาร เสวี่ยถงและหวังเทาก็เห็นหลินหนานและไบรอันที่อยู่ห้องพักเดียวกันเดินออกมาพอดี

เมื่อเห็นเสวี่ยถงและหวังเทา หลินหนานก็ดูเหมือนจะพยายามปกปิดอะไรบางอย่าง เขาเอาแต่ดึงชายเสื้อแล้วลนลานพูดว่า "อ้อ ข้าไม่หิวหรอก เข้าไปดูแล้วไม่มีอะไรอยากกิน ก็เลยไม่กินดีกว่า"

หวังเทามองดูหลินหนานด้วยความสงสัย พลางชี้ไปที่รอยเท้าบนก้นของเขาแล้วถามว่า "รอยเท้านี้มาจากไหน? เจ้าถูกใครตีมาหรือเปล่า?"

"เอ่อ... คือ..." เมื่อถูกตีมาก็ย่อมไม่อยากให้ใครรู้ หลินหนานรู้สึกละอายใจจนไม่รู้จะพูดอะไรดี

เมื่อความแตกแล้ว ไบรอันก็ไม่คิดจะช่วยหลินหนานปกปิดอีกต่อไป เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า "เฮ้อ เมื่อกี้มีเรื่องกระทบกระทั่งกันนิดหน่อยน่ะ เลยได้สู้กับพวกปีสองมา ถึงแม้ทุกคนจะมีวงแหวนเดียวเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายมีศัสตราวิญญาณแล้ว เฮ้อ... พลังของพวกเราสู้เขาไม่ได้จริงๆ ช่างเถอะ พวกเรากลับกันดีกว่า พวกเจ้าไปกินข้าวเถอะ"

พูดจบ ไบรอันก็ดึงแขนหลินหนานเตรียมจะเดินจากไป แต่เสวี่ยถงกลับยื่นมือออกมาขวางทางทั้งสองคนไว้ "ตีเจ้าก็เท่ากับตบหน้าห้องสามร้อยหกของข้า เป็นวิศวกรวิญญาณระดับหนึ่งแล้วมันยิ่งใหญ่นักหรือไง? ไป พี่ใหญ่เสวี่ยจะพาเจ้าไปเอาคืนเอง"

เมื่อหลินหนานได้ยินว่าเสวี่ยถงยินดีออกหน้าแทนเขา ความหดหู่เมื่อครู่ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง วิศวกรวิญญาณระดับหนึ่งจะเก่งแค่ไหนกันเชียว จะสู้เสวี่ยถงเลเวลยี่สิบสองได้หรือ? ย่อมไม่มีทางอยู่แล้ว

หลินหนานเดินนำหน้าโดยมีอีกสามคนเดินตามไปติดๆ มุ่งหน้าไปยังด้านในของห้องอาหาร

"เจ้าหนู ไม่ใช่บอกให้ไสหัวไปแล้วหรือ? ยังกล้ากลับมาอีก สงสัยอยากจะลองลิ้มรสปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณของข้าอีกรอบสินะ?" เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูเหมือนอายุราวสิบสองสิบสามปีเอ่ยขึ้น

หลินหนานกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ถูกเสวี่ยถงที่อยู่ด้านหลังดึงแขนไว้ เสวี่ยถงเห็นดังนั้นก็ไม่ฝืน เขาถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อให้ตำแหน่งคนคุมเกมแก่เสวี่ยถง

"เจ้าลูกไก่ตัวเมียคนนี้ใช่ไหมที่ตีพี่น้องของข้า?" เสวี่ยถงเดินไปหยุดอยู่หน้าเด็กหนุ่มคนนั้น ห่างออกไปเพียงสิบเซนติเมตร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสูงเกือบหนึ่งเมตรเจ็ดสิบของเสวี่ยถง อีกฝ่ายที่เตี้ยกว่าหนึ่งหัวดูเหมือนลูกไก่ตัวน้อยจริงๆ

และที่บังเอิญยิ่งกว่าคือ วิญญาณยุทธ์ของเขาดันเป็นไก่จริงๆ เสียด้วย

เด็กหนุ่มคนนั้นโกรธจนหน้าแดง "เจ้าก็เป็นเด็กใหม่เหมือนกันหรือ? อยากรนหาที่ตายนักใช่ไหม" เพียงแต่เขาพูดจาไม่ชัดเจนนัก เสวี่ยถงจึงจงใจทวนคำว่า

"ใช่แล้ว ข้ามาหาที่ 'ถ่าย' น่ะ" (ล้อเลียนคำว่ารนหาที่ตาย)

ฮ่าๆๆ เสียงหัวเราะดังมาจากรอบข้าง

เด็กหนุ่มกัดฟันกรอดตะโกนออกมา "พังของไปข้าจ่ายเอง 'ไก่ชนสถิตร่าง'!"

ทันใดนั้น บนหัวของเขาก็ปรากฏหงอนไก่สีแดง แขนทั้งสองข้างมีขนงอกออกมา วงแหวนวิญญาณสีเหลืองวงหนึ่งลอยขึ้นมาที่ตัวเขา ในขณะเดียวกันแหวนศัสตราวิญญาณบรรจุของที่มือก็ส่องแสง ลำกล้องปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณปรากฏขึ้นในมือ เขาถอยหลังกรูดสามก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากเสวี่ยถง

พรืด... พรืด ฮ่าๆๆๆๆ

เสวี่ยถงเอามือกุมท้องแล้วหัวเราะออกมา "ฮ่าๆๆ เจ้าหนู เจ้าเป็นลูกไก่จริงๆ เสียด้วยนะเนี่ย"

"เก่งแต่ปาก! กล้าประลองกับข้าไหมล่ะ?! เตรียมตัวตายเสียเถอะ เจ้าหัวขโมยอย่าหนีนะ รับกระสุนข้าไปเสีย!" เจ้าไก่ชนตะโกนก้อง

เสวี่ยถงไม่ได้เห็นวิศวกรวิญญาณระดับหนึ่งคนนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอยู่กับที่รอให้อีกฝ่ายสะสมพลังจนเสร็จ ปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณระดับหนึ่งใช้เวลาสะสมพลังสั้นมากเพียงแค่สองวินาที แสงสีเงินเจิดจ้าพุ่งออกมาจากปากกระบอกปืนสีดำ ตรงมายังเสวี่ยถง

ด้วยความเร็วของเสวี่ยถง ปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณระดับหนึ่งย่อมยิงเขาไม่โดน เพียงแต่จุดประสงค์ของเสวี่ยถงคือแค่สั่งสอนเจ้าไก่ชนคนนี้งั้นหรือ? ย่อมไม่ใช่ เขาทำเพื่อกู้หน้าให้พี่น้อง ดังนั้นจึงต้องเอาชนะให้ได้ในทุกๆ ด้าน ทั้งย่ำยีเจ้าทางร่างกายและกดดันเจ้าทางจิตวิญญาณ

ทุกคนเห็นเขาเผชิญหน้ากับปืนใหญ่ที่ทรงพลังแต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แม้แต่วิญญาณยุทธ์ก็ยังไม่ปลดปล่อย ต่างก็คิดว่าเขาคงตกใจจนตัวแข็งทื่อไปแล้ว

ไม่เพียงแต่คนดูที่ไม่เข้าใจ แม้แต่หลินหนานก็ยังอึ้งไป พลางคิดในใจว่า 'พี่เสวี่ย ท่านคงไม่ได้ฝึกแต่ในบ้านจนเลเวลยี่สิบกว่าๆ โดยไม่เคยสู้กับใครมาเลยหรอกนะ'

เมื่อเห็นกลุ่มแสงใกล้เข้ามา เสวี่ยถงก็สีหน้าเคร่งขรึมและตะโกนออกมาคำหนึ่ง เขาเอียงไหล่ลงแล้วใช้ท่า 'เขาพิงเหล็ก' กระแทกเข้าใส่กระสุนปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณนั้นโดยตรง

ตู้มมม~ เสียงระเบิดดังขึ้น

...

ทุกคนต่างพากันอ้าปากค้าง นี่ใช่คนหรือเปล่า? ทุกคนเป็นเพื่อนนักเรียนปีหนึ่งปีสองเหมือนกัน มีวงแหวนเดียวเหมือนกัน แต่เขากลับใช้ร่างกายเข้าปะทะกับกระสุนปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณโดยตรง? ต่อให้อสูรวิญญาณร้อยปีสองร้อยปีโดนลูกนี้เข้าไปก็ต้องบาดเจ็บบ้างล่ะ แต่ดูเขาสิ แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังไม่ฉีกขาดเลย

แน่นอนว่ามหาวิญญาณจารย์สองวงแหวนทั่วไปย่อมไม่สามารถใช้ร่างกายรับปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณได้ ต่อให้เป็นมหาวิญญาณจารย์ของสำนักกายาก็แทบจะทำไม่ได้ แต่คนรอบข้างจะไปรู้ได้อย่างไรว่าวงแหวนแรกของเสวี่ยถงนั้นมาจาก 'เสือโลหิต' ที่มีอายุเกือบพันปี (เก้าร้อยกว่าปี) อีกทั้งยังเป็นทักษะติดตัวที่เพิ่มคุณสมบัติต่างๆ เข้าไปในร่างกายโดยตรง พูดง่ายๆ ก็คือ ดูเหมือนเสวี่ยถงจะไม่ได้ใช้วิญญาณยุทธ์และทักษะวิญญาณ แต่ความจริงแล้วผลของทักษะวงแหวนแรกนั้นทำงานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในสายตาของคนนอก จึงดูเหมือนว่าเขาใช้ร่างกายเปล่าๆ รับการโจมตีจากปืนใหญ่ศัสตราวิญญาณระดับหนึ่งโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

เสวี่ยถงที่รับการโจมตีแบบเต็มๆ ก้าวเดินไปหาเจ้าไก่ชนทีละก้าว

"จะ... เจ้าจะทำอะไร ข้าเตือนเจ้านะ ถ้าเจ้าทำให้ข้า... บะ... บาดเจ็บ โรงเรียนจะทำทัณฑ์บน หรือแม้แต่ไล่เจ้าออกนะ" เจ้าไก่ชนหวาดกลัวจนตัวสั่น แม้แต่คำพูดก็ยังติดอ่าง

เมื่อเสวี่ยถงเดินไปถึงหน้าเจ้าไก่ชนในระยะหนึ่งเมตร อีกฝ่ายก็ไม่อาจทนต่อแรงกดดันทางจิตวิญญาณนั้นได้อีกต่อไป เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เสวี่ยถง เสวี่ยถงเบี่ยงตัวหลบไปทางขวาอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็งัดหมัดซ้ายเข้าที่ใบหน้าของเจ้าไก่ชนอย่างจัง

ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ

...

เสวี่ยถงใช้มือขวาหิ้วคอเจ้าไก่ชนที่ไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่อีกต่อไป เดินไปหาหลินหนาน "เมื่อกี้เจ้าลูกไก่ตัวนี้ถีบเจ้ายังไง เจ้าถีบคืนไปซะ"

"จัดไปครับ พี่เสวี่ย!" หลินหนานที่รอจังหวะนี้อยู่แล้วรีบเดินไปข้างหลังเจ้าไก่ชน "นี่แน่ะ ไอ้สารเลว!" เขาเตะเข้าที่ก้นของเจ้าไก่ชนอย่างเต็มแรง เจ้าไก่ชนลอยละลิ่วไปคว่ำหน้าลงกับพื้นในท่าหมาตะปบพื้นอันโด่งดัง

"ท่านี้เรียกว่า ลูกไก่จิกข้าว!"

ฮ่าๆๆๆๆ ผู้คนโดยรอบต่างพากันหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 23 - วิญญาณจารย์ที่ไม่สู้กันในโรงเรียนไม่ใช่หน้าใหม่ที่ดี

คัดลอกลิงก์แล้ว