- หน้าแรก
- มหาลัยเวทอสูร
- บทที่ 70 - พูดไม่เข้าหูก็ฉีกหนังสือ
บทที่ 70 - พูดไม่เข้าหูก็ฉีกหนังสือ
บทที่ 70 - พูดไม่เข้าหูก็ฉีกหนังสือ
บทที่ 70 - พูดไม่เข้าหูก็ฉีกหนังสือ
༺༻
บางทีอาจเป็นเพราะทั้งคู่มีสมุดบันทึกที่เขียนไม่มีวันจบเหมือนกัน เจิ้งชิงจึงรู้สึกเข้ากันได้ดีกับเซียวเซี่ยว
เหมือนอย่างในตอนนี้
ทั้งคู่ต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจที่กำลังไหลเวียนอยู่อย่างช้าๆ ในอากาศ
เซียวเซี่ยวประคองสมุดบันทึกปกแข็งสีดำของตนไว้ แล้วเคลื่อนตัวออกไปไกลกว่าเดิมเล็กน้อยอย่างไร้เสียง
เขาเกลียดปัญหา
ส่วนเจิ้งชิงกลับยื่นมือเข้าไปในถุงผ้าสีเทาของตน
เขาไม่ได้กลัวปัญหา
ทว่าสิ่งเดียวที่เขากังวลคือ ภายในถุงผ้าสีเทาของเขาแทบจะไม่มีแผ่นยันต์ที่ใช้ในการต่อสู้เลย
ในช่วงชีวิตการฝึกคัดลายมือที่ยาวนาน เจิ้งชิงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทบทวนตัวอักษรยันต์ คาถาที่สมบูรณ์ที่ท่านอาจารย์สอนเขานั้นมีน้อยมาก และเกือบทั้งหมดเป็นแผ่นยันต์ประเภทสงบจิตและบำรุงขวัญทั้งสิ้น
สิ่งเดียวที่น่าจะมีประโยชน์กับเหล่านักศึกษาเก่าปีสองเหล่านี้ได้ ก็น่าจะเป็นยันต์สยบนี่แหละ
เจิ้งชิงดึงสมุดยันต์เล่มหนึ่งออกมา แล้วเริ่มฉีกหน้ากระดาษยันต์ที่เขียนเสร็จสมบูรณ์ออกมาทีละหน้าๆ
นี่คือสมุดยันต์ตัวอักษร ‘สยบ’ และยังเป็นสมุดคัดลายมือในยามปกติของเจิ้งชิงด้วย
แผ่นยันต์ในสมุดเขียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมที่จะเปิดใช้งานได้ทุกเมื่อ
สำหรับเขา แผ่นยันต์ก็คือตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เขาคัดลอกอยู่ทุกวัน ตราบใดที่ยังฉีกสมุดยันต์อยู่ มันก็ยังมีให้อยู่เสมอ
ใจกลางลานกว้าง
นักศึกษาเก่าชุดขาวผมทองหรี่ตาลง พลางชูแก้วไวน์ทรงสูงในมือขึ้นส่งสัญญาณให้หลันเชวีย แล้วหันไปมองหลินกั่ว ก่อนจะเอ่ยปากพูดอย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูหยิ่งยโสและสำรวมว่า: “หากรับคำเชิญ เธอจะได้รับมิตรภาพจากท่านเซอร์ฟรีดแมน”
ฟรีดแมน?
นักศึกษาบางคนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ดูเหมือนจะรู้จักชื่อนี้ ต่างพากันซุบซิบและพูดคุยกัน
เจ้าของร้านชานมที่เดิมทีมีท่าทางโกรธจัดและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันลังเล และถอยกลับเข้าไปในร้านของตนอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเจ้าหมอนี่จะเป็นคนดังงั้นเหรอ?
เจิ้งชิงฉีกสมุดยันต์พลางชำเลืองมองเซียวเซี่ยวแวบหนึ่ง
เซียวเซี่ยวเอาหัวซุกอยู่ในสมุดบันทึกปกแข็งสีดำของตน โดยไม่ได้ส่งเสียงใดๆ
“ผมไม่เอา!” หลินกั่วตะโกนปฏิเสธเสียงดังอีกครั้ง
นักศึกษาเก่าชุดขาวผมทองหุบรอยยิ้มลง และมองดูเด็กชายด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
บรรยากาศในลานกว้างพลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที
หลันเชวียตบไหล่หลินกั่ว แล้วพูดอย่างจริงจังมากว่า: “เธอเก่งมาก ฉันยอมรับในตัวเธอ!”
หลินกั่วมองดูหลันเชวีย ดวงตาเป็นประกายสดใสพลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“จำไว้! ไม่ใช่ว่าใครก็จะได้รับการยอมรับจากฉันหรอกนะ!” หลันเชวียค้ำดาบไว้พลางเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
สีหน้าของชายหนุ่มผมทองพลันมืดลง แก้วไวน์ทรงสูงในมือถูกเขาบีบจนแตกกระจายเสียงดัง ‘เพล้ง’
เศษกระจกที่กระจัดกระจายร่วงหล่นลงมาจากซอกมือของเขา ส่องประกายที่น่ากังวลภายใต้แสงไฟสลัวริมถนน
เหล่านักศึกษาอัลฟ่าคนอื่นๆ ต่างพากันเดินทอดน่องมาล้อมรอบหลันเชวียไว้ในทุกทิศทาง และมองเขาด้วยสายตาที่ไม่หวังดี
สถานการณ์พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
ผู้ที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างพากันถอยหลังไปหลายก้าวอย่างรู้หน้าที่
“นี่ หลันเชวีย เห็นซื่อหยวนอยู่ที่ไหนบ้างไหม?” เจิ้งชิงส่งเสียงทักทายเสียงดัง มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในชุดคลุม ในมือเต็มไปด้วยแผ่นยันต์ที่เพิ่งจะฉีกออกมา เขาเดินเข้าไปทางด้านหลังของนักศึกษาเก่าชุดขาวร่างสูงอย่างสบายๆ พลางมองไปรอบๆ ราวกับกำลังตามหาคนอยู่
หลินกั่วมองดูเจิ้งชิงด้วยความดีใจ
หลันเชวียชำเลืองมองเจิ้งชิงแวบหนึ่ง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย สุดท้ายก็ทำเพียงยิ้มออกมาบางๆ
ท่าทางของเจิ้งชิงดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับกำลังดุด่าอย่างบ้าคลั่ง พลางจินตนาการถึงสภาพหน้าตาที่บวมปูดของตนเองหลังจากนี้
“อ้อ ฉันเห็นแล้วล่ะ” นักศึกษาชายที่มีรูปร่างปานกลาง ร่างกายกำยำ ใบหน้าแดงก่ำแต่ผิวค่อนข้างคล้ำ และไว้ผมสั้นเกรียนคนหนึ่งเดินฝ่าฝูงชนออกมา เขาเดินไปหยุดที่ด้านหลังของนักศึกษาชุดขาวอีกคน แล้วโบกมือให้เจิ้งชิงอย่างสบายๆ เผยให้เห็นนวมสีดำที่ฝ่ามือ: “เณรน้อยดูเหมือนจะไปกินเจแล้วน่ะ”
เขาคือจางจี้ซิ่นนั่นเอง
บนใบหน้าของเจิ้งชิงปรากฏรอยยิ้มที่สดใส: “ช่างบังเอิญจริงๆ!”
“ซวยชะมัด!” จางจี้ซิ่นบีบนวมให้แน่นขึ้น ใบหน้าดูสับสนพลางบ่นพึมพำ: “ทำไมทุกครั้งที่เจอหน้าเธอถึงไม่มีเรื่องดีๆ เลยนะ”
“อะไรนะ?” เจิ้งชิงได้ยินไม่ชัด
“ฉันบอกว่า ถ้าเจอเรื่องแบบนี้แล้วไม่ยุ่ง ถ้าพี่ชายฉันรู้เข้า ฉันได้ขาหักแน่” จางจี้ซิ่นมองเขาด้วยสายตาที่ดุดัน
นักศึกษาบนท้องถนนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างมองดูพวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นักศึกษาใหม่จากวิทยาลัยจิ่วโหย่ว, วิทยาลัยดาราจักร และวิทยาลัยอัลฟ่า ร่วมกันท้าทายนักศึกษาเก่าวิทยาลัยอัลฟ่างั้นเหรอ?
ดูเหมือนจะน่าสนุกทีเดียว!
“อุ๊ยตายแล้ว ขอโทษทีค่ะ ขอโทษจริงๆ! ฉันไม่เห็นคุณอยู่ตรงนี้จริงๆ ค่ะ!” เสียงผู้หญิงที่ดูลนลานเล็กน้อยดังขึ้น: “ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ!”
เจิ้งชิงหันไปมอง ขยิบตา แล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
นักศึกษาชุดขาวร่างผอมเล็กที่เพิ่งหายตัวไปในอากาศเมื่อครู่นี้ กำลังนั่งยองๆ กอดขาอยู่บนพื้น พลางแยกเขี้ยวสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ส่วนเด็กสาวที่มีรูปร่างโปร่ง สวมกระโปรงสั้นสีแดง รองเท้าบูทสั้นสีดำ ไว้ผมลอนยาวสีไวน์แดง และมีดวงตาสีดำกลมโตคู่หนึ่ง กำลังยืนขอโทษอยู่ข้างๆ อย่างลนลาน
“ขอโทษจริงๆ นะคะ ฉันกำลังเล่นไพ่อยู่ ไม่เห็นว่ามีคนอยู่ข้างหน้า” เด็กสาวมีสีหน้าที่ดูรู้สึกผิด แต่ไพ่ปึกสีฟ้าอ่อนในมือของเธอกลับส่งเสียงดังพึ่บพับ และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงเลย
“มะ ไม่เป็นไรครับ” นักศึกษาชุดขาวร่างผอมเล็กกัดฟันพลางสูดปาก เขาเบือนหน้าหนีอย่างเสียขวัญ พลางจ้องมองไปที่ไพ่สีฟ้าที่ส่องประกายเย็นเยือกในมือของเด็กสาว
“อ๊าย! คนลามก!” เด็กสาวที่เล่นไพ่ร้องอุทานขึ้นมา มือหนึ่งบังกระโปรงสั้นของตนไว้ อีกข้างถือไพ่ของตนไว้ แล้วเตะออกไปอย่างแรงหนึ่งที
นักศึกษาอัลฟ่าร่างผอมเล็กกุมจุดยุทธศาสตร์ของตนไว้ ดวงตาเบิกโพลง อ้าปากค้าง และสูดลมหายใจเข้าอย่างไร้เสียง
ผู้ที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างพากันสะดุ้งโหยงไปตามๆ กัน
เจิ้งชิงกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ผมที่ชี้โด่เด่บนหัวพลันแฟบลงอย่างรวดเร็ว
“ก็เขาเอาแต่จ้องมองไปทั่วนี่คะ” เด็กสาวทำปากยื่น สีหน้ายังคงดูรู้สึกผิด เพียงแต่ไพ่สีฟ้าปึกนั้นยังคงพริ้วไหวอยู่ในมือของเธอราวกับกังหันลม
“เพื่อนนักศึกษาคนนี้เป็นอะไรมากไหมครับ!” เสียงที่ดูทึมๆ ดังขึ้นมาจากข้างๆ: “เพื่อนคนไหนช่วยหน่วยสิครับ? ดูเหมือนเขาจะตกหนักทีเดียวนะ!”
เจิ้งชิงมองตามเสียงไป นักศึกษาชุดสีน้ำเงินที่มีรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังช่วยพยุงนักศึกษารูปร่างผอมแห้งที่ถูกหลันเชวียชนเมื่อครู่นี้ เขาคว้าแขนข้างหนึ่งของชายคนนั้นไว้แล้วพยุงไว้ด้านข้าง ปากก็บ่นพึมพำว่าไปโรงพยาบาลกันเถอะ แต่ดวงตากลับคอยจ้องมองมาที่ใจกลางลานกว้าง และเท้าก็ไม่ได้ขยับไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว
นักศึกษาวิทยาลัยดาราจักรไม่กี่คนต่างพากันส่งเสียงเอะอะ แล้วกรูเข้าไปห้อมล้อมนักศึกษารูปร่างผอมแห้งคนนั้นไว้ตรงกลาง
เมื่อมองไปรอบๆ เจิ้งชิงก็ฉีกยิ้มพลางหัวเราะแห้งๆ สมองขาวโพลนไปหมด แต่ในใจกลับมีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างที่กำลังพุ่งพล่านและคำรามอยู่
หลินกั่วร้องไห้ออกมาเสียงดัง
หลันเชวียตบหัวเขาเบาๆ
นักศึกษาเก่าอัลฟ่าชุดขาวผมทองหัวเราะหึๆ พลางส่ายนิ้วชี้อย่างช้าๆ แล้วยิ้มกล่าวว่า: “แม้จะรู้สึกชื่นชมในการกระทำของทุกท่านมาก แต่ก็นี่คือเรื่องภายในของอัลฟ่า เพื่อนร่วมสถาบันไม่กี่ท่านดูเหมือนจะก้าวล้ำเส้นไปหน่อยหรือเปล่าครับ?”
เขาเน้นเสียงหนักที่คำว่าเพื่อนร่วมสถาบัน
“ไปตายซะไอ้หน้าตัวเมีย จะตีก็ตี ไม่ตีก็ไสหัวไป!” ใบหน้าที่เริ่มแดงของจางจี้ซิ่นยิ่งส่องประกายสว่างขึ้นเรื่อยๆ เขากำมือเข้าออกด้วยความหงุดหงิดพลางคำรามออกมา
เจิ้งชิงรู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
ใบหน้าของนักศึกษาเก่าผมทองคนนี้แข็งทื่อไปชั่วครู่ ก่อนจะมืดครึ้มลงในทันที
แม้ว่าความถือตัวที่มีมาอย่างยาวนานจะทำให้เขากลืนคำหยาบคายลงคอไปได้ แต่ใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นกลับแสดงออกถึงท่าทีของตนเองได้อย่างชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ
เงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ถามออกมาอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น: “ถ้าอย่างนั้น ทุกท่านตัดสินใจที่จะลบหลู่เกียรติยศของท่านเซอร์ฟรีดแมนแล้วสินะ”
“ใครคือฟรีดแมน?” จางจี้ซิ่นตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด: “อย่าเอาแต่พูดชื่อฟรีดแมนไม่หยุด ราวกับว่าเขาเป็นพ่อแกอย่างนั้นแหละ”
เหล่านักศึกษาที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
นักศึกษาวิทยาลัยดาราจักรไม่กี่คนถึงกับทำตัวเป็นพวกชอบดูเรื่องวุ่นวาย ต่างพากันส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจเสียงดัง
นักศึกษาวิทยาลัยอัลฟ่าผมทองคนนี้ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้รับความอับอายทางวาจาเช่นนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธ
เพียะ เพียะ เพียะ!
ไฟถนนในระยะหลายสิบเมตรรอบด้านพากันระเบิดแตกกระจาย
ความมืดมิดในยามเย็นกลับมาครอบคลุมอีกครั้ง
ผู้ที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างพากันร้องอุทานอย่างต่อเนื่อง
เสียงที่ชัดเจนและทึมๆ ของชายหนุ่มชุดขาวผมทองดังสะท้อนอยู่บนท้องถนน: “ข้า อาเธอร์ เนส ในฐานะตัวแทนของท่านเซอร์ฟรีดแมน ขอแสดงความเสียใจต่อการกระทำที่ไม่เป็นมิตรของพวกเจ้า”
นักศึกษาชุดขาวที่รูปร่างกำยำที่สุดขยับตัวตามเสียง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เขาคำรามออกมาพลางก้าวเท้าหนักๆ แล้วเหวี่ยงหมัดเข้าใส่จางจี้ซิ่น
“เยี่ยม!” จางจี้ซิ่นหัวเราะหึๆ พลางเหวี่ยงหมัดทั้งสองข้างเข้าปะทะอย่างดุดัน
เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเจิ้งชิงขาดผึงลงในพริบตา แผ่นยันต์ในมือถูกโปรยเข้าไปที่ใจกลางลานกว้างอย่างไม่คิดชีวิต และพุ่งเข้าใส่อาเธอร์ เนสที่อยู่ไม่ไกล
นักศึกษาวิทยาลัยอัลฟ่าร่างสูงโปร่งอีกคนแบมือออก แล้วลอยตัวขึ้นกลางอากาศพลางร่ายมนตร์ในปาก ระหว่างซอกมือของเขาค่อยๆ ปรากฏเปลวไฟสองสายขึ้นมา
หลันเชวียขมวดคิ้ว ลูบดาบในมือไปมาไม่กี่ครั้ง สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ชักดาบยาวออกมา เพียงแต่ยกฝักดาบขึ้นแล้วทิ่มไปข้างหน้า
ที่อยู่ข้างๆ เซียวเซี่ยวที่เอาหน้าซุกอยู่ในสมุดบันทึกมาตลอด ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้น เขาถอนหายใจพลางขยับแว่นตาของตน
“อย่าควักสมุดเวทออกมา! ใช้หมัดแก้ปัญหาสิ!”
เด็กหนุ่มผมทรงกะลาครอบตะโกนลั่น พลางกวัดแกว่งสมุดบันทึกปกแข็งสีดำในมือแล้วพุ่งเข้าไปทันที
༺༻