- หน้าแรก
- มหาลัยเวทอสูร
- บทที่ 36 - บอกลาตลาดหุยจื้อ
บทที่ 36 - บอกลาตลาดหุยจื้อ
บทที่ 36 - บอกลาตลาดหุยจื้อ
บทที่ 36 - บอกลาตลาดหุยจื้อ
༺༻
เติ้งเสี่ยวเสียนปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี มีใบหน้ายาวคิ้วเรียว ริมฝีปากบางมาก ใบหน้ามีสีเหลืองซีดเหมือนขี้ผึ้ง มีปอยผมยาวปอยหนึ่งที่หน้าผากปิดตาซ้ายของเขาไว้ เขามักจะสวมชุดคลุมสีเทาแบบไม่มีปกและป้ายซ้ายไว้ด้านใน และสวมชุดคลุมยาวสีขาวทับไว้อีกชั้น
เจิ้งชิงยังจำครั้งแรกที่เห็นเติ้งเสี่ยวเสียนได้ คือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงเมื่อห้าปีก่อน
เถ้าแก่เฒ่าเติ้งดึงปอยผมที่หน้าผากของเขา แล้วลากเขามาที่ร้านหุยชุนถังของตนเอง เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วทั้งถนน:
"ความรู้แค่นิดเดียวแต่ทำเป็นอวดฉลาด!"
"นายคิดว่านายเป็นใคร? นายทำอะไรเป็นบ้าง? นายรู้วิธีการใช้งานสิบห้าอย่างของอ๋างซูเน่ยกัง (ทองในกระเพาะนก) ไหม? สรรพยาาังท่องไม่จบก็บังอาจเลียนแบบคนอื่นเปิดใบสั่งยาแล้ว! แถมยังกล้าดีจะไปบุกเบิกโลกใหม่ด้วย!!"
"ถ้านายไปบุกเบิกจนตัวตายไปก็ถือว่าฉันซวยเอง! ตระกูลเติ้งสมควรจะสิ้นทายาท! แต่ถ้านายไปทำให้คนอื่นในทีมล่าเดือดร้อนจะทำยังไง? พวกเขาจะไปฟ้องใครได้?"
"นึกว่าสอบเป็นพ่อมดที่จดทะเบียนได้แล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ! มันช่างน่าขำสิ้นดี! นายคิดว่าจอมปิศาจพวกนั้นข้างนอกทำมาจากกระดาษหรือไง?"
เจิ้งชิงหมอบอยู่ที่ประตู มองดูคุณหมอเฒ่าที่ปกติจะดูใจดีมีเมตตากำลังหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและมีน้ำตาคลอเบ้า
ส่วนพันลวี่เอ๋อร์ก็ได้แต่ก้มหัวนิ่ง เงียบสนิทอยู่หน้าหิ้งบูชาในโถงกลางของร้านหุยชุนถัง
นับจากนั้นเป็นต้นมา เถ้าแก่ของร้านหุยชุนถังก็กลายเป็นชายหนุ่มที่มีปอยผมปิดหน้าผากคนนี้
บรรดาพ่อค้าในตลาดหุยจื้อต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐอย่างเคร่งครัด โดยปกติจะเปิดร้านตอนเก้าโมงเช้า และปิดร้านตอนห้าโมงเย็นตรงเวลาเป๊ะ มีเพียงพันลวี่เอ๋อร์เท่านั้นที่เมินเฉยต่อกฎเหล่านั้น ปกติเขาจะเปิดร้านตอนสายๆ อย่างขี้เกียจ และพอถึงบ่ายสองบ่ายสามประตูก็เริ่มจะปิดครึ่งหนึ่งแล้ว
หลังจากเถ้าแก่เฒ่าเติ้งมอบกุญแจร้านให้พันลวี่เอ๋อร์แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าไปท่องโลกที่ไหน ไม่เห็นกลับมาเลยสักครั้งในช่วงสามห้าปีนี้ ในร้านไม่มีการจ้างลูกจ้าง การจัดยาและการรักษาโรคล้วนต้องให้เถ้าแก่ทำเพียงลำพัง พันลวี่เอ๋อร์ในยามปกติก็มักจะต้มยาบ้าง ปรุงยาเม็ดยาผงบ้าง หากมีลูกค้ามา บางทีเขาก็จะบอกว่าเถ้าแก่ไม่อยู่ หรือไม่ก็นำยาพวกนั้นมาส่งเดชให้ลูกค้า เขาไม่เคยตั้งใจทำงานในร้านนี้เลย
เขาสนใจเพียงแต่อย่างเดียวคือการท่องหนังสือ
เถ้าแก่เฒ่าเติ้งเคยบอกไว้ว่า หากพันลวี่เอ๋อร์ต้องการจะไป เขาต้องสามารถปรุงยาที่เป็นตำรับประจำตระกูลสามร้อยตำรับ ห้าสิบตำรับยาผง และต้องท่องใบสั่งยานับหมื่นใบในหนังสือสามเล่มคือ "จินกุ้ยจี้ซื่อ" (ตำรากรงทองช่วยโลก), "เป้าผิงจื่อ" (ผู้ถือขวด), และ "หานเหมยเต้าจางซัว" (นักพรตเหมยหนาวกล่าวไว้) ออกมาให้ได้ทั้งหมด
เพื่อให้สามารถออกจากร้านหุยชุนถังได้โดยเร็ว เถ้าแก่น้อยเติ้งจึงเริ่มท่องหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย
เจิ้งชิงหยิบเอาชื่อหนังสือทั้งสามเล่มที่เขาท่องมาเล่มละหนึ่งคำ แล้วตั้งชื่อล้อเลียนให้ว่า "จิน-ผิง-เหมย" (บุปผาในกุณฑีทอง) ทุกครั้งที่เห็นเขาท่องหนังสือ เจิ้งชิงก็จะนำชื่อล้อเลียนนี้มาล้อเขาเสมอ
พันลวี่เอ๋อร์มักจะพ่นลมหายใจออกทางรูจมูกจนปอยผมนั้นปลิวไสว และแสร้งทำท่าทางโกรธจัด
...
หลังจากวางห่อพัสดุกระดาษคราฟท์สามห่อไว้บนเคาน์เตอร์ร้านหุยชุนถังเสร็จ เจิ้งชิงก็รีบวิ่งออกมาเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการไปเรียนจากพันลวี่เอ๋อร์ และถามเขาว่าพอจะมีคำแนะนำดีๆ บ้างไหม
"นายอยากฟังคำแนะนำแบบไหนล่ะ?" เติ้งเสี่ยวเสียนวางหนังสือในมือลงแล้วนั่งตัวตรง
เจิ้งชิงนิ่งเงียบไป
"ฉันรู้เส้นทางลับกว่าสองร้อยสายระหว่างสี่วิทยาลัย ฉันรู้พิกัดที่พักแรมลับที่พวกพี่ๆ ทิ้งไว้ในป่าเงียบสงัด และฉันยังรู้อีกว่าวิชาไหนในเทอมหน้าที่จะช่วยให้นายเก็บคะแนนสะสมได้ง่ายขึ้น"
"แต่ฉันบอกนายไม่ได้หรอก"
"นักเรียนทุกคนก่อนจะออกจากโรงเรียน จะต้องเซ็น 'สัญญาเงียบ' กับโรงเรียนเพื่อรักษาความลับทุกอย่างเกี่ยวกับโรงเรียน สัญญานี้ถูกร่างขึ้นโดยที่ประชุมร่วมของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยที่หนึ่ง และได้รับการรับรองโดยสภาพ่อมด ผลของมันรุนแรงมากทีเดียว"
เมื่อเห็นเจิ้งชิงทำท่าทางผิดหวัง เถ้าแก่น้อยเติ้งก็ม้วนหนังสือ "จินผิงเหมย" ในมือแล้วสั่งสอนว่า "มหาวิทยาลัยที่หนึ่งคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มันสามารถทำให้นายเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ความสนุกของชีวิตซ่อนอยู่เบื้องหลังการเติบโตนั้น เหมือนกับการเล่นเกมสักเกมหนึ่ง ถ้านายใช้โปรแกรมโกงเพื่อผ่านด่านไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเหลือความสนุกอะไรล่ะ?"
"คำแนะนำที่ฉันให้นายได้มีเพียงอย่างเดียวคือ หาเพื่อนให้เยอะๆ และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมให้มากๆ" เติ้งเสี่ยวเสียนชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วและสรุปในตอนท้าย
"นั่นมันสองอย่างครับ" เจิ้งชิงแก้ไข
ที่หน้าร้านหุยชุนถังมีลูกค้ามาจัดยาคนหนึ่ง พันลวี่เอ๋อร์ปรายตามองเจิ้งชิงทีหนึ่ง พลางพ่นลมใส่ปอยผมยาวที่หน้าผากจนมันปลิวขึ้น แล้วนำลูกค้าเดินเข้าไปในร้าน
เจิ้งชิงถอนหายใจยาวออกมา ไม่รู้ทำไมในใจถึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
...
ตลาดหุยจื้อเป็นตลาดที่เล็กมาก
เล็กขนาดที่ตลาดยังคงใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสินค้าแบบโบราณอยู่เลย
ทั้งตลาดมีร้านค้าอยู่ประมาณยี่สิบกว่าร้าน ถนนเก่าแก่ ร้านค้าต่างก็เรียบง่ายมาก ป้ายชื่อร้านของหลายๆ ร้านก็เขียนชื่อร้านลงไปตรงๆ โดยไม่มีการใส่เอฟเฟกต์เวทมนตร์ที่หรูหราใดๆ เลย
นี่ทำให้เจิ้งชิงที่เพิ่งผ่านการขัดเกลาด้วยเวทมนตร์ที่หรูหราในตลาดสี่ฤดูมารู้สึกถึงความแตกต่างอย่างมาก
เขารู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ต้องช่วยพ่อแม่พี่น้องในบ้านเกิดเปลี่ยนโฉมหน้าที่ล้าหลังเช่นนี้
"เสี่ยวชิงจื่อ ยันต์คราวก่อนใช้หมดแล้วเหรอ? เตรียมของไปมหาวิทยาลัยไปถึงไหนแล้วล่ะ?" ยายจ๋าไช่แห่งร้านไป่เฉ่าถังร้องทักเจิ้งชิงด้วยรอยยิ้ม
ไป่เฉ่าถังเป็นร้านค้าในตลาดหุยจื้อที่เน้นขายกระดาษยันต์ ชาด พู่กันและหมึก มีช่วงหนึ่งที่ยายจ๋าไช่ตกลงให้เจิ้งชิงใช้สมุดยันต์ที่เขียนเสร็จแล้วมาแลกกับสมุดเปล่าเล่มใหม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เจิ้งชิงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
"ยันต์คราวก่อนยังเหลืออยู่นิดหน่อยครับ แต่เพราะต้องไปเรียน คาดว่าช่วงเวลาสั้นๆ คงจะไม่ได้กลับมา เลยตั้งใจว่าจะเอาไปตุนไว้เยอะหน่อยครับ" เจิ้งชิงตอบกลับอย่างนอบน้อม
หลังจากกลับมาจากตลาดสี่ฤดูเมื่อช่วงก่อน เจิ้งชิงก็รีบตรงดิ่งมาที่ตลาดหุยจื้อเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่หนึ่งจากเพื่อนบ้านเหล่านี้ ไม่นึกเลยว่าบรรดาเจ้าของร้านในตลาดส่วนใหญ่จะไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยกันเลย เพียงแค่ได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยนี้ดีมาก ส่วนข้อมูลอื่นๆ กลับรู้ไม่มากไปกว่าเจิ้งชิงเลย มีเพียงเถ้าแก่น้อยเติ้งคนเดียวที่เคยเรียน แต่ช่วงสองสามวันนั้นเขากลับหายตัวไปที่ไหนก็ไม่รู้ แม้แต่ร้านก็ไม่เปิด
มันช่างชวนให้ท้อแท้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม บรรดาเจ้าของร้านในตลาดต่างก็มีอายุอานามกันมากแล้ว ประสบการณ์ย่อมโชกโชนกว่า เพียงไม่กี่คำพวกเขาก็ให้คำแนะนำดีๆ แก่เจิ้งชิงมากมาย
อย่างเช่นยายจ๋าไช่บอกให้เจิ้งชิงทิ้งจดหมายเขียนอธิบายสถานการณ์ไว้ เธอจะช่วยส่งต่อให้แก่อาจารย์อู๋เอง หรืออย่างเถ้าแก่หวงแห่งร้าน 'ต้าไต้หลี่จี้' ก็แนะนำให้เจิ้งชิงพกแผ่นหยกหรือจี้หยกติดตัวไปบ้าง เพื่อใช้มอบให้เพื่อนร่วมชั้นเป็นของขวัญชิ้นเล็กๆ ที่ดีมาก ส่วนคุณหมอหลี่แห่งร้านเปิ่นเฉาจูก็คะยั้นคะยอให้เจิ้งชิงพกยาต้มติดตัวไปด้วยสองสามชุด
"ทุกอย่างควรเตรียมพร้อมไว้ก่อน ของกินของใช้ข้างนอกกินเข้าไปก็ต้องระวังตัวบ้าง หรือถ้าเกิดหกล้มบาดเจ็บ หมอของโรงเรียนก็คงไม่ได้ตามหลังนายตลอดเวลา พกยาที่ใช้บ่อยๆ ติดตัวไว้ในกระเป๋าบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้สบายใจขึ้น"
ในตอนนั้นเจิ้งชิงรับของขวัญเหล่านั้นไว้ด้วยความซึ้งใจ หลังจากกลับบ้านไป ยิ่งคิดเจิ้งชิงก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจ หลังจากใคร่ครวญอยู่หลายวัน ในที่สุดเขาก็มีความคิดดีๆ อย่างหนึ่งขึ้นมา
เขาตั้งใจจะช่วยร้านค้าเก่าแก่ในตลาดหุยจื้อติดตั้งป้ายชื่อร้านที่ทันสมัยและดูน่าตื่นตาตื่นใจขึ้น เหมือนกับร้านค้าในตลาดสี่ฤดูที่ดูหรูหราและมีระดับ
ดังนั้นวันนี้เขาจึงมาที่ตลาดเพื่อเตรียมตัวทำงานขั้นต้นก่อน
"เสี่ยวชิงจื่อมานี่ มีธุระอะไรที่ลืมไว้หรือเปล่าจ๊ะ?"
"หรือว่านึกขึ้นได้ว่าลืมพาหลานสาวของเถ้าแก่หวงไปด้วยล่ะ! นายมาช้าไปแล้วนะ ยัยหนูคนนั้นถูกเถ้าแก่หวงไล่ให้ขึ้นเขาไปแล้วล่ะ!"
"พอจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วความคิดก็เยอะเชียวนะ นายมาเดินวัดนั่นวัดนี่แบบนี้ ตั้งใจจะฮุบร้านของพวกคนแก่อย่างพวกเราไปให้หมดเลยหรือไง?"
ตลาดมีขนาดไม่ใหญ่นัก เจิ้งชิงที่เดินวัดนั่นวัดนี่ไปทั่วจึงดึงดูดความสนใจและการหยอกล้อจากเจ้าของร้านคนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
เขาได้แต่ประสานมือขออภัยไปทั่วอย่างทุลักทุเล หลังจากวัดขนาดหน้ากว้างของร้านค้าเหล่านี้เสร็จแล้ว เขาก็รีบวิ่งหนีออกมาทันที
ไว้คราวหน้ากลับมา จะต้องทำให้พวกหัวโบราณเหล่านี้ได้เห็นความสวยงามของเวทมนตร์สมัยใหม่ให้ได้เลย
เจิ้งชิงคิดในใจอย่างมาดมั่น
༺༻