- หน้าแรก
- ระบบโกงขั้นสุดยอดขององค์ชายไร้พ่าย
- บทที่ 13 - เสด็จพ่อ ทำไมถึงอยากให้ลูกตายล่ะพ่ะย่ะค่ะ
บทที่ 13 - เสด็จพ่อ ทำไมถึงอยากให้ลูกตายล่ะพ่ะย่ะค่ะ
บทที่ 13 - เสด็จพ่อ ทำไมถึงอยากให้ลูกตายล่ะพ่ะย่ะค่ะ
บทที่ 13 - เสด็จพ่อ ทำไมถึงอยากให้ลูกตายล่ะพ่ะย่ะค่ะ
ปัง!
หย่งฮวงลุกพรวดขึ้นมา พลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกจากร่างจนฮุ่ยอิงที่อยู่ข้างๆ ถึงกับผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ยังไม่ทันที่หย่งฮวงจะเอ่ยปาก ฮุ่ยอิงก็รีบคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว "ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ องค์ชายไม่ได้เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ"
หย่งฮวงจึงค่อยๆ รั้งกลิ่นอายพลังกลับคืนมา
"พูดมา ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่"
"ทูลฝ่าบาท องค์ชายถูกคนนับสิบดักซุ่มโจมตีระหว่างทางที่ผ่านป่าเฉินหยางพ่ะย่ะค่ะ..."
จากนั้นฮุ่ยอิงก็กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นในป่าเฉินหยางให้หย่งฮวงฟังอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
ผ่านไปครู่ใหญ่ หย่งฮวงก็หน้าดำคร่ำเครียด
"เจ้ากำลังจะบอกว่าคนพวกนั้นคือเถาวัลย์โลหิตงั้นรึ"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท คนของเรากลัวว่าคนข้างกายองค์ชายจะจับได้ก็เลยไม่ได้ตามไปใกล้มากนัก แล้วหลังจากนั้นก็มีคนผู้หนึ่งตามไปสมทบ คนผู้นั้นแสดงท่าทีเคารพนอบน้อมต่อองค์ชายอย่างมาก แม้จะไม่รู้ระดับพลังที่แน่ชัดแต่รับรองว่าไม่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
หย่งฮวงรู้สึกเหลือเชื่อสุดๆ
"นี่หมายความว่านอกจากจูล่งกับยอดกระบี่ระดับปรมาจารย์คนนั้นแล้ว ข้างกายเจ้าเก้ายังมีออดฝีมือระดับปรมาจารย์อีกคนโผล่มางั้นรึ"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท สุดท้ายองค์ชายก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านตระกูลเกา ส่วนชายคนล่าสุดก็พาตัวนักฆ่าที่รอดชีวิตสองคนหายตัวไป คนของเราตามสืบต่อไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"
หย่งฮวงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะพลางรับฟังรายงานของฮุ่ยอิง ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็เอ่ยขึ้น
"ทางฝั่งเจ้าเก้าปล่อยเอาไว้ก่อนเถอะ ในเมื่อเขาจับเป็นเชลยไว้ก็แสดงว่าต้องมีแผนการอะไรอยู่ในใจแน่ ส่งคนไปสืบดูสิว่าในเมืองหลวงยังมีพวกเถาวัลย์โลหิตกบดานอยู่อีกเท่าไหร่"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท แล้วทางด้านองค์ชายห้าล่ะพ่ะย่ะค่ะ"
ได้ยินดังนั้นหย่งฮวงก็หัวเราะหึๆ
"เจ้าห้านี่ก็มีลูกเล่นไม่เบา รู้จักไปดึงเอาพวกพรรคพวกในยุทธภพมาใช้งานด้วย ในเมื่อเขาอยากจะเล่นสนุกนักก็ปล่อยเขาไปเถอะ ข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเจ้าเก้าจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไง"
……
จวนเยว่อ๋อง
หลี่เจิ้งอวี้นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนเก้าอี้ ด้านล่างมีลูกน้องคุกเข่าอยู่หนึ่งคน ส่วนเฉินหย่งยืนอยู่ด้านข้าง ทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าหวาดหวั่นและโกรธแค้นปะปนกันไป
"เฉินหย่ง เจ้าไม่ได้บอกข้าหรอกรึว่านั่นคือนักฆ่าระดับลี้ลับถึงสิบสองคน แล้วตอนนี้เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ยังไง"
"รับเงินของข้าไปแล้วกลับส่งเศษสวะมาทำงาน เงินของข้ามันได้ไปง่ายขนาดนั้นเชียวรึ รีบติดต่อไปหาพวกเถาวัลย์โลหิต ให้โอกาสพวกมันแก้ตัวอีกครั้ง หากคราวนี้ยังทำพลาดอีก องค์กรเถาวัลย์โลหิตในเมืองหลวงก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป"
เฉินหย่งรีบค้อมตัวทำความเคารพ "ท่านอ๋อง ขุมกำลังของเถาวัลย์โลหิตนั้นยิ่งใหญ่นัก กระหม่อมเห็นว่าเราควรจะให้โอกาสพวกเขาก็จริง แต่ไม่ควรไปผิดใจด้วยหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพราะสาเหตุที่งานในครั้งนี้ล้มเหลวก็เป็นเพราะพวกเราประเมินหวายยงอ๋องต่ำเกินไปต่างหาก"
แม้หลี่เจิ้งอวี้จะโกรธเกรี้ยวแต่สิ่งที่เฉินหย่งพูดก็มีเหตุผล เถาวัลย์โลหิตไม่ใช่กองกำลังที่จะดูแคลนได้ หากไปกระตุกหนวดเสือเข้า พวกมันซึ่งเป็นองค์กรนักฆ่าอยู่แล้ว ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะตกอยู่ในอันตราย
เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว หลี่เจิ้งอวี้ก็พยักหน้ารับ
"ตกลง ทำตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน"
จากนั้นเขาก็หันไปมองลูกน้องที่คุกเข่าอยู่ "เจ้าบอกว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งแอบสะกดรอยตามเจ้าเก้าอยู่แต่พวกเจ้าไม่ได้เข้าไปใกล้พวกเขางั้นรึ"
ชายคนนั้นตอบด้วยความหวาดกลัว "พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง คนสองคนนั้นมีวิชาตัวเบาที่แปลกประหลาดมาก ข้าน้อยทำได้แค่รอให้พวกเขาจากไปไกลแล้วถึงค่อยเข้าไปตรวจดูที่เกิดเหตุขอรับ"
หลี่เจิ้งอวี้หันไปถามเฉินหย่ง "เจ้าคิดว่าเป็นคนของใคร"
เฉินหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับ
"กระหม่อมคิดว่าในเวลานี้นอกจากท่านอ๋องแล้ว ก็คงมีแค่สองคนเท่านั้นที่คอยจับตาดูหวายยงอ๋องอยู่ หากไม่ใช่ฝ่าบาทก็ต้องเป็นไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ การที่หวายยงอ๋องสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงขนาดนั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คนอื่นที่สงสัย แม้แต่ฝ่าบาทกับไทเฮาเองก็คงจะระแวงอยู่เหมือนกัน"
สิ่งที่เฉินหย่งพูดมาก็สมเหตุสมผล จากคุณชายเสเพลที่วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ดื่มเหล้าเคล้านารี จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ หากไม่สงสัยสิถึงจะแปลก
"ดูท่าจากนี้ไปคงต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วล่ะ ห้ามให้พวกคนในวังรู้เด็ดขาดว่าข้าตั้งใจจะลอบสังหารน้องชายตัวเอง ถึงแม้จะไม่ได้ลงมือเองแต่ก็มีส่วนพัวพันอยู่ดี คนอื่นเขาไม่มานั่งสนหรอกว่าเจ้าเป็นคนลงมือเองหรือไม่"
"เรียกตัวคนที่คอยจับตาดูเจ้าเก้ากลับมาให้หมด ส่วนเรื่องที่เหลือก็ปล่อยให้พวกเถาวัลย์โลหิตจัดการไปก็แล้วกัน"
"พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง"
……
อีกด้านหนึ่ง หลี่จิ่วเทียนพาคนของเขาไปตรวจสอบที่ดินทั้งหมดจนเสร็จสิ้น ตอนที่เดินทางมาเขาได้แอบเอาเมล็ดพันธุ์บางส่วนออกจากช่องมิติมาเก็บไว้ในรถม้าแล้ว
หลี่จิ่วเทียนเรียกพวกหัวหน้าคนงานในหมู่บ้านตระกูลเกามารวมตัวกัน แล้วสอนวิธีปลูกมันฝรั่งและพืชชนิดอื่นๆ ให้พวกเขา
ถึงเวลาเขาก็จะขนเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดมาทิ้งไว้ ให้พวกหัวหน้าคนงานพาชาวนาไปจัดการปลูกกันเอง แล้วค่อยส่งคนมาคอยจับตาดูอีกที
สถานที่แบบนี้ต้องให้ความสำคัญแบบลับๆ แต่ภายนอกต้องแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ มิฉะนั้นอาจจะเกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามได้ ก่อนที่จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ยังต้องระมัดระวังให้มากที่สุด
หลังจากนั้นหลี่จิ่วเทียนก็กำชับเรื่องที่ต้องระวังอีกหลายอย่าง ชาติก่อนในยุคปัจจุบันเขาเป็นถึงไอ้หนุ่มสู้ชีวิต เรื่องปลูกผักทำไร่แค่นี้สบายมาก
ตะเวนจัดการไปจนครบทั้งสามหมู่บ้าน ทั้งสอนวิธีปลูก ทั้งอธิบายขั้นตอนต่างๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว
เหล่าเจี่ยทึ่งจนอ้าปากค้าง ตอนแรกเขานึกว่าจะให้พวกชาวนาปลูกกันเองตามมีตามเกิด นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้านายของเขาจะลงมือสอนเองตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้
เนื่องจากช่วงกลางวันเพิ่งจะถูกลอบสังหารไป พอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดก็ต้องรีบเดินทางกลับกันแล้ว
"ท่านเก้า ฟ้ามืดแล้ว รีบกลับจวนกันเถอะขอรับ"
หลี่จิ่วเทียนเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้าง เขาคือหวังหยาง องครักษ์จากสำนักประจิมที่อวี่ฮว่าเถียนส่งมาคุ้มกันหลี่จิ่วเทียนนั่นเอง
ทั้งสองคนเดินเลี่ยงออกไปคุยกันตามลำพัง "หวังหยาง ทิ้งคนไว้สักสองสามคนให้คุ้นเคยกับพื้นที่แถวนี้ พรุ่งนี้ค่อยส่งคนมาเพิ่มอีกสามร้อยคน ให้ประจำอยู่หมู่บ้านละร้อยคน ปลอมตัวเป็นชาวนาแล้วคอยคุ้มกันที่นี่ไว้แบบลับๆ ถ้ามีใครสงสัยก็บอกไปว่าเป็นทาสที่ข้าซื้อมา"
"พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย"
หลังจากหวังหยางจัดการสั่งการคนของเขาเสร็จเรียบร้อย หลี่จิ่วเทียนก็นำตี๋เหรินเจี๋ยและพรรคพวกเดินทางกลับเข้าเมือง
ภายในรถม้า หลี่จิ่วเทียนเอ่ยขึ้น
"หวายอิง ข้าถูกลอบสังหาร ข่าวคงไปถึงหูคนในวังนานแล้ว เจ้าคิดว่าขากลับเราจะโดนดักซุ่มโจมตีอีกรอบหรือไม่"
ตี๋เหรินเจี๋ยส่ายหน้า "ท่านอ๋องกำลังจะบอกว่า... การลอบสังหารเป็นฝีมือของคนในวังงั้นรึพ่ะย่ะค่ะ"
ได้ยินคำถามนี้ เหล่าเจี่ยก็ถึงกับสะดุ้งโหยง สองคนในรถม้านี่ช่างกล้าพูดเรื่องคอขาดบาดตายกันจริงๆ
หลี่จิ่วเทียนส่ายหน้าปฏิเสธ "นักฆ่าพวกนี้ถูกฝึกมาอย่างดี ไม่ใช่คนของในวังก็ต้องเป็นกองกำลังในยุทธภพ ตัวข้าไม่เคยไปมีเรื่องบาดหมางกับพวกในยุทธภพเลย งั้นก็เหลือความเป็นไปได้แค่อย่างเดียว"
ทั้งสองคนสบตากันก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกัน "ยังมีการลอบสังหารครั้งที่สองรออยู่"
"ถูกต้อง ตอนที่อวี่ฮว่าเถียนจะกลับไป เขาแอบกระซิบว่ามีคนแอบสะกดรอยตามข้าอยู่ และถ้าเดาไม่ผิด คนพวกนั้นต้องเป็นคนที่เสด็จพ่อส่งมาแน่ องค์ชายถูกลอบสังหารแต่คนในวังกลับไม่ส่งใครมาคุ้มกันเลย ไม่ว่ายังไงเสด็จพ่อก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ จะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องรับ"
พูดจบหลี่จิ่วเทียนก็ตะโกนเรียก "หยวนฟาง"
หลี่หยวนฟางรีบขยับม้าเข้ามาใกล้รถม้า "ท่านอ๋องมีอะไรให้รับใช้พ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าคอยจับตาดูให้ดี พวกเราจะล่วงหน้าไปก่อน ฝากเจ้าจัดการจับตัวคนที่แอบสะกดรอยตามพวกเรามาที"
หลี่หยวนฟางชะงักไปนิด พวกเขายังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าถูกสะกดรอยตาม คนพวกนั้นถ้าไม่ใช่ยอดฝีมือก็ต้องมีวิชาพรางตัวขั้นสูงแน่
"พ่ะย่ะค่ะ"
ครั้งนี้ตอนที่หวังหยางมา เขาพายอดฝีมือมาด้วยถึงยี่สิบกว่าคน หักลบพวกที่ถูกทิ้งไว้ที่หมู่บ้านตระกูลเกาก็ยังเหลืออีกสิบคนที่คอยคุ้มกันหลี่จิ่วเทียนอยู่
การที่ขบวนเดินทางหายไปสักคนหนึ่ง ศัตรูไม่มีทางดูออกแน่นอน
ท้องฟ้าทอแสงสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง เป็นแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า
จังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาในรถม้าของหลี่จิ่วเทียน พร้อมกับหิ้วร่างผอมแห้งสองร่างติดมือมาด้วย
คนที่มาก็คือหลี่หยวนฟางนั่นเอง หลี่จิ่วเทียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"เหนื่อยเจ้าแล้วหยวนฟาง เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะเค้นถามพวกมันเอง"
หลี่หยวนฟางประสานมือรับคำ ก่อนจะถอยออกไปนั่งขนาบข้างเหล่าเจี่ยที่หน้ารถม้า
ภายในรถม้า ตี๋เหรินเจี๋ยขมวดคิ้วมุ่น "ท่านอ๋อง สองคนนี้เป็นขันทีพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นประโยคนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึง แม้แต่ขันทีทั้งสองคนก็ยังตัวสั่นเทา เพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะเปิดเผยฐานะ หลี่จิ่วเทียนก็ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ฟาดพวกมันให้สลบแล้วแบกกลับไปเลย ไม่ต้องมัวเสียเวลาถามแล้ว"
หลี่จิ่วเทียนดีใจจนแทบเนื้อเต้น กำลังง่วงนอนก็มีคนเอาหมอนมาให้พอดี ตอนแรกแค่คิดจะหาแพะรับบาปเรื่องการลอบสังหาร แต่ในเมื่อจับตัวขันทีมาได้แบบนี้ ก็ไม่ต้องไปหาแพะที่ไหนให้เหนื่อยแล้ว
หลี่จิ่วเทียนแสร้งทำสีหน้าเคร่งเครียดพลางทอดถอนใจยาว "เสด็จพ่อ ทำไมถึงอยากให้ลูกตายล่ะพ่ะย่ะค่ะ"
[จบแล้ว]