เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 - คำเชิญจากห้าวเทียน

บทที่ 41 - คำเชิญจากห้าวเทียน

บทที่ 41 - คำเชิญจากห้าวเทียน


บทที่ 41 - คำเชิญจากห้าวเทียน

นาจาคือยอดฝีมือผู้เลื่องชื่อแห่งสามโลก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนในการทำศึกสงครามของแดนสวรรค์เลยก็ว่าได้ ไม่รู้ว่ามีมหาปีศาจจำนวนเท่าใดแล้วที่ต้องตกตายด้วยน้ำมือของเขา

ทว่าในวันนี้

เขากลับยอมรับว่าความแข็งแกร่งของโจวเฉินในระดับพลังเดียวกันนั้นเหนือกว่าตนเอง

และนี่

ก็ยังเกิดขึ้นในตอนที่โจวเฉินไม่มีของวิเศษใดๆ ติดตัวเลยด้วยซ้ำ

ตั้งแต่ต้นจนจบ โจวเฉินเพียงแค่ใช้ดาบถังของตนเองเป็นอาวุธเพื่อสะกดข่มผ้าแพรฮุ่นเทียนเท่านั้น

เวลาที่เหลือ อย่างมากเขาก็แค่ใช้พลังสายฟ้าควบแน่นเป็นอาวุธเพื่อใช้ในการต่อสู้

"แนวทางการฝึกฝนของแม่ทัพสังหารปีศาจผู้นี้ ดูคล้ายคลึงกับเผ่าอูในยุคโบราณกาลอยู่นะ"

ทันใดนั้น

ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากท่ามกลางฝูงชน

เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์หวนนึกถึงอดีตกาล

เผ่าอูในยุคนั้น แข็งแกร่งเสียจนทำให้เผ่าปีศาจต้องหวาดกลัว ร่างกายที่แข็งแกร่งจนไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้นั้น แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เทียมทาน หากไม่ใช่เพราะตงหวงไท่อีผู้ครอบครองระฆังโกลาหลปรากฏตัวขึ้นมา

เผ่าปีศาจในยุคนั้น

ย่อมไม่มีทางต่อกรกับเผ่าอูได้อย่างแน่นอน

ในปัจจุบัน

ผู้ที่หลงเหลืออยู่ของเผ่าอูส่วนใหญ่ต่างก็เร้นกายอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด ภายใต้การคุ้มครองของเจ้าแม่โฮ่วถู่ พวกเขาไม่เคยปรากฏตัวออกมาให้เห็นอีกเลย

ทุกคนต่างก็ลืมเลือนตัวตนที่เคยสร้างภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่นี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว

ทว่าเมื่อลองคิดดูให้ดี

วิธีการของเผ่าอูก็มีความคล้ายคลึงกับวิธีการของโจวเฉินมากจริงๆ

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ

โจวเฉินดูเหมือนจะเป็นคนของเผ่าอูที่สามารถฝึกฝนจิตวิญญาณดั้งเดิมได้ และสามารถนำวิธีการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

"สิ่งที่ข้าฝึกฝนคือวิชาที่คล้ายคลึงกับมนตราสามสิบหกวิถีฟ้าและเจ็ดสิบสองวิถีดิน ไม่ได้วิเศษวิโสอย่างที่พวกท่านพูดกันหรอก"

เมื่อเห็นว่าหัวข้อสนทนาเริ่มออกทะเลไปไกล ซ้ำสายตาที่ผู้คนใช้มองเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป โจวเฉินจึงรีบเอ่ยปากอธิบาย

เจ้าพวกนี้ อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นทายาทของเผ่าอูที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้เชียวนะ

เมื่อได้ยินดังนั้น บรรดาเซียนก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เพียงแต่จดจำชื่อเสียงเรียงนามของโจวเฉินเอาไว้อย่างลึกซึ้ง

ในอนาคต จะต้องหาโอกาสทำความรู้จักและผูกมิตรกับเขาให้ได้ ทางที่ดีควรจะไปมาหาสู่กันบ่อยๆ จะได้ไม่เกิดเรื่องบาดหมางกันในภายภาคหน้า

"สหายโจว วันนี้ประลองได้สะใจยิ่งนัก ไว้คราวหน้ามีโอกาส พวกเรามาสู้กันอีกสักตั้ง"

นาจาโบกมือให้โจวเฉินพร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ

ไม่ได้ต่อสู้อย่างสะใจเช่นนี้มานานแล้ว

จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาใกล้และเอ่ยกำชับโจวเฉิน

"ช่วงที่เจ้าปิดด่านฝึกฝน ข้าไปสืบร่องรอยของราชาปีศาจเจียวหมัวหวังมา ช่วงนี้ชีวิตของมันไม่ค่อยจะดีนัก ดูเหมือนว่าพร้อมจะหนีออกจากทวีปประจิมได้ทุกเมื่อเลยล่ะ"

"เจ้าต้องระวังตัวให้ดี"

ราชาปีศาจเจียวหมัวหวังถูกโจวเฉินทรมานเสียจนย่ำแย่

ตามข่าวที่นาจาสืบมาได้ ตอนนี้ราชาปีศาจเจียวหมัวหวังติดอยู่ในวังวนประหลาด อาการบาดเจ็บของมันไม่ได้สาหัสมากนัก การรักษาก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือยิ่งมันรักษาแผลไปได้มากเท่าไหร่ ปราณสังหารก็จะยิ่งแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมันลึกขึ้นเท่านั้น

ทำให้ราชาปีศาจเจียวหมัวหวังราวกับตกนรกทั้งเป็น มันพยายามยื้อเวลาในการรักษาให้นานที่สุด พร้อมกับคิดหาวิธีสืบเสาะเบาะแสเกี่ยวกับโจวเฉินทุกวิถีทาง

ลองนับวันดูแล้ว

คาดว่าอีกไม่นานมันคงจะทนไม่ไหวและต้องหนีออกจากทวีปประจิมเป็นแน่

หากสูญเสียพลังการบำเพ็ญเพียรไป ทวีปประจิมก็จะไม่ใช่สถานที่หลบภัยสำหรับราชาปีศาจเจียวหมัวหวังอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันครอบครองอยู่จะถูกยอดฝีมือตนอื่นกลืนกินไปภายในเวลาไม่นาน

ถึงตอนนั้นต่อให้มันตั้งสติได้และอยากจะมาแลกชีวิตกับโจวเฉิน มันก็ไม่มีโอกาสแล้ว

"เจ้านั่น รนหาที่เอง"

โจวเฉินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

คิดจะเอาเขาไปเป็นอาหารเลือด ในโลกนี้จะมีเรื่องง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร

ก็ทนทรมานไปก่อนเถอะ

รอให้มันมีอารมณ์อยากจะออกมาเดินเพ่นพ่านเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที

"ช่วงนี้องค์เง็กเซียนฮ่องเต้อารมณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก ประเดี๋ยวอาจจะเรียกตัวเจ้าไปเข้าเฝ้า เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะ"

ในตอนท้าย

นาจาก็ตบไหล่โจวเฉินและเอ่ยเตือนทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง

ทว่าประโยคนี้กลับดูไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย

โจวเฉินไม่ได้ใส่ใจเรื่องขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้มากนัก ซ้ำยังไม่อยากจะไปข้องแวะกับห้าวเทียนผู้นั้นด้วย เขาพูดคุยกับนาจาต่ออีกสองสามประโยค ก็ตั้งใจว่าจะไปทักทายหยางฉานแล้วกลับไปปิดด่านฝึกฝนต่อ

การก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแท้

เขาไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอื่นใดเลย

รู้สึกเพียงแค่ว่าความพยายามในการฝึกฝนของตนเองนั้น มันยังไม่เพียงพอจริงๆ

อย่างน้อยที่สุดก็ต้องฝึกฝนวิชามนตราต่างๆ ให้บรรลุถึงขั้นสูงเสียก่อน หรือไม่ก็ต้องบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แล้วค่อยคิดเรื่องออกไปข้างนอก นานๆ ทีค่อยลงไปรับภารกิจที่โลกมนุษย์เพื่อหาเงินสักหน่อย แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาพึงพอใจแล้ว

ทว่า ก็เป็นไปตามที่นาจาพูดไว้ไม่มีผิด

โจวเฉินยังไม่ทันก้าวลงจากลานประลอง ก็มีข้ารับใช้สวรรค์คนหนึ่งมาขวางหน้าเขาไว้เสียแล้ว

"ท่านแม่ทัพสังหารปีศาจ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า"

ข้ารับใช้สวรรค์เอ่ยแจ้ง

โจวเฉินขมวดคิ้ว เขาคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองเพิ่งจะรับของกำนัลจากห้าวเทียนมาหมาดๆ การจะไม่ไปเข้าเฝ้าก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป จึงจำใจต้องตอบตกลง

ตำหนักเหยาฉือยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ราวกับว่ามันไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล

ห้าวเทียนประทับอยู่บนแท่นสูงสุด กำลังจิบชาอย่างเงียบๆ ทว่าพระขนงกลับขมวดมุ่น นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะเบาๆ บนโต๊ะ ราวกับกำลังรอคอยสิ่งใดอยู่

ในที่สุด โจวเฉินก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของพระองค์ภายใต้การนำทางของข้ารับใช้สวรรค์ นั่นทำให้ใบหน้าของพระองค์ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาได้

"โจวเฉิน นั่งลงสิ"

ห้าวเทียนทรงโบกพระหัตถ์ ทันใดนั้นข้ารับใช้สวรรค์ก็นำเก้าอี้หยกมาวางไว้แทบเท้าของโจวเฉิน

ทว่าโจวเฉินกลับส่ายหน้า

"ฝ่าบาท ประเดี๋ยวข้าน้อยต้องกลับไปที่เขาฟางชุ่นเพื่อรายงานเรื่องการทะลวงระดับต่อท่านอาจารย์ เกรงว่าจะอยู่บนแดนสวรรค์นานไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ"

คำพูดนี้

ช่างไม่ไว้หน้ากันเอาเสียเลย

รอยยิ้มบนใบหน้าของห้าวเทียนไม่ได้จางหายไป แต่ภายในส่วนลึกของแววตากลับมีความผันผวนทางอารมณ์พาดผ่าน พระองค์ทรงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะส่ายพระเศียร

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะพูดสั้นๆ ก็แล้วกัน"

"โจวเฉิน วันนี้ในตำหนักเหยาฉือแห่งนี้ เจ้าไม่ต้องเห็นข้าเป็นองค์เง็กเซียนฮ่องเต้หรอก ข้าจะพูดความในใจกับเจ้าสักสองสามประโยค เจ้าว่าดีหรือไม่"

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" โจวเฉินเอ่ยตอบ

"แม้เจ้าจะเพิ่งมาอยู่บนแดนสวรรค์ได้ไม่นาน แต่ก็น่าจะเห็นแล้วว่า ทั่วทั้งแดนสวรรค์นี้ดูเหมือนจะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายและมียอดฝีมือนับไม่ถ้วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต่างก็มีความคิดเป็นของตนเองทั้งนั้น"

"แม้กระทั่งการปราบปีศาจขจัดมารในโลกเบื้องล่าง ข้าก็ยังไม่สามารถตัดสินใจเด็ดขาดได้ จึงต้องก่อตั้งกองปราบปีศาจขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้"

"หลี่จิ้งนับว่าเป็นดาบที่ใช้งานได้ดีที่สุดในมือของข้าแล้ว"

"ส่วนนาจาผู้เป็นคมดาบ แม้จะสร้างเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไว้ใจได้ สำหรับข้าแล้ว นี่ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากทีเดียว"

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ก็ถือว่าชัดเจนมากแล้ว โจวเฉินฟังแล้วก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เริ่มรู้สึกเสียใจที่ยอมมายังตำหนักเหยาฉือแห่งนี้

ทว่าห้าวเทียนกลับทำราวกับมองไม่เห็น พระองค์ยังคงตรัสต่อไป

"เพียงแต่"

"มีเพียงนาจาเป็นดาบแค่เล่มเดียว สำหรับข้าแล้ว มันยังไม่เพียงพอหรอกนะ"

"ในช่วงเวลานี้ ความวุ่นวายในสามโลกเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่สิ่งที่กองปราบปีศาจจะสามารถจัดการให้สงบลงได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป"

"เรื่องของราชาปีศาจเจียวหมัวหวัง ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น"

"ข้าต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ"

"ข้าสามารถสนับสนุนเจ้า ช่วยให้พลังการบำเพ็ญเพียรของเจ้าก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด แม้กระทั่งการบรรลุถึงระดับต้าหลัวจินเซียนในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยาก"

"ปรมาจารย์เต๋าเคยทิ้งของวิเศษเอาไว้มากมาย ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในคลังสมบัติลับ ของวิเศษเหล่านี้ล้วนมีคุณประโยชน์แตกต่างกันไป ข้าสามารถมอบมันเป็นรางวัลให้กับเจ้าได้เช่นกัน"

"เจ้า ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยข้าหรือไม่"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 41 - คำเชิญจากห้าวเทียน

คัดลอกลิงก์แล้ว