เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 เรียงความไม่ใช่ของถนัด แต่ดันมาเขียนนิยายเนี่ยนะ

บทที่ 20 เรียงความไม่ใช่ของถนัด แต่ดันมาเขียนนิยายเนี่ยนะ

บทที่ 20 เรียงความไม่ใช่ของถนัด แต่ดันมาเขียนนิยายเนี่ยนะ


บทที่ 20 เรียงความไม่ใช่ของถนัด แต่ดันมาเขียนนิยายเนี่ยนะ

"คุณจะหัวเราะสะใจอะไรขนาดนั้น"

เฉิงเสวียหมินวางปากกาในมือลง หันไปมองเฝิงเจียโย่วที่กำลังยิ้มระรื่นเบิกบานใจ แล้วเอ่ยแซวขึ้นมา

"เสวียหมิน คุณนี่สุดยอดไปเลย คืนนี้ฉันมีรางวัลให้คุณนะ"

หลังจากได้เอาผลงานของสามีไปโชว์ออฟต่อหน้าแม่และน้องสาวจนหงายเงิบ เฝิงเจียโย่วก็อารมณ์ดีสุดๆ คืนนี้ต้องมีรางวัลพิเศษให้ซะหน่อยแล้ว

"แบบนี้แปลว่าผมสอบผ่านแล้วใช่มั้ย"

พอได้ยินภรรยาพูดแบบนั้น เฉิงเสวียหมินก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขายิ้มตาหยีพลางเอ่ยถาม

"ผ่านฉลุยเลยล่ะ เสวียหมิน เมื่อกี้คุณน่าจะได้เห็นท่าทางปากแข็งของแม่ฉันนะ"

"ก็งั้นๆ แหละ พอใช้ได้"

เฝิงเจียโย่วทำตัวเป็นลูกกตัญญูด้วยการแฉแม่ตัวเองจนหมดเปลือก เธอเอาข้อสอบของเฉิงเสวียหมินมาแผ่ตรงหน้าเขา แล้วเลียนแบบน้ำเสียงเย่อหยิ่งของแม่ก่อนจะเล่าต่อ

"เสวียหมิน คุณดูคะแนนสอบของคุณสิ คะแนนระดับนี้แต่ออกจากปากแม่กลับบอกว่าแค่พอใช้ได้"

"แล้วก็ยัยน้องสาวตัวแสบนั่นอีก ตั้งใจจะเอาคะแนนมาเทียบเพื่อข่มคุณชัดๆ แต่กลับโดนคุณทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น ดูซิว่าวันหลังหล่อนยังจะกล้าทำตัวโอหังต่อหน้าพี่เขยอย่างคุณอีกมั้ย"

เฉิงเสวียหมินได้ยินแล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ เขามองดูกระดาษข้อสอบที่วางอยู่ตรงหน้า คณิตศาสตร์ 118 ฟิสิกส์ 97 เคมี 98 การเมือง 92

ก็ถือว่าพอใช้ได้จริงๆ นั่นแหละ พื้นฐานระดับนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำถูกรื้อฟื้นกลับมาได้เกือบหมดแล้ว สำหรับการสอบเอนทรานซ์ในช่วงปีแรกๆ ที่เพิ่งฟื้นฟูระบบขึ้นมาแบบนี้ เขาคงสอบติดได้สบายๆ

เดิมทีเฉิงเสวียหมินเรียนสายวิทย์ วิชาการเมืองที่เป็นวิชาบังคับเลยถือเป็นจุดอ่อนของเขา สำหรับเขาแล้ว แค่ทำได้สักเจ็ดแปดสิบคะแนนก็ถือว่าหรูแล้ว

แต่คราวนี้กลับทำได้ถึง 92 คะแนน ซึ่งเกินความคาดหมายไปมาก สงสัยคงเป็นอานิสงส์จากการที่ชาติก่อนเขาทำข้อสอบข้อเขียนสำหรับสอบเข้ารับราชการมาเยอะแน่ๆ

หลังจากได้ทดสอบระดับความสามารถของตัวเองอย่างเป็นระบบแล้ว เฉิงเสวียหมินก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเยียนจิงในปีหน้า

"เสวียหมิน เหลือแค่วิชาภาษาจีนวิชาเดียวแล้ว คุณทำเป็นยังไงบ้าง"

หลังจากตื่นเต้นดีใจจนพอใจแล้ว เฝิงเจียโย่วก็ถามถึงข้อสอบวิชาภาษาจีนที่เป็นวิชาสุดท้ายของเฉิงเสวียหมิน

"ทำไปได้พอสมควรแล้วล่ะ เอาเป็นว่าส่งแค่นี้ก็แล้วกัน"

เฉิงเสวียหมินดึงข้อสอบภาษาจีนที่อยู่ล่างสุดออกมา แล้วยื่นส่งให้เฝิงเจียโย่ว

"เสร็จแล้วเหรอ ทำไมเร็วจัง"

เฝิงเจียโย่วรู้สึกประหลาดใจมาก นี่มันจะเร็วเกินไปไหม

เธอรับกระดาษข้อสอบภาษาจีนมาด้วยความสงสัย แล้วก็พบว่าหน้าแรกถูกเขียนตอบจนเต็มหมดแล้วจริงๆ

แต่พอพลิกไปดูด้านหลัง กลับพบว่าส่วนของการวิเคราะห์บทความโบราณและการเขียนเรียงความยังว่างเปล่าไม่มีรอยปากกาเลยสักนิด เธอจึงถามขึ้นว่า "เสวียหมิน คุณยังไม่ได้ทำส่วนวิเคราะห์บทความโบราณกับเรียงความเลยนะ จะส่งข้อสอบทั้งแบบนี้ได้ยังไง"

"อืม เมื่อกี้ใช้สมองหนักไปหน่อย ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยแล้วก็เลยไม่อยากเขียนต่อแล้วล่ะ" เฉิงเสวียหมินพยักหน้าและตอบกลับไปอย่างเกรงใจ "อีกอย่าง เรื่องเขียนเรียงความภาษาจีนก็ไม่ใช่ทางถนัดของผมด้วย แค่เห็นก็ปวดหัวแล้ว"

"ที่รักจ๋า คุณดูสิ ตอนนี้หัวผมแทบจะระเบิดอยู่แล้ว เหนื่อยจริงๆ นะ"

ที่จริงก็แค่ไม่อยากเขียน อยากจะอู้งานต่างหากล่ะ

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเฉิงเสวียหมินถึงเลือกทำวิชาภาษาจีนเป็นวิชาสุดท้าย เพราะเขาไม่ได้อยากทำวิชานี้มาตั้งแต่แรกแล้ว

ตอนนี้มีคะแนนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี การเมือง และภาษาอังกฤษ ห้าวิชานี้ช่วยการันตีความสามารถให้แล้ว คะแนนวิชาภาษาจีนวิชาสุดท้ายก็เลยไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรอีก

"เหนื่อยแล้วเหรอ" เฝิงเจียโย่วได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ เธอเอ่ยว่า "ฉันไม่ได้บอกให้คุณหักโหมทำรวดเดียวซะหน่อย ยัยน้องสาวตัวแสบนั่นทำมาตั้งนาน เพิ่งจะเสร็จแค่ภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์ แถมยังทำหน้าตาระรื่นอวดเก่งอยู่เลย"

"เสวียหมิน ไม่ต้องทำแล้วๆ ไม่ต้องทำแล้ว พอมีคะแนนสี่ร้อยกว่าคะแนนจากห้าวิชานี้ ด่านของแม่ก็ถือว่าผ่านฉลุยไปนานแล้วล่ะ"

"เดี๋ยวฉันนวดให้นะ แรงประมาณนี้พอดีมั้ย"

ด้วยความสงสารจับใจ เฝิงเจียโย่วจึงลงมือนวดขมับให้เฉิงเสวียหมินอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม

"อืม แรงกำลังดีเลย ขอบคุณนะที่รัก" เฉิงเสวียหมินหลับตาพริ้มรับการปรนนิบัติจากภรรยา ก่อนจะพูดต่อว่า

"ที่รักจ๋า ผมคิดว่านะ จริงๆ แล้วไม่ต้องไปวิ่งเต้นเรื่องให้ผมไปเรียนแทรกชั้นเพื่อซิ่วหรอก"

"ผมไม่อยากไปเรียนซ้ำชั้นให้เสียเวลา ผมอยากหาอย่างอื่นทำมากกว่า"

ระดับความสามารถของเขาเป็นยังไง ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวเฝิงก็น่าจะรู้กันหมดแล้ว การจะได้ไปเรียนแทรกชั้นที่มัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยเยียนจิงหรือไม่ สำหรับเฉิงเสวียหมินแล้วมันไม่สำคัญเลยสักนิด

ยิ่งไปกว่านั้น การต้องมาเลี้ยงดูลูกเขยแต่งเข้าบ้าน แถมยังต้องส่งเสียให้ไปเรียนซิ่วเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นสำหรับตัวเขาเองหรือสำหรับครอบครัวเฝิง มันก็เหมือนเป็นการประจานตัวเองให้คนนอกเอาไปหัวเราะเยาะเปล่าๆ

ต่อให้ปีหน้าเฉิงเสวียหมินจะสอบติดมหาวิทยาลัยเยียนจิงได้จริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นเสียงซุบซิบนินทา และคงถูกคนรอบข้างของครอบครัวเฝิงเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนไปตลอดชีวิต

ในเมื่อมีทางเลือกที่ไม่ต้องทนฟังคำนินทาของชาวบ้าน แล้วทำไมเขาจะต้องไปเรียนแทรกชั้นนั่นด้วยล่ะ

เอาเข้าจริงๆ เฉิงเสวียหมินยอมปล่อยให้คนอื่นมองว่าเขาเป็นไอ้หนุ่มเกาะเมียกิน ดีกว่าจะต้องไปทนเสียเวลานั่งเรียนซิ่วอย่างจริงจังซะอีก

"ก็ได้ เสวียหมิน ถ้าคุณไม่อยากไปเรียนซิ่วก็ไม่ต้องไป อ่านหนังสือสอบอยู่บ้านก็เหมือนกันแหละ เดี๋ยวฉันจะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับแม่เอง"

เฝิงเจียโย่วตามใจสามีทุกอย่าง ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป อีกอย่างเธอเองก็ไม่อยากจะติดหนี้บุญคุณแม่เรื่องนี้ด้วย

สามีของเธอเก่งกาจขนาดนี้ โอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยเยียนจิงมีสูงปรี๊ดอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องให้แม่มาคอยจัดการวิ่งเต้นเรื่องเรียนแทรกชั้นที่มัธยมสาธิตอะไรนั่นให้วุ่นวายเลย

ขืนปล่อยให้แม่จัดการให้ เดี๋ยวพอสามีของเธอสอบติดมหาวิทยาลัยเยียนจิงขึ้นมา แม่ก็จะฮุบเอาความดีความชอบไปเป็นของตัวเองหมด

แล้วก็คงจะเอาไปคุยโวว่า ที่เฉิงเสวียหมินสอบติดมหาวิทยาลัยเยียนจิงได้ ก็เป็นเพราะแม่ยายอย่างเธออุตส่าห์ดิ้นรนส่งเขาไปเรียนซิ่วที่มัธยมสาธิตจนสอบติดใช่มั้ยล่ะ

ถ้าไม่มีแม่ยายอย่างเธอ ต่อให้เฉิงเสวียหมินซิ่วไปอีกกี่ปีก็คงสอบไม่ติดหรอก

แม่ต้องเอาไปพูดแบบนี้แน่นอน ความเย่อหยิ่งของแม่เป็นยังไง คนเป็นลูกสาวอย่างเธอรู้ไส้รู้พุงดีที่สุด

"โอเค" เฉิงเสวียหมินพยักหน้ารับเบาๆ

"งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เสวียหมิน ต่อไปคุณก็ปั่นจักรยานไปส่งฉันที่มหาวิทยาลัยทุกวัน แล้วก็ไม่ต้องปั่นกลับมาบ้านหรอก คุณก็อ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงนั่นแหละ"

"ที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงมักจะมีห้องเรียนว่างๆ อยู่เสมอ หรือคุณจะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดก็ได้ ตอนเที่ยงเราก็กินข้าวด้วยกันที่มหาวิทยาลัย พอตอนเย็นเลิกเรียนแล้วเราก็ค่อยกลับบ้านพร้อมกัน"

เด็กน้อยสองคนทางนี้ก็ได้รับการจัดการเรื่องโรงเรียนและโรงเรียนอนุบาลเรียบร้อยแล้ว เฉิงเสวียหมินในฐานะคุณอาเขยก็ไม่ต้องรับหน้าที่เลี้ยงเด็กเต็มเวลาอยู่บ้านอีกต่อไป

เฝิงเจียโย่วจึงเกิดไอเดีย ให้เฉิงเสวียหมินไปขลุกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงในช่วงกลางวันซะเลย

"ตกลง ฟังตามที่รักเลย"

เฉิงเสวียหมินพยักหน้า ตอนนี้เขากำลังเริ่มจรดปากกาเขียนนิยายแล้ว จะอยู่ที่บ้านหรือที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงมันก็มีค่าเท่ากัน

แถมถ้าไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยียนจิง เขาก็ยังสามารถคอยดูแลเฝิงเจียโย่วได้ด้วย

"เอ๊ะ เสวียหมิน ทำไมคราวนี้คุณถึงได้เชื่อฟังง่ายนักล่ะ" การที่เฉิงเสวียหมินตอบตกลงอย่างง่ายดาย กลับทำให้เฝิงเจียโย่วเริ่มสงสัย เธอจึงถามต่อว่า "เมื่อกี้คุณเพิ่งจะบอกเองนะ ว่าอยากจะออกไปหาอะไรทำน่ะ"

เมื่อกี้เฝิงเจียโย่วก็ได้ยินที่เฉิงเสวียหมินบอกว่าอยากออกไปหาอะไรทำนั่นแหละ แต่ด้วยความเคยชิน เธอจึงแกล้งทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยิน แล้วเสนอไอเดียเรื่องอ่านหนังสือที่มหาวิทยาลัยไปแทน

แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าเฉิงเสวียหมินที่มีความทะนงตัวและอยากจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวเหมือนกัน กลับยอมตกลงซะงั้น

"หึๆ"

"จริงๆ แล้ว ช่วงนี้ผมลองเขียนอะไรนิดหน่อยน่ะ ที่รักจ๋าคุณช่วยตรวจดูให้หน่อยสิ ว่าพอจะใช้ได้มั้ย ถ้าจะส่งไปให้นิตยสารที่แม่ทำอยู่พิจารณา มันจะพอมีหวังผ่านหรือเปล่า"

เฉิงเสวียหมินตัดสินใจหงายไพ่ เขาเดินไปรื้อหาต้นฉบับนิยายที่ตัวเองเขียนเสร็จแล้ว ออกมาจากกองหนังสือที่มุมห้อง แล้วยื่นมันให้กับหญิงสาว

"หา เสวียหมิน นี่มันหมายความว่าไง คุณเพิ่งจะบอกเองนะ ว่าเรื่องเขียนเรียงความภาษาจีนไม่ใช่ของถนัดน่ะ"

เฝิงเจียโย่วรับต้นฉบับมาจากมือเฉิงเสวียหมิน ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย ตกตะลึง และอ้าปากค้าง

เมื่อกี้ยังบ่นเหนื่อยแล้วอ้างว่าไม่ถนัดเรื่องการเขียนเรียงความภาษาจีนอยู่เลย แต่พอหันหลังปุ๊บ ดันแอบควักต้นฉบับนิยายออกมา แถมยังมั่นหน้าถึงขนาดจะเอาไปส่งให้นิตยสารของแม่เธออีกเนี่ยนะ

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 เรียงความไม่ใช่ของถนัด แต่ดันมาเขียนนิยายเนี่ยนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว