- หน้าแรก
- กระสุนสังหารทะลวงขีดจำกัด
- บทที่ 39 - รสชาติแห่งอำนาจ
บทที่ 39 - รสชาติแห่งอำนาจ
บทที่ 39 - รสชาติแห่งอำนาจ
บทที่ 39 - รสชาติแห่งอำนาจ
เลี่ยวหล่างและเหลียงเชาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถือแก้วเหล้าเดินตรงไปหาลู่เจา
ลู่เจานั่งอยู่ตำแหน่งประธาน เขาไม่ค่อยชินกับงานเลี้ยงสังสรรค์แบบนี้เท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้เขารู้ดีว่าควรวางตัวอย่างไร
เลี่ยวหล่างและเหลียงเชาพร้อมใจกันลดระดับปากแก้วของตัวเองให้อยู่ต่ำกว่าขอบแก้วของลู่เจา จากนั้นก็แหงนหน้าดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
ท่วงท่าเหล่านี้ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ หากไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะมองไม่ออกเลย
"ท่านเสนาธิการลู่ ต่อไปนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
หลังจากนั้นบรรดานายทหารคนอื่นๆ ก็พากันลุกขึ้นยืน ไม่ว่าจะเป็นรองผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวน เสนาธิการฝ่ายยุทธการของกองร้อยเคลื่อนที่เร็ว หรือผู้บังคับหมวดของกองร้อยสนับสนุน พวกเขาถือแก้วเหล้าเดินเรียงคิวเข้ามาหาลู่เจา
ต่างจากความห่างเหินในวันวาน วันนี้ทุกคนล้วนประดับรอยยิ้มและเอ่ยคำพูดประจบประแจง
ไม่มีการนัดแนะลำดับก่อนหลัง ไม่มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ทว่าระดับตำแหน่ง ฐานะ และยศทหารของแต่ละคนกลับถูกแบ่งลำดับขั้นอย่างชัดเจน
อำนาจแห่งการแบ่งแยกชนชั้นที่ไร้เสียงแต่กลับแจ่มชัดกำลังแสดงให้ลู่เจาเห็นอยู่ตรงหน้า
ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์เลย ตั้งแต่มาอยู่สถานีชายแดน เวลาส่วนใหญ่ของเขาก็หมดไปกับการเป็นอาหารยุงอยู่ในป่าลึก
เขาหันไปมองจางลี่เค่อ อีกฝ่ายชูแก้วขึ้นแล้วส่งยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นราวกับกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง
นี่แหละคืออำนาจ
วัฒนธรรมวงเหล้าในสังคมของสหพันธรัฐนั้นเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือวัฒนธรรมแห่งอำนาจ
สังคมหลังยุคภัยพิบัติเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการปรับโครงสร้างของสภาขุนศึก ความขัดแย้งระหว่างชาวหัวเซียกับชนต่างถิ่นที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความกดดันในการเอาชีวิตรอดที่พุ่งสูงปรี๊ด อาชญากรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การถือกำเนิดขององค์กรนอกกฎหมายที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่าประเทศเล็กๆ ก่อนยุคภัยพิบัติ ไปจนถึงภัยคุกคามจากคลื่นสัตว์อสูร
ท่ามกลางยุคเข็ญ มนุษย์กลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และผู้เหนือมนุษย์ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ตัวบุคคลเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของอำนาจที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่ากฎระเบียบที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ และวงเหล้าก็คือลานประลองอำนาจชั้นยอด
เหล่าขุนศึกผู้นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างคอยแบ่งปันผลประโยชน์กันในโถงสำนักงานการปกครองมณฑล ไปจนถึงหัวหน้าแก๊งอันธพาลตามตรอกซอกซอยที่คอยแบ่งสรรปันส่วนอาณาเขต สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ต้องอาศัยคนเป็นผู้ลงมือทำ
และคำว่าคนในที่นี้ ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงผู้เหนือมนุษย์
งานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ก็เพื่อสถาปนาสถานะความเป็นผู้นำให้แก่ลู่เจา เพราะเขามีระดับการพัฒนาพลังชีวิตสูงที่สุด และจางลี่เค่อก็เต็มใจที่จะผลักดันเขา
เมื่อดื่มกันไปได้สักพัก บรรยากาศก็ยิ่งคึกคักขึ้นเรื่อยๆ
ลู่เจาลุกขึ้นยืน ทุกคนก็เงียบเสียงลงทันทีและหันมามองเขา
ความรู้สึกที่ทุกท่วงท่าของตัวเองส่งผลกระทบต่อผู้อื่น มันเหมือนกับการฉีดสารกระตุ้นเข้าเส้นเลือด ทำให้รู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาพูดขึ้น "ผมอยากจะขอร้องทุกคนสักเรื่องครับ การประเมินบุคลากรดีเด่นปีนี้ ผมอยากจะได้ตำแหน่งนี้ครับ"
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไม่ต้องรอให้จางลี่เค่อเป็นคนนำ เลี่ยวหล่างก็รีบแสดงจุดยืนเป็นคนแรก "ปีนี้ผมโหวตให้ท่านเสนาธิการลู่แน่นอนครับ"
คนอื่นๆ ก็พากันสนับสนุนตาม
"ถ้าไม่โหวตให้ท่านเสนาธิการลู่แล้วจะให้โหวตให้ใครล่ะ จะให้ไปโหวตให้พวกที่วันๆ เอาแต่นั่งตากแอร์อยู่ในออฟฟิศเหรอครับ"
"ท่านเสนาธิการลู่เหน็ดเหนื่อยสร้างผลงานมาตั้งหลายปี สมควรจะได้ตำแหน่งบุคลากรดีเด่นมาตั้งนานแล้วครับ"
ลู่เจายกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด การดื่มเหล้าแบบธรรมดาๆ ของเขาก็เรียกเสียงชื่นชมจากทุกคนได้ว่า 'ท่านเสนาธิการลู่ช่างคอแข็งจริงๆ'
หลังจากนั้นในงานเลี้ยงก็เริ่มมีคนเข้ามาโอบไหล่และเรียกเขาว่าพี่น้อง ราวกับเป็นเพื่อนเก่าที่คบหากันมานาน
เขาสัมผัสได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายทหารเหล่านี้สนิทสนมกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่าตอนที่เขาช่วยชีวิตพวกนั้นเอาไว้เสียอีก
'เมื่อผมมีเรื่องขอร้องพวกเขา เราก็จะกลายเป็นกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน'
ลู่เจาเกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างถ่องแท้
และเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อก่อนมนุษยสัมพันธ์ของเขาถึงไม่ค่อยดีนัก อาจจะไม่ใช่เพราะปัญหาที่ติดตัวเขามา หรือเพราะนิสัยของเขา แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากใครเลยต่างหาก
"ตาเฒ่าลู่"
จางลี่เค่อเอาศอกกระทุ้งเขาเบาๆ หัวเราะอย่างจนใจ "การที่แกกล้าเอ่ยปากขอร้องคนอื่นน่ะเป็นเรื่องที่ดี แต่คราวหน้าหัดเก็บอาการหน่อย แกทำแบบนี้มันดูโอหังเกินไปนะ"
"แกควรจะบอกว่า การประเมินบุคลากรดีเด่นปีนี้ กองร้อยของเราสมควรจะได้ตำแหน่งมาครอง พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันสิ"
ลู่เจาพยักหน้ารับ "เข้าใจแล้วครับ"
เขานั่งอยู่ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครม ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกย้อมด้วยสีสันแห่งอำนาจ
แต่แววตาของเขายังคงใสกระจ่างและเฉียบคมเช่นเคย
หากสิ่งนี้จะช่วยให้เขาปีนป่ายขึ้นไปได้สูงขึ้น ลู่เจาก็ยินดีที่จะดื่มด่ำกับเหล้าบนโต๊ะนี้อย่างเต็มใจ
ลู่เจาจิบเหล้าเข้าไปอีกอึก เพียงแค่ใช้ความคิด รสชาติของเหล้าก็กลายเป็นความหวาน
เมื่อความตั้งใจสามารถครอบงำการรับรู้ของร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ นั่นก็แปลว่าเขาฝึกวิชาเพ่งมโนทัศน์สำเร็จแล้ว
ประสาทสัมผัสทางรสชาติสำเร็จลุล่วง
กลางดึกสงัด ความคึกคักวุ่นวายจางหายไป
รถจี๊ปแล่นไปตามถนนที่เงียบสงัดมุ่งหน้ากลับสู่ค่ายทหาร นอกหน้าต่างรถคือความมืดมิดที่ไม่อาจหลอมละลาย มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่ฉีกกระชากความมืดออกไปได้เพียงเล็กน้อย
จางลี่เค่อกุมพวงมาลัยด้วยสายตาที่ตื่นตัว สภาพร่างกายของผู้เหนือมนุษย์ระดับที่หนึ่งช่วยขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายไปจนหมดสิ้นแล้ว
บนเบาะนั่งข้างคนขับ ลู่เจานั่งหลับตาพักผ่อน ร่องรอยความเมามายบนใบหน้าเลือนหายไปจนหมด เหลือเพียงความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์
จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น "ลุงหนิวบอกให้ฉันลองไปสืบเรื่องน้องชายของหลวี่จินซานดู หมอนั่นอาศัยบารมีของหลวี่จินซานทำธุรกิจลักลอบขนของเถื่อนมาตลอด มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกี่ยวข้องกับเส้นทางขนของเถื่อนหลังภูเขา"
จางลี่เค่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาตาร้อน "ตาเฒ่านั่นมีอะไรก็รีบคาบข่าวมาบอกแกก่อนตลอดเลยนะ ช่างเห็นคนนอกดีกว่าหลานตัวเองซะจริง เรื่องน้องชายของหลวี่จินซานฉันก็พอได้ยินมาบ้าง เดี๋ยวจะให้คนไปสืบดู แต่แกอย่าตั้งความหวังไว้สูงนักล่ะ"
ลู่เจาขมวดคิ้ว "มีคนหนุนหลังเหรอ"
จางลี่เค่อไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เขาถามกลับ "เบื้องหลังหลวี่จินซานคือใคร"
"สุนัขรับใช้ของตระกูลเฉิน"
ลู่เจาตอบตรงประเด็น
หลวี่จินซานที่เป็นแค่หัวหน้าสถานีชายแดนกระจอกๆ จะไปเกาะใบบุญตระกูลเฉินโดยตรงได้ยังไง
แค่หลวี่จินซานคนเดียวไม่มีทางกดเขาเอาไว้ได้หรอก มันต้องเป็นคนระดับมณฑล หรือไม่ก็คนในสำนักงานการปกครองมณฑลหนานไห่แน่นอน
"ใครเป็นคนหนุนหลังฉันก็ไม่รู้หรอก แต่น่าจะเป็นพวกผู้มีอำนาจในสำนักงานการปกครองมณฑลหนานไห่แน่ๆ หลวี่จินซานมาที่นี่ก็เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้คนคนนั้น แล้วก็ใช้โอกาสนี้เป็นเงาตามตัวคอยกดหัวแกไว้ด้วย"
จางลี่เค่อหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ "พวกเราก็แค่พันตรีกับร้อยเอก เป็นแค่ปีศาจน้อยเดินลาดตระเวนบนภูเขา จะเอาอะไรไปสู้กับพญาราชสีห์เจ้าป่าล่ะ"
ภายในรถกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของลู่เจาค่อยๆ คลายลง เขาพูดด้วยความแน่วแน่ "เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับคนลงมือทำ ลองหาหลักฐานมัดตัวมันให้ได้ก่อนเถอะ"
จางลี่เค่อเหลือบมองเสี้ยวหน้าของลู่เจาที่กลับมาสงบนิ่งและดูเด็ดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้พูดจาปลุกใจอะไร แต่มันกลับส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเขาอย่างน่าประหลาด
เขาถอนหายใจออกมายาวๆ พูดราวกับอิจฉา "เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ แฮะ"
เมื่อกลับถึงห้องพัก
ลู่เจาเริ่มนั่งขัดสมาธิฝึกพลังจิตตามปกติ
ช่วงเช้าฝึกปราณหลอมแก่นแท้หนึ่งชั่วโมง ช่วงเที่ยงฝึกวิชาเพ่งมโนทัศน์ และช่วงกลางคืนก็ฝึกพลังจิตลากยาวไปจนถึงเช้า
การฝึกพลังจิตนั้นทรมานที่สุด ทุกวินาทีต้องเผชิญกับความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง แถมผลลัพธ์ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับการพัฒนาพลังชีวิต ถือเป็นช่วงเวลาที่ทรมานแสนสาหัส
หลายคนทนความเจ็บปวดได้ แต่มีน้อยคนนักที่จะทนความอ้างว้างโดดเดี่ยวได้
ยิ่งลู่เจาเป็นผู้เหนือมนุษย์สายพลังจิต ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาไวกว่าคนปกติหลายเท่า ความเจ็บปวดที่เขาได้รับจึงทวีคูณตามไปด้วย
ลู่เจาขมวดคิ้วแน่น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก กล้ามเนื้อกระตุกเกร็งเป็นระยะโดยไม่รู้ตัว
แต่เขาไม่เคยกลัวความอ้างว้างและความเจ็บปวดเลย สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าต่างหาก
ในเมื่ออนาคตสว่างไสว เขาก็แค่ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง
รุ่งสาง แสงแดดสาดส่องเข้ามา
ลู่เจาเป่าลมหายใจขุ่นมัวออกมา รู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งตัว
ความเจ็บปวดจากการฝึกพลังจิตหายเป็นปลิดทิ้ง พอเดินลมปราณอีกครั้งก็รู้สึกได้ถึงความเย็นสดชื่นที่ไหลเวียนอยู่ในสมอง
"แบบนี้เรียกว่าฝึกพลังจิตสำเร็จขั้นต้นแล้วหรือเปล่านะ"
วันที่หกมิถุนายน สายฝนโปรยปรายลงมาเบาๆ
เหลียงเฟยเดินเข้ามาในอาคารสำนักงานเก่าๆ ของกองร้อยลาดตระเวนด้วยฝีเท้าเบาหวิว
แม้สภาพแวดล้อมจะดูซอมซ่อเทียบไม่ได้กับอาคารกองบัญชาการใหญ่ แต่พอคิดว่าในที่สุดเขาก็ได้ลงมาคุมงานภาคสนาม และกำลังจะคว้าผลงานชิ้นโตจากภารกิจป้องกันอุทกภัยในครั้งนี้ มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
การประเมินเพื่อเลื่อนขั้นของนายทหารในสหพันธรัฐมีสองปัจจัยหลักคือ ระดับการพัฒนาพลังชีวิต และความดีความชอบ
ถ้าเป็นผู้เหนือมนุษย์ระดับที่สอง พอทำผลงานครบตามเวลาที่กำหนดก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นนายทหารระดับนายพันโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าดำรงตำแหน่งครบตามเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเช่นเป็นร้อยเอกมาแล้วสี่ปี และมีผลงานความดีความชอบระดับสองขึ้นไปหนึ่งครั้ง หรือระดับสามหลายๆ ครั้ง ก็สามารถเลื่อนขั้นได้เช่นกัน
ปีนี้เหลียงเฟยอายุสี่สิบสามปี เป็นร้อยเอกมาแปดปีแล้ว
เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการพัฒนาพลังชีวิต และก็ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อสร้างผลงาน การได้มารับตำแหน่งผู้บังคับบัญชาด่านหน้าในหมวดเสริมกำลังพิเศษจึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับเขา
สำหรับเหลียงเฟยแล้ว ภารกิจนี้มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ก็แค่วางกำลังคนคอยเฝ้าระวังระดับน้ำกับสัตว์น้ำ แล้วก็คอยรายงานทางการท้องถิ่นให้ทันท่วงทีเท่านั้นเอง
ลู่เจาทำได้ เขาก็ต้องทำได้เหมือนกัน
เขาเดินเข้าไปในห้องทำงาน กวาดสายตามองพื้นที่อันคับแคบ ภายในห้องมีคนอยู่สามคน
จางเจิ้งหง จางเยี่ยนเฟิง และหลิวเฉียง
สองคนแรกไม่ค่อยสลักสำคัญเท่าไหร่ แต่หลิวเฉียงเป็นหลานชายของจางลี่เค่อ การจะริเริ่มทำงานที่นี่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปะทะกับจางลี่เค่อ
"เสี่ยวหลิว"
เหลียงเฟยปั้นหน้ายิ้มแย้ม จงใจดัดเสียงให้อ่อนโยนลงเล็กน้อย
หลิวเฉียงเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าเรียบเฉย พยักหน้าตอบรับ "ผู้หมวดเหลียง"
เหลียงเฟยแสร้งทำเป็นถามไถ่ "งานป้องกันอุทกภัยปีนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว"
[จบแล้ว]