เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 - หัวหน้าของผมคือหลวี่จินซาน

บทที่ 28 - หัวหน้าของผมคือหลวี่จินซาน

บทที่ 28 - หัวหน้าของผมคือหลวี่จินซาน


บทที่ 28 - หัวหน้าของผมคือหลวี่จินซาน

หลินจือเยี่ยนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์บนท้องฟ้า วินาทีนั้นราวกับว่าเธอได้ย้อนกลับไปอยู่ในห้องเรียนรวมของมหาวิทยาลัยตี้จิง ได้เห็นตำนานแห่งสายพลังจิตด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก

ในปีนั้นเขาก้าวขึ้นไปบนโพเดียมพร้อมกับการควบคุมพลังจิตที่แม่นยำระดับที่ไม่มีใครเข้าใจได้

มาวันนี้การพัฒนาพลังจิตของเขาก้าวล้ำไปสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าเดิมแล้ว

หลินจือเยี่ยนซึ่งเป็นผู้ใช้พลังสายเดียวกัน สามารถมองเห็นพลังจิตที่ห่อหุ้มหัวกระสุนพุ่งทะลวงร่างของพวกกองโจรป่าได้อย่างชัดเจน

ฝ่ายที่ตกตะลึงที่สุดคือหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนพวกเขาสังเกตไม่ทัน แต่ความจริงข้อหนึ่งที่ประจักษ์ชัดก็คือ ผู้เหนือมนุษย์ที่อันตรายที่สุดถูกพลซุ่มยิงบนเฮลิคอปเตอร์เป่ากระหม่อมดับดิ้นไปแล้ว

พอพวกกองโจรเห็นเฮลิคอปเตอร์ก็เผ่นหนีป่าราบ ระหว่างที่หนีพลังวิเศษของพวกมันก็ยังทำงานอยู่ แต่พอสิ้นเสียงปืนนัดแรก พลังนั้นก็เสื่อมสลายลงทันที และกระสุนนัดต่อมาก็ปลิดชีพมันไปอย่างง่ายดาย

เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาไม่ถึงสองนาที โดยไม่มีการต่อสู้ยืดเยื้อใดๆ ทั้งสิ้น

"เยี่ยม"

มีเพียงจางลี่เค่อที่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่วนจนหน้าแดงก่ำแล้วตะโกนผ่านวิทยุสื่อสาร "ฮ่าๆๆ งานแบบนี้ต้องยกให้ตาเฒ่าลู่จัดการถึงจะเอาอยู่ ถ้านายมาตั้งแต่แรก พวกเราก็คงไม่ต้องตายกันเยอะขนาดนี้หรอก"

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการปราบปรามการก่อการร้ายคือการต่อสู้ในเขตเมือง แม้ทีมต่อต้านการก่อการร้ายจะมีระดับการพัฒนาพลังชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ยี่สิบแต้ม แต่เมื่อต้องเผชิญกับสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อนในเมืองก็อาจเกิดการสูญเสียได้ อานุภาพของอาวุธสงครามยุคใหม่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีพลังชีวิตหลักสิบแต้มจะเอาตัวเข้าแลกได้

ส่วนผู้เหนือมนุษย์ที่มีระดับพลังชีวิตห้าสิบแต้มขึ้นไปก็มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถส่งมาทำงานต่อต้านการก่อการร้ายได้ทั้งหมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการส่งมาประจำการในพื้นที่ห่างไกลความเจริญอย่างหนานไห่ตะวันตกเลย

นี่คือจุดอ่อนของการทำสงครามรักษาความสงบเรียบร้อย

กรณีของลู่เจาถือเป็นข้อยกเว้น ตามหลักแล้วเขาไม่ควรต้องมาทนอุดอู้อยู่ที่หุบเขาหม่าอี่เลยด้วยซ้ำ

คนพูดไม่คิด แต่คนฟังกลับคิดลึก

พอหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายได้ยินสิ่งที่จางลี่เค่อตะโกนในช่องสื่อสาร หน้าพวกเขาก็มืดทะมึนลงทันที

เวลา 11:05 น. การต่อสู้สิ้นสุดลง หน่วยดับเพลิงและตำรวจท้องที่เข้ามาเคลียร์พื้นที่อย่างรู้งาน

เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆ ร่อนลงจอดบนลานกว้าง

ทันทีที่ลู่เจาก้าวเท้าลงจากเครื่อง เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่พุ่งตรงมาจากทุกทิศทุกทาง

จางลี่เค่อรีบพุ่งเข้ามาหาทันที "ถ้านายไม่มา วันนี้พวกเราคงได้ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ แล้วล่ะ"

จากนั้นเขาก็กระซิบเสียงเบา "หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายตายไปหกคน ตอนนี้พวกเขากำลังโกรธจัด เดี๋ยวตอนคุยกันก็หาทางโยนความผิดไปให้หลวี่จินซานซะนะ"

ลู่เจามองตามสายตาของอีกฝ่ายไป ก็พบกับสมาชิกหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่เดินกะเผลกๆ เข้ามา

ยอดฝีมือของตำรวจตระเวนชายแดนดูสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า ทุกคนล้วนมีบาดแผลติดตัว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังพอยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้จางลี่เค่อเตือน เขาก็มองเห็นความไม่พอใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของคนเหล่านั้นแล้ว

ชายเจ้าของยศพันตรีเดินตรงมาทางนี้

ในจังหวะนั้นเอง หลินจือเยี่ยนซึ่งมีผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนพิเศษอีกหลายคนคอยล้อมหน้าล้อมหลัง ก็ชิงก้าวเข้ามายืนขวางระหว่างลู่เจากับผู้บังคับกองร้อยของหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายเสียก่อน

"ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถกำจัดตัวการใหญ่และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว คุณคือผู้ทำผลงานชิ้นเอก ฉันจะรายงานความดีความชอบของคุณไปยังเขตให้"

ใบหน้าสวยคมของหลินจือเยี่ยนยังคงมีร่องรอยของความเหนื่อยล้า แต่ก็ไม่อาจปิดบังน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจได้

ถึงเธอจะหยิ่งยโสไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็มีความยุติธรรม

ลู่เจารู้สึกประทับใจในตัวเธอขึ้นมาเล็กน้อย เขายกมือขึ้นวันทยหัตถ์ "ขอบคุณครับท่าน"

หลินจือเยี่ยนถามต่อทันที "คุณมีความสามารถโดดเด่นมาก การต้องมาจมปลักอยู่ที่สถานีชายแดนถือว่าน่าเสียดายทีเดียว สนใจจะย้ายมาช่วยงานสืบสวนในหน่วยสืบสวนพิเศษไหม"

ลู่เจาทำท่าครุ่นคิด ส่วนจางลี่เค่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ขยิบตาบุ้ยใบ้ แทบจะกระโดดเข้าไปตอบตกลงแทนให้รู้แล้วรู้รอด

การได้เข้าหน่วยสืบสวนพิเศษหมายถึงการหลุดพ้นจากเงื้อมมือของหลวี่จินซาน และจะไม่มีทางเกิดเหตุการณ์แบบวันนี้ขึ้นอีกแน่นอน

ลู่เจาส่ายหน้า "ตอนนี้ผมยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ คงไม่สะดวกที่จะควบหลายตำแหน่งครับ"

อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงฤดูน้ำหลาก ถึงตอนนั้นกระแสน้ำป่าจะพัดพาสัตว์อสูรจากแม่น้ำเม่ยเหอในเขตมีเหย่ซานเจียงเข้ามาด้วย

แต่ละปีจะมีสัตว์อสูรหลุดเข้ามาประมาณร้อยตัว ครึ่งหนึ่งในนั้นเป็นสัตว์น้ำ

ภูมิประเทศของมณฑลหนานไห่ตะวันตกมีภูเขาแปดส่วน น้ำหนึ่งส่วน และที่นาอีกหนึ่งส่วน การเกษตรกรรมต้องพึ่งพาสายน้ำเป็นหลัก หากมีสัตว์อสูรเล็ดลอดเข้ามาได้ย่อมต้องมีคนตายแน่ๆ

การได้เข้าร่วมหน่วยสืบสวนพิเศษเป็นเรื่องดีก็จริง แต่ในเมื่อเขายังคงอยู่ในตำแหน่ง เขาก็ต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่หลักของตนเป็นอันดับแรก

เมื่อถูกปฏิเสธอีกครั้ง หลินจือเยี่ยนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ทว่าบรรยากาศไม่ได้ตึงเครียดเหมือนคราวก่อน คนเก่งมักจะได้รับสิทธิพิเศษเสมอ และลู่เจาก็เพิ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยากจะหาใครมาแทนที่ได้

เธอยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง "แล้วถ้าแค่มาเป็นที่ปรึกษาชั่วคราวล่ะ"

ลู่เจาตอบกลับ "ผมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งขององค์กรครับ"

คำตอบนี้ไม่ใช่การปฏิเสธ แต่ก็ไม่ใช่การตอบตกลงเช่นกัน

จางลี่เค่อและผู้ช่วยหน่วยสืบสวนพิเศษที่ยืนอยู่ด้านข้างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

คนแรกดีใจที่ลู่เจาไม่ได้หัวรั้นเหมือนตาแก่ที่บ้าน เขาแค่ยึดติดกับหลักการบางอย่าง แต่เวลาปกติก็ยังรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา

ส่วนคนหลังนั้นแปลกใจที่คุณหนูใหญ่อย่างเธอมีความอดทนต่อลู่เจาสูงมากจนน่าประหลาดใจ

ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้เธอคงไล่ตะเพิดไปแล้วพร้อมกับประโยคที่ว่า 'ถ้าแกไม่ทำ ก็มีคนอื่นรอทำอีกเยอะแยะ'

คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย ด้วยอำนาจบารมีของตระกูลหลิน การจะหาผู้เหนือมนุษย์ระดับสูงมาร่วมงานด้วยไม่ใช่เรื่องยาก

แต่การทำแบบนั้นอาจกลายเป็นรอยด่างพร้อยในประวัติการทำงานของคุณหนูหลิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเมืองในเขตหนานไห่ในอนาคต ภายใต้ระบบที่เป็นอยู่ ชาติตระกูลอาจจะช่วยให้เจริญก้าวหน้าได้รวดเร็ว แต่ก็ตันอยู่แค่ระดับที่ต่ำกว่าขุนศึกเท่านั้น

หากต้องการก้าวขึ้นสู่ระดับแกนนำผู้ตัดสินใจ ประวัติการทำงานต้องขาวสะอาดปราศจากมลทิน

เช่นเรื่องการจัดสรรผู้เหนือมนุษย์แบบข้ามขั้น

เรื่องแบบนี้ปกติไม่มีใครมานั่งตรวจสอบและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง แต่ถ้าเกิดต้องไปงัดข้อกับขั้วอำนาจระดับเดียวกัน มันจะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีได้ทันที

ปัญหาเรื่องวินัยและความประพฤติที่ทำให้คนหลุดจากตำแหน่งได้ ก็เพราะมีคนจ้องจะเลื่อยขาเตียงอยู่นั่นแหละ

"อะแฮ่ม"

ผู้บังคับกองร้อยของหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่ยืนดูอยู่เงียบๆ กระแอมไอเบาๆ แล้วก้าวออกมายืนข้างหน้า ใบหน้าของเขาถมึงทึง "หัวหน้าหลินครับ เราต้องการคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้"

เขาไม่ได้โวยวายใส่ลู่เจา ตอนแรกเขาก็กะจะทำแบบนั้นแหละ แต่พอเห็นยศบนบ่าก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายแทน

นายทหารยศร้อยโทไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ควรต้องมาแบกรับความผิด

หลินจือเยี่ยนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันได้เอ่ยปาก

ผู้ช่วยของเธอก็รีบชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เธอจะระเบิดอารมณ์ "ผู้พันสวี่ครับ ก่อนเริ่มปฏิบัติการพวกเราได้ยื่นเรื่องขอตัวผู้หมวดลู่แล้ว แต่ทางสถานีชายแดนไม่อนุมัติครับ"

"ทำไมถึงไม่อนุมัติ"

นี่แหละคือสิ่งที่สวี่เจิ้นฮวาต้องการจะถาม เขาชี้หน้าลู่เจา "ถ้าหมอนี่มาตั้งแต่แรก ลูกน้องผมจะตายเป็นเบือแบบนี้ไหม ผมเสียทหารไปหกคน ครึ่งหนึ่งของหมู่รบเลยนะ"

ถ้าลู่เจาไม่โผล่มา และสุดท้ายทีมของเขาต้องสูญเสียอย่างหนัก สวี่เจิ้นฮวาก็คงไม่โกรธแค้นขนาดนี้ พวกเขาแค่ถูกกองโจรซุ่มโจมตีจนพลาดท่าเพราะกำลังพลไม่พอ

แต่การปรากฏตัวของลู่เจาทำให้ความโกรธของทีมต่อต้านการก่อการร้ายปะทุขึ้นมาทันที พวกเขาสงสัยว่าสถานีชายแดนหุบเขาหม่าอี่จงใจเตะถ่วง

ในเมื่อมีคนเก่งกาจขนาดนี้อยู่ ทำไมไม่รีบเรียกตัวมาแต่แรก

ถ้าไม่ใช่เพราะกองทัพสหพันธรัฐมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ป่านนี้ทีมต่อต้านการก่อการร้ายที่เพิ่งสูญเสียเพื่อนร่วมรบไปคงได้พุ่งเข้าไปวางมวยแล้ว

ในขณะที่ความขัดแย้งกำลังจะบานปลาย ผู้ช่วยของหน่วยสืบสวนพิเศษยังคงพยายามสรรหาคำพูดมาอธิบาย แต่แล้วลู่เจาก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ขั้นตอนการเรียกตัวถูกต้องตามระเบียบทุกประการครับ"

เขาก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว ขวางหน้าหลินจือเยี่ยนเอาไว้ ทำเอาเธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

"การเรียกตัวกำลังพลของสถานีชายแดนต้องผ่านการอนุมัติจากหัวหน้าสถานีก่อน ท่านหัวหน้าเห็นว่ากำลังพลหลักของเราเพียงพอแล้ว จึงไม่ได้เซ็นอนุมัติครับ"

"ท่านผู้บังคับบัญชา กรุณาอย่าโวยวายอย่างไร้เหตุผลเลยครับ"

สิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของทุกคนก็แตกต่างกันออกไป

ตอนแรกจางลี่เค่อคิดว่าลู่เจาตาสว่างแล้ว ตอนนี้ก็เลยเล่นบทฮีโร่ช่วยสาวงาม แต่พอคิดไปคิดมาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงเจตนาแอบแฝงที่ลึกล้ำกว่านั้น

สวี่เจิ้นฮวายิ่งโกรธจัดกว่าเดิม ตะคอกถาม "หัวหน้าคนไหน"

"หัวหน้าสถานีชายแดนหุบเขาหม่าอี่ หลวี่จินซานครับ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 28 - หัวหน้าของผมคือหลวี่จินซาน

คัดลอกลิงก์แล้ว