- หน้าแรก
- ทะลุมิติโลกโปเกมอน คู่หูตัวแรกของฉันคืออากูมอน
- บทที่ 26 - การวิวัฒนาการแบบร่างแหของดิจิมอนและท่าใหม่ระเบิดขนาดย่อม
บทที่ 26 - การวิวัฒนาการแบบร่างแหของดิจิมอนและท่าใหม่ระเบิดขนาดย่อม
บทที่ 26 - การวิวัฒนาการแบบร่างแหของดิจิมอนและท่าใหม่ระเบิดขนาดย่อม
บทที่ 26 - การวิวัฒนาการแบบร่างแหของดิจิมอนและท่าใหม่ระเบิดขนาดย่อม
"วิธีใหม่เหรอ"
"อืม แกยังไม่ต้องคิดอะไรมาก ลองใช้ลูกไฟขนาดเล็กโจมตีหินก้อนนั้นดูก่อน"
อาโอยางิชี้ไปที่หินยักษ์ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เปลวไฟสีส้มก็ก่อตัวขึ้นในปากของอากูมอนอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นลูกไฟที่ลุกโชน ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับหินยักษ์อย่างจัง
ตู้ม!
เปลวไฟระเบิดออกพร้อมกับเสียงดังทึบๆ
เมื่อฝุ่นควันจางลง ตรงกลางหินยักษ์ก็ปรากฏรอยหลุมขนาดเท่ากำปั้นให้เห็น
อากูมอนมองดูรอยบุบนั้นแล้วก็เม้มปากแน่น ในขณะที่อาโอยางิกลับมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้แปลกใจอะไร
ถึงแม้การโจมตีจะได้ผล แต่พลังทำลายล้างแค่นี้เมื่อเทียบกับขนาดของหินยักษ์แล้ว อย่าว่าแต่หยดน้ำในมหาสมุทรเลย เรียกว่าขนเส้นเดียวบนตัววัวยังน่าจะเหมาะกว่า
ถ้าขืนโจมตีด้วยจังหวะนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องรอจนถึงชาติไหนถึงจะพังหินยักษ์ก้อนนี้ได้สำเร็จ
แล้ว... ต้องทำยังไงถึงจะทำให้ลูกไฟขนาดเล็กมีอานุภาพรุนแรงขึ้นได้ล่ะ
อากูมอนหันไปมองอาโอยางิ
"ทุกครั้งที่แกพ่นลูกไฟขนาดเล็กออกมา แกต้องรีบดึงพลังงานมารวมกันให้เร็วที่สุดแล้วบีบอัดให้กลายเป็นรูปลูกไฟก่อนจะปล่อยออกไปใช่ไหม" อาโอยางิถามขึ้น
อากูมอนพยักหน้าแล้วตอบว่า "ฉันมีมาตรฐานของท่าลูกไฟขนาดเล็กอยู่ในใจตราบใดที่เปลวไฟกับพลังงานถึงระดับนั้น ลูกไฟที่พ่นออกไปก็จะก่อตัวได้เสถียร"
"แล้วแกเคยลองรวบรวมเปลวไฟทั้งหมดเอาไว้ในปากให้ทะลุขีดจำกัดของมาตรฐานท่าลูกไฟขนาดเล็ก แล้วค่อยพ่นมันออกมาทีเดียวรึเปล่า"
"แต่ถ้าทำแบบนั้น ลูกไฟมันก็จะก่อตัวไม่ได้น่ะสิ" อากูมอนถามด้วยความสงสัย
อาโอยางิส่ายหน้า "แกแค่ใช้วิธีเดิมในการรวบรวมพลังงานและเปลวไฟเอาไว้ก็พอ ส่วนตอนที่พ่นออกมามันจะยังเป็นลูกไฟขนาดเล็กอยู่ไหมก็ไม่สำคัญแล้ว เพราะถ้าทำสำเร็จ มันก็จะไม่ใช่ลูกไฟขนาดเล็กอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น... ระเบิดขนาดย่อมแทน"
ระเบิดขนาดย่อม คือการรวบรวมลูกไฟขนาดเล็กเอาไว้ในปากแล้วพ่นออกมาในคราวเดียว ซึ่งอานุภาพของมันจะรุนแรงกว่าท่าลูกไฟขนาดเล็กหลายเท่า
ถึงแม้ว่าในหน้าต่างระบบของอากูมอนจะไม่มีท่านี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ท่านี้ไม่ใช่ท่าประจำตัวของอากูมอนสายพันธุ์นี้ แต่เป็นท่าที่สายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ของอากูมอนสามารถเรียนรู้ได้
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างดิจิมอนกับโปเกมอนก็คือ โปเกมอนมีสายวิวัฒนาการที่ตายตัว แม้จะมีสายแยกย่อยบ้างแต่จำนวนก็มีจำกัด
แต่ดิจิมอนไม่ใช่อย่างนั้น พวกมันมีรูปแบบการวิวัฒนาการแบบร่างแห ซึ่งสามารถพัฒนาการแตกแขนงออกไปเป็นรูปแบบที่หลากหลายจนเหนือจินตนาการ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เกรย์มอนของไทจิที่ "วิวัฒนาการผิดพลาด" กลายเป็นสคัลเกรย์มอน ซึ่งในความเป็นจริงนั่นก็คือหนึ่งในสายวิวัฒนาการตามธรรมชาติของเกรย์มอน และถ้าหากสคัลเกรย์มอนวิวัฒนาการต่อไปจนถึงร่างสุดยอด ร่างสุดท้ายของมันก็คือมุเก็นดรามอน หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งความมืดนั่นเอง
ใช่แล้ว มุเก็นดรามอนตัวเดียวกับที่โดนท่า "ดรามอนคิลเลอร์" ของวอร์เกรย์มอนฟาดทีเดียวจอดนั่นแหละ
ภายใต้ระบบการวิวัฒนาการแบบร่างแหนี้ ดิจิมอนในแต่ละสายพันธุ์และแต่ละร่างจะมีความโดดเด่นและมีท่าไม้ตายเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป
อย่างเช่นท่าไกอาฟอร์ซของวอร์เกรย์มอน กับท่าอินฟินิตี้แคนนอนของมุเก็นดรามอน
ส่วนท่าระเบิดขนาดย่อมนั้น เป็นท่าที่อากูมอนสายพันธุ์ S ของเทมเมอร์อย่างไดมอน มาซารุ และแบล็คอากูมอนซึ่งสามารถวิวัฒนาการไปเป็นแบล็ควอร์เกรย์มอนสามารถใช้ได้
ถ้าเกิดหลุดเข้าไปในโลกดิจิตอล อาโอยางิก็คงไม่มั่นใจนักว่าจะสอนให้อากูมอนเรียนรู้ท่าไม้ตายของญาติๆ มันได้ไหม แต่ที่นี่ไม่ใช่โลกดิจิตอล ที่นี่คือโลกโปเกมอนที่สามารถพึ่งพาการเรียนรู้เพื่อก้าวขึ้นเป็น "ปรมาจารย์ด้านทักษะ" ได้
ภายใต้โครงสร้างของโลกใบนี้ การที่อากูมอนจะสามารถเรียนรู้ท่าระเบิดขนาดย่อมได้มันก็ฟังดูมีเหตุผลดีนี่นา จริงไหม
อาโอยางิมองว่ามันเป็นไปได้ เขาจึงให้อากูมอนเริ่มทำการทดลองทันที
ช่วงแรกๆ การฝึกไม่ค่อยราบรื่นนัก ด้วยความเคยชินของกล้ามเนื้อ เมื่อพลังงานและเปลวไฟมารวมกันจนถึงจุดวิกฤต อากูมอนก็จะบีบอัดพวกมันให้กลายเป็นลูกไฟขนาดเล็กและพ่นออกไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อค่อยๆ ขจัดปัญหานี้ไปได้ สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการควบคุมเปลวไฟให้ได้ถึงขีดจำกัด
เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ถ้ามนุษย์อยากจะดึงศักยภาพร่างกายออกมาให้ถึงขีดสุด ก็ต้องท้าทายขีดจำกัดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ต้องเต้นรำอยู่บนเส้นด้ายแห่งขีดจำกัดนั้นเพื่อขยายเพดานความสามารถออกไปจนกว่าจะขยายต่อไปไม่ได้อีก
และตอนนี้อากูมอนก็ต้องพยายามและทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะคลำหาขีดจำกัดนั้นเจอและสามารถควบคุมมันได้อย่างอยู่หมัด
หนึ่งครั้ง... สองครั้ง...
สิบครั้ง... ยี่สิบครั้ง...
ห้าสิบครั้ง... ร้อยครั้ง...
จนกระทั่งหมดเรี่ยวหมดแรง
"แฮ่ก~ แฮ่ก~"
อากูมอนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงและทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ต่อให้มันจะเชี่ยวชาญการใช้ลูกไฟขนาดเล็กแค่ไหน แต่การสาดพลังโจมตีรัวๆ เป็นร้อยครั้งก็สูบพลังงานไปจนมันแทบยืนไม่อยู่
"พักสักหน่อย ลองกินเจ้านี่ดูสิ"
"นี่คืออะไรเหรอ"
อากูมอนมองก้อนสี่เหลี่ยมในมือของอาโอยางิด้วยความสงสัย ก่อนจะใช้กรงเล็บคีบมันโยนเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ
"มันเรียกว่าโปเกบล็อก ทำมาจากผลโอเรนที่แกเคยกินผสมกับผลไม้อื่นๆ อีกสองสามชนิด ทั้งรสชาติและสรรพคุณดีกว่าผลไม้สดๆ เยอะเลยล่ะ" อาโอยางิอธิบาย
"ที่นายพูดมามันก็จริง รสชาติมันทั้งเปรี้ยวๆ หวานๆ แถมยังฝาดนิดๆ อร่อยดีเหมือนกัน แถมยัง..."
อากูมอนพูดพลางพลิกตัวลุกขึ้นยืน "เมื่อกี้ฉันเพิ่งใช้แรงไปจนหมดก๊อก แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าต่อให้พ่นลูกไฟขนาดเล็กอีกรอบก็สบายมาก"
"สิ่งที่แกกินเข้าไปคือโปเกบล็อกสำหรับโปเกมอนธาตุมังกร มันเป็นสูตรที่เข้ากับธาตุของแกที่สุดและจะช่วยดึงประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุดด้วย"
เมื่อเห็นอากูมอนกลับมาทำท่าทางกระโดดโลดเต้นได้อีกครั้ง อาโอยางิก็เผยรอยยิ้มออกมา
"เยี่ยมไปเลย งั้นมาเริ่มฝึกกันต่อเถอะ"
พูดจบ อากูมอนก็หันหน้าไปทางหินยักษ์ เปลวไฟเริ่มลุกโชนขึ้นในปากอีกครั้ง
"ต่อให้โปเกบล็อกจะเห็นผลดีแค่ไหน แต่มันก็ต้องใช้เวลาในการย่อยนะเว้ย"
อาโอยางิดึงตัวอากูมอนกลับมา ก่อนจะหยิบสเปรย์รักษาออกจากกระเป๋าแล้วฉีดพ่นรอบๆ ปากของมัน
"ซี๊ดดดดด!"
อากูมอนสูดปากด้วยความแสบ ร่างกายแข็งทื่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด
เมื่อเห็นสภาพนั้น อาโอยางิก็พูดอย่างจนใจ "ต่อให้แกจะมีภูมิต้านทานไฟในระดับนึง แต่ถ้าใช้งานมันหนักเกินไปและควบคุมความรุนแรงไม่ได้มันก็บาดเจ็บได้เหมือนกัน อยู่นิ่งๆ ก่อน เดี๋ยวฉันทำแผลที่ปากให้"
"...ก็ได้"
อากูมอนนั่งลงตามเดิมและรอให้อาโอยางิจัดการบาดแผลอย่างว่าง่าย
แต่อาการแสบร้อนจากสเปรย์รักษาก็ทำให้มันเผลอแยกเขี้ยวและสูดปากด้วยความเจ็บปวดเป็นระยะ
เมื่อโปเกบล็อกในท้องถูกย่อยจนหมดและยาออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ อากูมอนก็เริ่มการฝึกรอบที่สองภายใต้คำสั่งของอาโอยางิ
และตามมาด้วยรอบที่สาม รอบที่สี่... จนถึงรอบที่สิบอย่างรวดเร็ว
เวลาครึ่งค่อนวันผ่านพ้นไปโดยไม่รู้ตัว
ดวงจันทร์บนท้องฟ้าสาดแสงสีเงินนวลตา อากูมอนที่เพิ่งพักเหนื่อยจากการฝึกรอบที่สิบเสร็จก็เริ่มแหงนหน้า รวบรวมเปลวไฟ และพ่นออกไปเป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ไม่นานลูกไฟขนาดเล็กอีกหลายสิบลูกก็ถูกพ่นออกไป หลังจากผ่านไปค่อนวัน หินยักษ์ก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อมากมาย เศษหินรอบๆ ก็เริ่มร่วงหล่นลงมาทีละน้อยจากการปะทะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ถึงอย่างนั้น หินยักษ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแตกออกเลยแม้แต่น้อย
"เก้าสิบเจ็ด... เก้าสิบแปด... เก้าสิบเก้า... หนึ่งร้อย เอาล่ะ จบรอบนี้ได้"
สิ้นเสียงของอาโอยางิ เปลวไฟในปากของอากูมอนกลับไม่ได้หยุดลง ซ้ำยังคงรวบรวมพลังงานต่อไปไม่หยุด
อาโอยางิขมวดคิ้ว "อากูมอน ร้อยครั้งนี่มันถึงขีดจำกัดพลังกายของแกแล้วนะ ขืนฝืนทำต่อไปแกจะบาดเจ็บเปล่าๆ หยุดเดี๋ยวนี้"
แต่คราวนี้อากูมอนที่ปกติมักจะเชื่อฟังคำสั่งของอาโอยางิมาตลอด กลับส่งสายตาปฏิเสธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นั่นเป็นเพราะว่า... มันเริ่มสัมผัสได้ถึงขีดจำกัดในการรองรับเปลวไฟแล้วยังไงล่ะ
[จบแล้ว]