เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 79 เงือกวายุ

ตอนที่ 79 เงือกวายุ

ตอนที่ 79 เงือกวายุ


อสูรจ้าวอัคคีสร้างลูกบอลไฟไว้ในมือของมัน และยิงใส่'เย่ว์หยาง'อย่างโหดเหี้ยม แม้ว่ามันจะยังไม่ถึงตัวเขา แต่ก็ยังมีการโจมตีเป็นระลอกต่อเนื่อง ลูกไฟที่ถูกยิงออกมานั้นเหมือนกับเปลวไฟที่มังกรพ่นออกมา

อย่างไรก็ตาม 'เย่ว์หยาง'ไม่ได้ถอย  เขาทำตรงกันข้าม โดยพุ่งเข้าไปแทงตรงแก่นหลอมละลายของจ้าวอัคคี ซึ่งซ่อนอยู่ในหน้าอกขนาดยักษ์ 'เย่ว์หยาง'ใช้ปราณขั้นก่อกำเนิดแยกหน้าอกที่แข็งราวกับหินออกจากนั้นใช้ดาบจันทร์เสี้ยวแทงลงไปในแผลที่ถูกเปิด เสียงซี่ๆ ที่น่าจะได้ยินยามที่ดาบแทงลึกผ่านผิวนุ่มลงไปลงไป พอสัมผัสกับอุณหภูมิสูงมันก็ละลาย

พอเห็นเป็นแบบนี้ 'เย่ว์หยาง'หัวใจตกวูบหน่อย   ร่างของจ้าวอัคคีกระพริบหรี่ลงทันที ขณะที่มันสั่นไหว มือของมันที่ยังถือลูกไฟอยู่ ได้ปล่อยลูกไฟใส่'เย่ว์หยาง'  พลังแรงเฉื่อยของมันก็ยังมากอยู่ดี 'เย่ว์หยาง'ปล่อยดาบจันทร์เสี้ยวในมือของเขาทันที ก่อนที่มันจะจมลงไปในตัวของจ้าวอัคคี

เขาหมุนตัวถอยออกมา อย่างไรก็ตาม จ้าวอัคคีไม่ได้ไล่ตามเขา มันค่อยๆ ดึงดาบจันทร์เสี้ยวออกมา ซึ่งตัวดาบเริ่มละลายเปลี่ยนเป็นสีแดงสว่างเป็นมวลของเหล็กหลอมเหลว ดาบจันทร์เสี้ยวที่แข็งมากตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงาโร่ และนุ่มเหมือนแป้ง อกของจ้าวอัคคีได้รับบาดเจ็บ พ่นคลื่นลาวาออกมาก่อนที่จะกลับคืนสู่ลักษณะปกติ  มันอ้าปากที่เต็มไปด้วยลาวากว้างจากนั้นกลืนดาบจันทร์เสี้ยวลงไปเหมือนกับกินอาหารว่างโดยไม่มีใครคาด

'เย่ว์หยาง'ไม่เคยคิดว่าเขาจะใช้ดาบจันทร์เสี้ยวทำให้จ้าวอัคคีบาดเจ็บได้  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรจากการโจมตีนี้เลย  ขณะที่เขาพิจารณาถึงความจริงนี้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ลอบถอนใจ  ปีศาจชั้นเงินระดับ 7 นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว  ตลอดทั้งร่างมีแต่ไฟลุกโหมกระหน่ำ หินหลอมละลายเป็นเหมือนกับร่างกาย  ลาวาที่ไหลออกมาเหมือนกับเลือด เปลวไฟที่รุนแรงก็เป็นเหมือนเกราะและไฟสีม่วงก็เป็นเหมือนหัวใจของมัน

เขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะเอาชนะมันได้? เขาสามารถยิงปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ชั้นก่อนำเนิดได้อีกเพียงครั้งเดียว ถ้ามันไม่เกิดผลอะไร  เขาจะทำอย่างไรต่อไป? ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมังกรกระดูกกำลังบินอยู่ในท้องฟ้าจ้องลงมาอย่างตั้งใจ  เหมือนนักล่ามองหาเหยื่อของมัน เตรียมพร้อมจะโจมตีเมื่อไหร่ก็ได้

พอเห็นว่าจ้าวอัคคีเริ่มไล่ตามเขา  'เย่ว์หยาง'รีบถอยกลับเข้ามาอยู่ในโล่แสงทันที  จ้าวอัคคีดูเหมือนจะมีความรู้สึก  ขณะที่มันไม่ได้เดินหน้าเข้ามาอย่างโง่ๆ แล้วใช้พลังที่เปล่าประโยชน์โจมตีใส่โล่แสงที่ปกป้อง'เย่ว์หยาง'อยู่  แต่มันกลับปล่อยไฟไปทั่วทั้งพื้นที่สมรภูมิมรณะ  ทำให้สนามรบเต็มไปด้วยเปลวไฟที่โหมไหม้  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังเปลวไฟของพวกมันนั่นเอง

'ขุนพลปีศาจ'ทั้ง 2 ถอยไกลไปอยู่ที่มุม  ตอนนี้พวกมันไม่ต้องทำอะไร  พวกมันแค่รอให้จ้าวอัคคีและมังกรกระดูกจัดการ'เย่ว์หยาง' 'เย่ว์หยาง'ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ “รังแกอ่อนแอ หวาดหวั่นแข็งแกร่ง” เพราะจ้าวอัคคีแข็งแกร่งเกินไปและมังกรกระดูกตัวก็แข็งเกินไป

'เย่ว์หยาง'ตัดสินใจลงมือกับ'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองก่อน สถานการณ์เป็นเพียงสิ่งที่'ขุนพลปีศาจ'หวังจะให้เป็น  ตราบใดที่พวกมันขัดขวางเจ้าเด็กแสบนี่ได้  เขาจะต้องตายเมื่อจ้าวอัคคีและมังกรกระดูกไล่ตามเขาทันแน่นอน

อันที่จริง เมื่อ 2 'ขุนพลปีศาจ'ถือว่าอยู่ในการป้องกันระดับสูง  มังกรกระดูกพร้อมบินโฉบลงมาจากท้องฟ้าทันที  ปากของมันอ้าจนเห็นฟันแหลมคม โจมตีใส่'เย่ว์หยาง'ทันที  มีหนอนปีศาจกลุ่มหนึ่งอยู่ข้างหน้า และยังมีธนูบินสีดำจะพุ่งเข้าใส่เป้าหมายโดยอัตโนมัติทั้งด้านซ้ายและขวา  สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือจ้าวอัคคีจะไล่ทันจริงๆ

ในไม่ช้านี้  แผนโจมตีของ'เย่ว์หยาง'ล้มเหลว  แผนที่เขาจินตนาการไว้ว่า 'ขุนพลปีศาจ'จะแยกกันไปทิศตะวันออกและทิศตะวันตก  เมื่อพวกมันถอยออกไป เหตุการณ์นั้นจึงไม่เกิดขึ้น  แต่พวกมันเผชิญกับศัตรูโดยไม่ยอมอ่อนข้อ  นี่ทำให้'เย่ว์หยาง'ซึ่งมีโอกาสชนะได้อย่างจำกัดไม่สามารถปล่อยการโจมตีที่หนักหน่วงที่สุดจนได้เปรียบสามารถฆ่าหนึ่งใน'ขุนพลปีศาจ'ได้

'เย่ว์หยาง'หยุดเท้าทั้งสองไม่ไล่ตามพวกมัน ขณะที่เขาโดดขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เหมือนม้าขาวหลบไปตามพื้นที่รอยแยกแคบๆ หลบหลีกเลี่ยงการโจมตีนับไม่ถ้วน  'เย่ว์หยาง'หลบหลีกการโจมตีอีกฝ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม

เขาหลบหลีกการโจมตีที่มุ่งเป้ามาที่เขาได้ทั้งหมด ก่อนที่จ้าวอัคคีจะปล่อยหมัดของตน 'เย่ว์หยาง'ตีลังกาในอากาศ 3 ตลบแล้วร่อนลงบนพื้นเหมือนใบไม้ ฝักมีดจันทร์เสี้ยวสกัดธนูดำที่พุ่งเข้ามาได้ทั้งหมด

มังกรกระดูกพยายามจะใช้หางยาวของมันฟาดเขา  แต่'เย่ว์หยาง'โยกกายท่อนบนหลบได้สำเร็จ  เขายังคงใช้ดาบจันทร์เสี้ยวอีกเล่มฟันมังกรกระดูกที่คอยสนับสนุนการโจมตี จากนั้นเขาก็หลบเข้าไปอยู่ในโล่แสง

ถ้าเป็นมนุษย์นักสู้คนอื่นๆ ที่ไม่มีฝีมือพอจะเข้าออกโล่แสงตามต้องการแล้ว ต่อให้มี 10 ชีวิตพวกเขาก็ตายอยู่ดี 'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองมองดูอย่างมึนงง เจ้าหนุ่มนักสู้ผู้นี้ลึกล้ำเกินหยั่งคาดกว่ามนุษย์คนอื่นที่พวกมันเคยพบมา

เขายังอายุน้อยชัดๆ แต่กลับกลายเป็นนักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดได้  นั่นไม่ใช่เพียงแค่นั้น  เขายังสามารถเข้าออกภายในโล่แสงของคัมภีร์อัญเชิญได้ตามใจปรารถนา  พวกมันไม่เคยได้ยินความสามารถประเภทนี้มาก่อน  ผู้ครอบครองคัมภีร์แต่ละคนจะสูญเสียโล่แสงทันทีที่พวกเขาออกมาจากมัน  เขาเข้าออกโล่แสงได้อย่างอิสระได้ยังไง?

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะลึกลับแค่ไหน  ไม่ว่าสถานการณ์จะหยั่งได้ยากเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปนึกถึงมัน หลังจากผ่านไป 10 นาที  โล่แสงจะหายไปโดยอัตโนมัติ  ในที่สุด  เขาจะไม่มีที่หลบซ่อนแห่งที่สองอย่างแน่นอน

ภายใต้การร่วมโจมตีของมังกรกระดูกและอสูรเจ้าอัคคี เขาจะพินาศอย่างแน่นอน  'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสอง ยังมองจุดอื่นอีก นั่นก็คือ นักสู้ปราณก่อกำเนิดผู้นี้ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับมนุษย์นักสู้ปราณก่อกำเนิดคนอื่น  ความสามารถของเขาอ่อนไปนิด

ที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเลย มนุษย์นักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดคนอื่นๆ และสัตว์อสูรของพวกเขาอย่างน้อยก็เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์  ความสามารถของพวกเขาแข็งแกร่งในตัวอยู่แล้ว  และสัตว์อสูรของพวกเขายังมีพลังที่น่ากลัวสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของพวกเขาได้ แม้แต่นักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดอย่างแย่ที่สุด จะมีสัตว์อสูรชั้นเพชรหรือชั้นทองขาว

นอกจากนี้ เจ้าเด็กนี่ ยังนำต้นดอกหนามชั้นทองมาด้วยหรือ? พวกมันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าเด็กนี่มีอะไรผิดปกติ  บางทีเขาคงไม่ใช่นักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดจริงๆ บางทีพวกมันคงดูผิดไป 'ขุนพลปีศาจ'มองหน้ากันและกันแล้วพยักหน้า

หลังจากพวกมันฆ่า'เย่ว์หยาง'แล้ว พวกมันจะค้นตัวเขาดู เผื่อพวกเขาจะได้พบสมบัติบางอย่าง  'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองที่เหลือก็คือ 'ขุนพลปีศาจ'ที่เหมือนหนอนและ'ขุนพลปีศาจ'ที่มีปีก ก็ยังสงสัยว่าเจ้าเด็กมนุษย์คนนี้ ความจริงไม่ได้มีฝีมือเป็นของตนเอง  แต่คงใช้เครื่องมือบางอย่างมากำจัดเพื่อนร่วมงานของพวกมัน  และคงเป็นเพราะสมบัติชิ้นนั้นที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเขาเป็นนักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิด

ในโลกใบนี้ จะมีนักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดที่อ่อนแอได้อย่างไร? “ดูเหมือนตอนนี้เราคงต้องใช้กระบี่สุดยอดแล้วนะ” 'เย่ว์หยาง'สามารถนึกถึงโคเงา  แต่ระดับและความสามารถของมันยังอ่อนมาก  โคเงายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ดีพอของอสูรเจ้าอัคคีหรือมังกรกระดูกที่บินได้

'เย่ว์หยาง'ยังคงต้องการใช้โคเงาในฐานะที่เป็นการโจมตีที่น่าประหลาดใจ เขาจึงยังไม่เปิดเผยตัวนาง แค่เพียงเมื่อ'เย่ว์หยาง'มีเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าเท่านั้น 'เสี่ยวเหวินหลี'ก็ลอยออกมาทันทีในรูปของดวงไฟสีแดง  เธอมองไปที่อสูรจ้าวอัคคีจากนั้นหันมาทาง'เย่ว์หยาง'  ท่าทีที่น่ารักของเธอคล้ายจะถามว่า “ทำไมท่านไม่อาจเอาชนะปีศาจได้ง่ายๆ เล่า?” แม้ว่า'เสี่ยวเหวินหลี'จะไม่พูดออกมา  'เย่ว์หยาง'ก็เห็นได้จากดวงตาที่กลมโตของเธอ ซึ่งดูเหมือนจะพูดกับเขาได้

พอเห็น'เย่ว์หยาง'ยกนิ้วยอมแพ้เธอ และแสดงการยกย่องเธอ  รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าน้อยๆ ของเธอ งดงามเหมือนดอกไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูบริสุทธิ์และอ่อนหวาน เธอโบกมือที่ดูเหมือนดอกไม้ และเรียกคัมภีร์อัญเชิญชั้นเพชรเล่มเล็กประณีตของเธอออกมา

“อ๋า?”

พอเห็นคัมภีร์เพชรที่'เสี่ยวเหวินหลี'เรียกออกมา 'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสอง ตกใจจนแทบฉี่ราดรดกางเกง  แม่ตัวเล็กนี่เป็นใครกัน? คัมภีร์อัญเชิญชั้นเพชรจะมีพลังเฉพาะตัวขนาดไหน  เธอเป็นเจ้าของคัมภีร์เองหรือ?

ในแดนปีศาจ ยอมให้เฉพาะ'ขุนพลปีศาจ', แม่ทัพปีศาจ หรือปีศาจชั้นสูงผู้มีระดับสูงกว่า 2 ระดับ ไม่สามารถมีคัมภีร์เพชรได้  ถ้านักสู้ไม่มีพรสวรรค์พอจะก้าวเข้าสู่ดินแดนปราณก่อกำเนิด  อย่างนั้นก็จะได้พิจารณาให้ใช้คัมภีร์ทองขาวสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักสู้ปราณก่อกำเนิด  คัมภีร์เพชรเป็นสมบัติที่มีอยู่จริงซึ่งนักสู้ต่างได้แต่เพียงหวังแต่ไม่เคยได้มาก่อนในชีวิต

ตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าแม่ตัวเล็กนี่มีคัมภีร์เพชร เรื่องที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือดูเหมือนเธอจะเป็นอสูรอัญเชิญของเจ้าเด็กน้อยนั่นหรือเปล่า? มัน..มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไร? อสูรอัญเชิญจะมีคัมภีร์อัญเชิญของตัวเองได้อย่างไร?

'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองรู้สึกว่า พวกเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ถึงได้เห็นภาพหลอนแบบนั้น อสูรจ้าวอัคคีดูเหมือนจะรู้สึกถึงภัยคุกคามจาก'เสี่ยวเหวินหลี'ได้  มันคำรามดังลั่นแล้วเดินหน้าอย่างประสงค์ร้าย

อย่างไรก็ตาม 'เสี่ยวเหวินหลี'ยืนอยู่ภายในคัมภีร์ทองแดงและภายในโล่ของคัมภีร์เพชร  ด้วยการปกป้องของโล่ทั้งสองคัมภีร์  เธอไม่ต้องสนใจความคงอยู่ของจ้าวอัคคีเลย ความจริง 'เสี่ยวเหวินหลี' ไม่ได้ใส่ใจจ้าวอัคคีอสูรชั้นเงินระดับ 7 เลย

พอเห็นอย่างนั้น 'เย่ว์หยาง'ถึงกับงุนงง อสูรชั้นเพชรระดับ 1 แข็งแกร่งขนาดนี้ทั้งหมดหรือ?   พวกเขาเอาชนะความแตกต่างในระดับที่มากเช่นนี้ได้หรือ? แม้ว่า'เสี่ยวเหวินหลี'จะเป็นอสูรชั้นเพชรระดับ 1 แต่จ้าวอัคคีก็ยังเป็นอสูรชั้นเงินระดับ 7   ยิ่งไปกว่านั้น'เสี่ยวเหวินหลี'ยังเป็นแค่ทารก เพิ่งจะเกิดได้ไม่นาน  เธอจะเอาชนะจ้าวอัคคีได้จริงหรือ?

แสงสีทองเริ่มฉายออกมาจากมือของแม่หนูอสูรน้อย  จากนั้นบนหน้าต่างๆ ของคัมภีร์เพชรยังคงเปล่งแสงสว่างสดใสต่อไป หลังจากนั้น รุ้งและดอกไม้ที่เหมือนจะมีอยู่แล้วปรากฏขึ้นทันที มันแตกต่างจากเมดูซาศิลา ครั้งนี้ใช้เวลาเรียกนานกว่าเล็กน้อย  ยิ่งไปกว่านั้นอสูรที่ปรากฏออกมาไม่ใช่เมดูซาศิลาผู้มีหัวเต็มไปด้วยงู ครั้งนี้อสูรที่ปรากฏออกมาเป็นผู้หญิงที่มีน้ำคลุมไปหมด  ผมของนางเหมือนกับสายน้ำตกสีทอง  แขนหยกของนางดูเหมือนเหง้าบัว นางมีตัวที่ขาวเหมือนหิมะแต่ไม่ผุดผ่อง

นอกจากมีเปลือกหอยคู่หนึ่งปิดอยู่ที่หน้าอกของนาง  ก็ไม่มีอะไรอื่นปิดคลุมนางไว้ ใต้สะเอวที่สวยงามของนางกลับเป็นหางปลาสีทองที่สวยงาม เมื่อ'เย่ว์หยาง'เห็นอสูรแบบนี้  เขาแทบน้ำลายหก นางเงือก อสูรที่ปีศาจน้อยเหวินหลีอัญเชิญออกมาเวลานี้ก็คือนางเงือกที่มีหางทองและร่างกายสีขาวหิมะ เป็นไปได้ว่านางต้องการใช้นางเงือกที่ปรากฏดูเหมือนจะไม่มีพลังรบพอที่จะเอาชนะปีศาจที่ทรงอำนาจอย่างจ้าวอัคคีและมังกรกระดูกได้

เรื่อง..เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร? ไม่ใช่แต่เพียง'เย่ว์หยาง'เท่านั้น  แม้แต่'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองก็ไม่เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน  เงือกทั้งหมดเป็นอสูรอัญเชิญรูปแบบพิเศษช่วยสนับสนุนการสู้  พวกเขาแทบไม่มีพลังสำหรับสู้เลย  ถ้าเป็นเงือกนักรบที่มีสามง่ามของเทพเนปจูน ก็ยังอาจยืนยันได้ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม  แต่เงือกนี้ไม่ใช่อสูรรบแน่นอน...

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองหัวเราะออกมาดังๆ

เพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง จนเสี่ยวเหวินหลีตกใจ

“หึ หึ”

แต่เมื่อจ้าวอัคคีชั้นเงินระดับ 7 เห็นนางเงือกปรากฏตัวขึ้น ทันใดนั้นมันเริ่มหันไปรอบๆ และหาทางหนี แม้แต่มังกรกระดูกที่บินอยู่ในท้องฟ้าก็ดูตื่นตระหนกอยู่บ้าง  มันไม่กล้าบินสูง  แต่ลงมาอยู่กับพื้นใช้ปีกคลุมตัวของมันที่เต็มไปด้วยกระดูก อ๋า? ไม่ถูกต้องแล้ว  เกิดอะไรขึ้นกันแน่? 'เสี่ยวเหวินหลี'ใช้นิ้วที่ขาวราวหิมะของเธอชี้  นางเงือกทองผู้งามสง่าพยักหน้ารับทันที เปลือกหอยสังข์สีขาวมีลวดลายเส้นสีแดง ไม่ทราบปรากฏมาจากไหน นางเงือกเอามาจ่อใกล้ปากของนางแล้วเป่ามัน

ทันทีนั้น เมฆสีเทานับไม่ถ้วนปรากฏอยู่เหนือสมรภูมิมรณะ  เมฆนั้นเปลี่ยนเป็นสีมืดคลึ้ม และลมกระโชกแรงไม่ทราบพัดมาจากที่ใดเริ่มพัดให้ความชุ่มชื้นแก่สมรภูมิมรณะทีละน้อยๆ ครืนนนน ทันใดนั้นเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องอยู่ในกลุ่มเมฆ และเฮอริเคนหลายลูกที่ดูเหมือนมังกรยักษ์ปรากฏออกมาดูดซับน้ำในเมฆไว้ ทั้งสมรภูมิมรณะตกอยู่ในพายุและกลายเป็นอ่างน้ำวนที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง

'เย่ว์หยาง'จ้องอย่างตะลึง  ฆ่ากันแบบนี้ไม่เกินไปหรือ? เหลือเชื่อจริงๆ ที่นางเงือกผู้ไม่มีเกราะเลยสักชิ้นบนตัวนาง จะสามารถเรียกพายุได้อย่างนั้น  ด้วยเปลือกหอยสังข์ชิ้นเดียว นางเปลี่ยนสมรภูมิมรณะไปเป็นตาพายุ เสี้ยวความคิดแว่บเข้ามาในใจของ'เย่ว์หยาง' จริงสิ เ'สี่ยวเหวินหลี'มีอสูรพิทักษ์ที่แตกต่างกันถึง 4 ตน หนึ่งในนั้นก็คือเมดูซาศิลา และเงือกวายุนี้ก็เป็นอสูรพิทักษ์ของเธอ

เมื่อก่อนนี้เขาไม่ค่อยได้ใส่ใจถึงมันนัก  แต่เขาไม่คิดเลยว่าเงือกวายุจะเรียกพายุที่น่ากลัวออกมาได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า'เสี่ยวเหวินหลี'ถึงได้ดูแคลนอสูรจ้าวอัคคี ชั้นเงินระดับ 7   ไม่ว่าจ้าวอัคคีจะมีพลังมากเพียงใด

เมื่อมาพบกับเงือกวายุ  ถือว่าเป็นเรื่องโชคร้ายที่ทำให้มันจะต้องแพ้ทันที หยดน้ำนับจำนวนไม่ถ้วนโหมกระหน่ำใส่ร่างอสูรจ้าวอัคคี  ตอนแรกจ้าวอัคคียังพอต้านทานได้บ้าง  โดยใช้ความร้อนทำให้น้ำที่ตกใส่ตัวมันระเหยออกไป  เปลี่ยนสภาพเป็นไอน้ำขนาดใหญ่ แล้วยังขยายตัวออกไปช้าๆ

แต่หลังจากโดนสายฟ้าผ่าร่างอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง  อสูรจ้าวอัคคีไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ในที่สุดมันกลายร่างเป็นลาวาและไหลหนีออกไป มันยังติดอยู่ในท่ามกลางพายุที่ยังกระหน่ำเทสายน้ำลงเหนือตัวของมัน และสายฝนนั้นกลายเป็นคลื่นที่ถาโถมลงบนพื้นอย่างรุนแรง  จ้าวอัคคีดิ้นรนอย่างเจ็บปวด แต่การกระเสือกกระสนของมันแทบจะไร้ประโยชน์ น้ำย่อมดับไฟได้ อสูรจ้าวอัคคีที่แต่เดิมก้าวร้าวและหยิ่งผยองมาก

ในท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ กลับกลายเป็นว่ามีสภาพน่าอนาถ ตลอดทั้งร่างเริ่มค่อยๆ กลายเป็นหิน  อย่างไรก็ตาม หลังจากความร้อนที่หลอมละลายหินได้และร่างลาวาแข็งตัวแล้ว  สายฟ้าได้ผ่าลงบนตัวมันอีกครั้งจนป่นทำลายหัวของมันไปครึ่งหนึ่ง สะเก็ดหินดำกระจายไปทั่วเผยให้เห็นหินแม็กมาที่หลอมเหลวภายในร่างของมัน จากนั้นเสียงเป่าสังข์ดังขึ้นมาอีกครั้ง  คลื่นสายฝนขนาดยักษ์ก็ก่อขึ้นในทันที

ทันใดนั้นก่อนที่มันจะตาย  อสูรจ้าวอัคคีทำท่าทางแปลกๆ  มันพยายามเอื้อมมือยักษ์เข้าไปในตัว ตรงแผลที่หัวของมันซึ่งตอนนี้แข็งตัวไปแล้วล้วงเอาลูกบอลเพลิงสีแดงสดออกมา  จากนั้นโยนมันลงไปบนพื้น ชั่วเวลาต่อมา ร่างยักษ์ของมันก็แตกเป็นเสี่ยงร่วงลงบนพื้นเสียงดังสนั่นในท่ามพายุ นั้นเอง   ร่างของมันเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วเปลี่ยนเป็นสะเก็ดหินดำและเถ้าถ่าน ในชั่วพริบตา ก็ถูกพายุโหมพัดปลิวกระจายหายไป

“มีสมบัติด้วย!”

พอเห็นอสูรจ้าวอัคคีโยนวัตถุสีแดงทิ้งไว้ก่อนที่มันจะตาย

'เย่ว์หยาง'มองออกทันทีว่ามันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด ถึงยังไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เขาก็มีความสุขมาก  ขณะที่เตรียมจะวิ่งเข้าไปในพายุเก็บสมบัติแล้วกลับมาอยู่ในโล่แสงของเขา  กลับเป็นเจ้าอสูรทองตัวน้อยที่กลายร่างเป็นกำไลมือบนข้อมือของเขา  มันเปลี่ยนคืนสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของมันจากนั้นผละออกแล้วบินไปที่วัตถุสีแดงนั้น  ดูเหมือนว่ามันเตรียมจะขโมยสมบัติของ'เย่ว์หยาง'แล้ว

'เย่ว์หยาง'โกรธจัด ใช้เท้าเตะเจ้าอสูรทองตัวน้อยจนปลิวหายเข้าไปในกลีบเมฆเก้าชั้น ในฐานะที่เป็นอสูรอัญเชิญ เขาอภัยให้มันไปแล้วที่ไม่ยอมออกมาช่วยเจ้านายมันเลย  แต่นี่บังอาจแย่งสมบัติเจ้านายเชียวหรือ?  นิสัยไม่ดี, ไม่ได้เรียนรู้จาก'ฮุยไท่หลาง'บ้างหรือไง?

'ขุนพลปีศาจ'ที่ยืนหลบอยู่ด้านข้างหมดสติทันทีหลังจากถูกฟ้าผ่า  ร่างของพวกมันปลิวไปทั่วบริเวณที่พายุพัดผ่านถึง  ตรงกันข้าม มังกรกระดูกยังนับว่าไม่อ่อนแอแม้หลังจากทนต่อสายฟ้าฟาดนับครั้งไม่ถ้วน

นอกจากมีจุดดำบนหัวของมันที่แตกหักไปบ้าง  แต่ร่างของมันก็ยังเหมือนเดิม มังกรกระดูกไม่ใช่สัตว์ที่มีธาตุไฟเป็นองค์ประกอบหลัก มันมีร่างที่ทำจากกระดูก  พายุฝนฟ้าคะนองไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ร่างมันได้ มันแค่ทนต่อสายฟ้าที่กระหน่ำลงที่ตัวมันซึ่งก็สร้างความเจ็บปวดให้มังกรกระดูก

โชคดี ที่สิ่งที่เงือกวายุเรียกมาเป็นแต่เพียงพายุ ไม่ใช่สายฟ้า  'เย่ว์หยาง'ใคร่ครวญว่า ถ้า'เสี่ยวเหวินหลี'ไม่เรียกเงือกวายุออกมาแต่เป็นนาคาสายฟ้าแทน บางทีมังกรกระดูกคงไม่สามารถทนรับการโจมตีได้แน่

'เย่ว์หยาง'ยื่นมือไปหยิบลูกบอลสีแดงที่จ้าวอัคคีโยนทิ้งไว้ก่อนที่มันจะตายอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะได้ใช้ทักษะญาณทิพย์ตรวจสอบดู  ทันใดนั้น เขาเห็นเจ้าอสูรทองที่มันเพ่งเล็งสมบัติและผลึกปีศาจ  พุ่งไปเกาะที่หน้าผากของมังกรกระดูก มันไม่สนว่ามังกรกระดูกจะต่อสู้ขัดขืน มันเริ่มกินกระดูกแข็งๆ ของมังกรกระดูกทันที  ดูเหมือนว่ามันยังต้องการกินผลึกมังกรปีศาจของมังกรกระดูกอีกด้วย

“ผลึกมังกรของข้า...”

'เย่ว์หยาง'ยิ่งกังวลมากขึ้น  เจ้าตัวเล็กจอมตะกละนี่ แย่ยิ่งกว่า'ฮุยไท่หลาง'พันเท่า ไม่ใช่สิ หมื่นเท่าเลย มันไม่ยอมกินตรงส่วนอื่นๆ ของมังกร แต่ตั้งใจกินผลึกมังกรเป็นอาหารแทน ผลึกแก้วมังกรนี้ คือสิ่งที่คนอื่นๆ ได้แต่ฝัน แต่มีหวังที่จะได้  ตอนนี้กำลังโดนเจ้าอสูรทองจอมตะกละแทะเล็มดิบๆ เหมือนกำลังแทะแตงกวากรอบอย่างนั้น

 

ที่มา:https://writer.dek-d.com/tanay2507/story/viewlongc.php?id=1429532&chapter=79

จบบทที่ ตอนที่ 79 เงือกวายุ

คัดลอกลิงก์แล้ว