- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 58 คาถาจะเก่งแค่ไหน ก็แพ้ดาบปลายปืน
บทที่ 58 คาถาจะเก่งแค่ไหน ก็แพ้ดาบปลายปืน
บทที่ 58 คาถาจะเก่งแค่ไหน ก็แพ้ดาบปลายปืน
บทที่ 58 คาถาจะเก่งแค่ไหน ก็แพ้ดาบปลายปืน
ยุทธวิธีที่อาศัยการมองทะลุแผนที่แบบมุมมองพระเจ้า แล้วลอบแทรกซึมเข้ามาก่อกวนอย่างต่อเนื่องของโมริน แม้จะไม่สามารถสร้างความเสียหายระดับทำลายล้างให้แก่ศัตรูได้ แต่ก็ช่วยชะลอการรุกคืบของศัตรูนับร้อยนายพวกนี้ได้อย่างสำเร็จ
พวกบริทาเนียไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารอบตัวมีศัตรูซุ่มอยู่เท่าไหร่กันแน่
พวกเขาถูกบีบให้ต้องหยุดเดินทัพ แบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปคุ้มกันและเคลื่อนย้ายคนเจ็บ แล้วก็ต้องแบ่งทหารอีกส่วนมาปูพรมค้นหาทางแนวหลัง เพื่อพยายามลากคอ 'หน่วยหนูสกปรก' เฮงซวยนี่ออกมาให้ได้
นั่นจึงเป็นการซื้อเวลาอันมีค่าให้กับกองกำลังหลักของหมวดที่ 3 ที่กำลังถอยทัพ
แต่เมื่อพวกบริทาเนียระดมกำลังมาเสริมในพื้นที่นี้มากขึ้น โมรินกับหน่วยรบย่อยของเขาก็ค่อยๆ ติดกับดักตาข่ายวงล้อมที่กางออก
มาถึงขั้นนี้ โมรินก็รู้แล้วว่าภารกิจลอบแทรกซึมก่อกวนคงต้องจบลงแค่นี้
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่จ่าหมวดคลาอุสนำกองกำลังหลักล่าถอยไปถึงแนวป้องกันที่สามได้อย่างปลอดภัย เขาก็เช็กยอดกำลังพล
หมวดที่ 3 ซึ่งเดิมทีมีกำลังพลเต็มอัตรา แถมยังมีหมู่ทหารราบเพิ่มมาอีกสองหมู่ ตอนนี้เหลือรอดแค่ 36 นาย
เขาไม่รู้ว่าฝั่งโมรินพากำลังคนไปเท่าไหร่ แต่เขาเดาว่าคงไม่เยอะนัก อีกทั้งการที่ผู้บังคับหมวดของเขายังไม่กลับมาเสียที ก็ทำให้จ่าหมวดคนนี้นั่งไม่ติดเก้าอี้
“ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องไปรับผู้บังคับหมวดหน่อยแล้ว”
หลังจากคิดหนักอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็สั่งให้ทหารคนอื่นเฝ้าฐานที่มั่นไว้ ส่วนตัวเองก็นำทหารไปหนึ่งหมู่ ลอบเข้าไปใกล้ทิศทางที่พวกโมรินกำลังเล่นสงครามกองโจรอยู่อย่างเงียบๆ
ในตอนนั้น โมรินกำลังนำทหารที่เหลือ ดักซุ่มอยู่ใกล้กับศพและคนเจ็บของศัตรูหน่วยที่เพิ่งถูกโจมตีไป
เขาเตรียมจะใช้ลูกไม้เดิม โดยใช้ศพพวกนี้เป็นเหยื่อล่อเพื่อ 'ล้อมศพตีทัพหนุน' อีกสักรอบ
หลังจากซุ่มโจมตีรอบสุดท้ายนี้เสร็จ เขาก็จะสามารถใช้ช่องโหว่ที่ถูกเจาะตรงนี้แหกวงล้อมออกไปได้พอดี
ด้วยแผนที่ระบบ เขาสามารถมองเห็นหน่วยลาดตระเวนของศัตรูขนาดไม่เล็กเลย กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
“เตรียมพร้อมรบ! รอให้พวกมันเข้ามาใกล้ๆ ก่อนค่อยยิง!”
โมรินกดเสียงต่ำออกคำสั่งกับทหารข้างกาย ขณะเดียวกันเขาก็ดึงลูกเลื่อนปืนครึ่งหนึ่งเพื่อตรวจดูรังเพลิง
ทุกคนกำอาวุธในมือแน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่า จังหวะที่ศัตรูกำลังจะเดินเข้าสู่รัศมีการซุ่มโจมตี โมรินกลับพบว่ามีบางอย่างผิดปกติในกระบวนทัพศัตรูรอบนี้
ท่ามกลางทหารบริทาเนียทั่วไป กลับมีคนที่สวมชุดคลุมนักเวทย์อยู่สองคน แถมยังมีทหารเกราะหนักที่ตัวสูงใหญ่ผิดปกติอีกสองคนด้วย
และบนแผนที่ระบบ ข้อมูลป้ายทหารของนักเวทย์สองคนนั้นก็แสดงคำว่า [นักเวทย์ฝึกหัดไฮแลนด์] อย่างชัดเจน
‘เริ่มเอาหน่วยรบพิเศษพวกนี้มาจัดกำลังผสมแล้วเหรอเนี่ย?’
การปรากฏตัวของนักเวทย์ทำให้การซุ่มโจมตีครั้งนี้มีตัวแปรเพิ่มขึ้น
เขาไม่รู้ว่านักเวทย์ฝึกหัดพวกนี้มีความสามารถอะไรบ้าง แต่สัญชาตญาณและประสบการณ์บอกเขาว่า ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าเสี่ยงซุ่มโจมตีดีกว่า
แต่ขณะที่โมรินกำลังจะสั่งให้ทุกคนถอย เขากลับเห็นนักเวทย์ฝึกหัดสองคนนั้นเดินมาถึงบริเวณคนเจ็บและศพภายใต้การคุ้มกันของทหาร แล้วจู่ๆ ก็หยุดเดิน
จากนั้นพวกเขาก็หันหน้าไปทางอาคารทั้งสองฝั่งถนน ยกมือขึ้นและร่ายมนตร์สั้นๆ
หนึ่งในนักเวทย์ฝึกหัดที่หันหน้ามาทางฝั่งของโมริน ก็มีสีหน้าหวาดผวาขึ้นมาทันที
หลังจากที่เขาปล่อย [สัมผัสชีวิต] ออกไป ในอาคารพังๆ ที่ดูเหมือนไม่มีคนอยู่ข้างหน้านั้น กลับมีกลิ่นอายสิ่งมีชีวิตที่ชัดเจนกว่ายี่สิบดวงโผล่ขึ้นมาอย่างหนาแน่น!
“แย่แล้ว! มีพวกดักซุ่มอยู่! เยอะมาก!”
เขาตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก
โมรินที่แอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เมื่อเห็นสีหน้าของนักเวทย์ฝึกหัดเปลี่ยนไปและตะโกนโวยวาย เขาก็รู้ทันทีว่าแผนแตกแล้ว
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป พลิกตัวลุกขึ้นทันที จากนั้นยกปืนขึ้นและเหนี่ยวไก
ปัง!
ทหารแซกซอนที่ซุ่มอยู่ในอาคารก็ใช้เสียงปืนของโมรินเป็นสัญญาณ สาดกระสุนทั้งหมดที่มีในมือออกไปในทันที
บนถนน ทหารบริทาเนียที่ไม่ทันตั้งตัว ถูกยิงร่วงเป็นเบือในพริบตา
ทว่า นักเวทย์ฝึกหัดและทหารเกราะหนักทั้งสอง กลับรอดชีวิตมาได้ด้วยเกราะเวทมนตร์และชุดเกราะอันหนาเตอะ
“พวกมันอยู่ในตึกนั่น! บุกเข้าไป ฆ่าพวกมันซะ!”
นักเวทย์ฝึกหัดที่รอดชีวิตมากรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนก สั่งการทหารที่เหลือให้บุกเข้าโจมตีอาคารที่โมรินกับพรรคพวกซ่อนตัวอยู่
ทหารแห่งกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัยและขวัญกำลังใจในฐานะทหารหัวกะทิในวินาทีนี้
แม้เพิ่งจะถูกโจมตีอย่างหนัก แต่ภายใต้คำสั่งของนายทหารและนักเวทย์ พวกเขาก็สามารถจัดกระบวนทัพใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และภายใต้การนำของทหารเกราะหนักทั้งสอง พวกเขาก็กัดฟันบุกเข้าไปในอาคาร
และในขณะเดียวกันนั้น ชุดรบอีกชุดก็อาศัยเสียงปืนลอบเข้ามาถึงด้านหลังกองทหารบริทาเนียกลุ่มนี้อย่างเงียบๆ
ผู้ที่นำทีมมาก็คือจ่าหมวดคลาอุส
“พวกบริทาเนียกำลังโจมตีตึกนั้น ข้างในต้องมีพวกเราอยู่แน่ๆ” ผู้บังคับหมู่ที่ตามหลังเขามาเอ่ยขึ้น
“พวกเราหน่วยอื่นถอยร่นกันลงมาหมดแล้ว คนที่ยังยิงปะทะกับศัตรูในจุดนี้ได้ในเวลานี้ ก็น่าจะมีแค่ผู้บังคับหมวดกับพรรคพวกนั่นแหละ”
คลาอุสมองดูประกายไฟที่สว่างวาบเป็นระยะๆ จากในอาคารข้างหน้า และศัตรูที่กำลังบุกตะลุยอยู่ข้างนอก เขาก็เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ทันที
“เตรียมโจมตี! ตลบหลังอัดพวกบริทาเนียพวกนี้ให้หนักๆ หน่อย!”
ภายในอาคาร โมรินที่เห็นศัตรูบุกเข้ามาใกล้ก็ตะโกนลั่น
“ระเบิดมือ!”
พลขว้างระเบิดหลายคนดึงชนวนทันที และโยนระเบิดมือ 3 ลูกที่แทบจะไม่เหลือแล้วลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง
ตูม! ตูม! ตูม!
ระเบิดมือ 3 ลูกติดต่อกันระเบิดขึ้นกลางวงทหารบริทาเนียที่กำลังพุ่งตัวเข้ามา
คลื่นความร้อนและสะเก็ดระเบิดที่ปลิวว่อน พรากชีวิตไปอีกหลายคน
ทหารเกราะหนักสองนายที่พุ่งอยู่หน้าสุด ก็ถูกแรงอัดระเบิดจนเซถลา รู้สึกชาไปทั้งตัว
แต่พวกเขาก็อาศัยความอึดถึกทนระดับปีศาจกับชุดเกราะเสริมพลังเวทมนตร์อันแข็งแกร่ง พุ่งทะลวงไปจนถึงหน้าประตูอาคารจนได้
ปัง!
ทหารเกราะหนักนายหนึ่งเตะประตูที่ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ให้เปิดออก แล้วพากันกรูเข้าไปพร้อมกับทหารราบที่ตามมา
ทว่า พอพวกเขาทะลวงเข้าไปในอาคาร ก็ต้องรู้สึกเสียใจทันที
พวกเขานึกเสียใจที่ไม่น่าเชื่อฟังคำสั่งของไอ้นักเวทย์ฝึกหัดสองตัวนั้นเลย
เพราะทั้งสองคนไม่ได้ติดอาวุธเป็นดาบกับโล่ แต่เป็นดาบสองมือขนาดใหญ่
พื้นที่ในร่มที่แคบขนาดนี้ ทำให้ดาบสองมือขนาดใหญ่ที่พวกเขามักใช้เก็บกวาดทหารราบทั่วไปนั้น แกว่งไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของทั้งคู่ก็ไวมาก พวกเขารีบกลับหัวดาบขนาดใหญ่ สองมือจับที่ด้ามและส่วนสันดาบที่ไม่ได้เปิดคม แล้วใช้โกร่งดาบกับหัวทุมท้ายในการโจมตีระยะประชิด
ส่วนทหารแซกซอนที่มีทักษะการยิงดีที่สุดก็ซ่อนตัวอยู่ตามมุมห้องและหลังเฟอร์นิเจอร์ คอยสาดกระสุนใส่หมวกเกราะของทหารเกราะหนักทั้งสองอย่างต่อเนื่อง จนประกายไฟแลบแปลบปลาบและทำเอาพวกเขาสมองวิ้งๆ ตลอดเวลา
ส่วนคนอื่นๆ ก็กราดยิงใส่ทหารราบทั่วไปที่ตามหลังมาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อการรบดำเนินมาถึงขั้นนี้ ก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ายุทธวิธีอีกต่อไป
มีเพียงการเข่นฆ่าจากสัญชาตญาณดิบของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
ทั้งสองฝ่ายต่างหน้ามืดตามัวฆ่ากันจนตาแดงฉาน
เสียงโห่ร้อง เสียงปืน เสียงกรีดร้องดังสะท้อนปะปนกันไปหมดในพื้นที่แคบๆ
“ระเบิดอีกสองลูก!”
สิบโทบาวมันน์ที่หดหัวกลับไปเติมกระสุนตรงบันไดตะโกนลั่น ตามมาด้วยระเบิดมืออีกสองลูกที่ถูกโยนเข้ามา
แรงระเบิดมหาศาลแทบจะทำเอาทหารแซกซอนที่อยู่ชั้นหนึ่งมึนงงไปด้วย
พอฝุ่นควันจางลง ก็ไม่เหลือทหารบริทาเนียที่ยืนอยู่ได้แม้แต่คนเดียวในห้อง
ทหารเกราะหนักสองนายนั้นแม้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เดินโซเซไปมา ชุดเกราะบนตัวเต็มไปด้วยรอยกระสุนและรอยบุบ
“ฆ่าพวกมัน!”
ทหารแซกซอนหลายคนแผดเสียงร้องคำราม พุ่งตัวออกมาจากที่กำบัง
ปืนไรเฟิลในมือของพวกเขากระสุนหมดเกลี้ยงแล้ว และด้วยความที่หยิบซองกระสุนใหม่มาบรรจุไม่ทัน พวกเขาจึงติดดาบปลายปืนทันที
ในการประชุมสรุปผลการรบก่อนหน้านี้ ทหารที่รอดชีวิตจากการรบด้วยดาบปลายปืน ได้เล่าให้คนอื่นๆ ฟังถึงภาพที่โมรินใช้ดาบปลายปืนจัดการกับทหารเกราะหนัก
ดังนั้นตอนนี้ ทหารแซกซอนเหล่านี้จึงกระหน่ำแทงดาบปลายปืนเข้าใส่จุดอ่อนอย่างใต้รักแร้ ลำคอ ที่เกราะของทหารเกราะหนักป้องกันไม่ถึงอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากที่ฝืนใช้หัวทุมท้ายของดาบฟาดทหารแซกซอนที่พุ่งเข้ามาล้มไปได้หลายคน ทหารเกราะหนักผู้ห้าวหาญทั้งสองก็หมดเรี่ยวแรงหยดสุดท้าย แล้วล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
“จัดการได้แล้ว!”
แต่ยังไม่ทันที่ทหารแซกซอนผู้รอดชีวิตจะได้ดีใจ ลูกไฟขนาดเท่าหัวคนสองลูกก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาทางหน้าต่างอย่างกะทันหัน
“ระวัง!”
โมรินทำได้เพียงส่งเสียงเตือนออกไปคำเดียว
วินาทีต่อมา ลูกไฟก็ระเบิดขึ้นกลางห้องอย่างรุนแรง
แรงระเบิดรุนแรงซัดกระหน่ำไปทั่วทั้งชั้นหนึ่ง
ความร้อนสุดสยองและคลื่นกระแทกกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในชั่วพริบตา แม้กระทั่งทำเอามุมหนึ่งของชั้นสองถล่มลงมา
โมรินทำได้แค่มองดูไอคอนของหมู่ทหารราบสองหมู่ในสังกัดเขาที่อยู่ชั้นหนึ่งบนแผนที่ระบบ เปลี่ยนเป็นสีเทาในพริบตา
ทหารสิบสองนายที่สู้รบอยู่บนชั้นหนึ่ง สิ้นใจลงเพียงแค่นั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะสิบโทบาวมันน์หดหัวหลบอยู่ตรงช่องบันไดพอดี ก็คงจะตายไปพร้อมกับทหารพวกนี้แล้ว
ตอนนี้ เมื่อรวมโมรินเข้าไปด้วย ทหารในสังกัดเขาเหลือรอดเพียงสิบแปดนาย
นอกหน้าต่าง นักเวทย์ฝึกหัดสองนายนั้นกำลังเตรียมจะร่ายเวทอีกครั้ง เพื่อปิดบัญชีศัตรูในอาคารนี้ให้สิ้นซาก
ทว่าตอนนั้นเอง ด้านหลังของพวกเขาก็มีเสียงปืนดังกึกก้องขึ้นมา
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
คลาอุสนำชุดรบอ้อมมาทางด้านหลัง และเปิดฉากจู่โจมกองกำลังบริทาเนียกลุ่มนี้
ทหารบริทาเนียหลายนายที่กำลังคุ้มกันนักเวทย์ ร่วงลงไปกองกับพื้นทันที
เหตุการณ์ที่พลิกผันกะทันหันนี้ ทำเอานักเวทย์ฝึกหัดสองนายหน้าถอดสี
พวกเขาหันขวับกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก พอเห็นทหารแซกซอนอีกหน่วยโผล่พรวดมาจากซากปรักหักพัง ก็คิดว่าตัวเองโดนตลบหลังตีวงล้อมเข้าให้แล้ว
นักเวทย์ฝึกหัดทั้งสองที่กำลังขวัญผวาพยายามจะร่าย [เกราะเวทมนตร์] คลุมร่าง แต่กลับพบว่าโควตาการใช้คาถาคุ้มภัยนี้ของวันนี้ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
การที่พวกเขาไม่ได้วางแผนการใช้คาถาสำหรับการรบในเมืองให้ดี ทำให้เพิ่งจะมารู้ตัวเอาตอนนี้ว่าคาถาส่วนใหญ่ที่เตรียมมาสำหรับวันนี้ ถูกถลุงใช้ไปในการรบก่อนหน้านี้หมดแล้ว
ทั้งสองนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งว่าทำไมในการรบครั้งก่อนหน้า ถึงเอาคาถาที่เหลืออยู่น้อยนิดไปใช้โจมตีทหารศัตรูในอาคารที่ยอมจำนนแล้วเพื่อระบายอารมณ์กันนะ
ไม่อย่างนั้น ในสล็อตคาถาตอนนี้ก็คงไม่เหลือแค่คาถากระจอกๆ อย่าง [หัตถ์เวท] ไม่กี่บทแบบนี้หรอก
ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของพวกเขาทันที คำสั่งเสียของอาจารย์ก่อนออกรบดังก้องอยู่ในหู
“ถอย! รีบถอย!”
พวกเขาตัดสินใจเด็ดขาดทันที คิดจะโกยแน่บไม่คิดชีวิตภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เหลือไม่กี่นาย
โมรินที่อยู่ในอาคารไม่รู้ว่านักเวทย์ฝึกหัดสองนายนั้นใช้คาถาที่เตรียมมาสำหรับวันนี้ไปจนหมดแล้ว แต่เขาตรวจสอบจากแผนที่ได้ว่าไม่มีทหารฝ่ายศัตรูอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากสู้รบในเมืองมาอย่างต่อเนื่องจนหน้ามืดตามัว เขารู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวของพวกเขา
ถ้าปล่อยให้ไอ้นักเวทย์สองตัวที่เป็นเหมือนป้อมปืนเคลื่อนที่พวกนี้หนีไปได้ ใครจะรู้ว่าพวกมันจะไปสร้างความฉิบหายให้กองกำลังฝ่ายเราในภายหลังอีกมากแค่ไหน
“อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้!”
โมรินตาแดงก่ำ พุ่งทะยานลงมาจากทางลาดที่เกิดจากซากปรักหักพังของชั้นสอง
ขณะที่เขานำคนพุ่งออกจากอาคาร เขาก็ตะโกนสั่งไปทางคลาอุสด้วยภาษาแซกซอนเสียงดังลั่น “ระวังยิงโดนพวกเดียวกัน! ระวังยิงโดนพวกเดียวกัน!”
พอคลาอุสได้ยินเสียงโมริน ก็เข้าใจเจตนาของผู้บังคับหมวดในทันที
“ยิงระวังๆ หน่อย! ตามไปคุ้มกันพวกผู้บังคับหมวด!”
ชุดรบสองชุดตามประกบหน้าหลัง ไล่ล่าศัตรูกลุ่มนั้นที่กำลังเผ่นหนี
พลขว้างระเบิดที่วิ่งตามโมริน ทุ่มแรงปาแหวกอากาศโยนระเบิดมือลูกสุดท้ายออกไประหว่างที่กำลังวิ่ง
ระเบิดมือแหวกอากาศเป็นวิถีโค้งพาราโบลาอันสวยงาม และตกลงระเบิดทางด้านหลังของศัตรูกลุ่มนั้นพอดิบพอดี
ตูม!
แรงระเบิดมหาศาลซัดพวกมันจนหงายหลังล้มตึง
ยังไม่ทันที่พวกมันจะลุกขึ้นจากพื้น โมรินกับทหารแซกซอนก็ถือปืนติดดาบปลายปืน พุ่งตัวเข้ามาดั่งเทพแห่งความตาย
“ฆ่ามัน!”
ทหารแซกซอนต่างก็เรียนรู้กระบวนท่าการรบด้วยดาบปลายปืนที่โมรินสอนมา
ในวินาทีสุดท้ายที่พวกเขาพุ่งเข้าไปหาศัตรู พวกเขายังไม่รีบร้อนแทง แต่กลับลั่นไกยิงกระสุนนัดสุดท้ายในรังเพลิงออกไปอย่างเด็ดขาด
ไม่สนวิถีนักรบเอาซะเลย แต่มันก็โคตรได้ผล
ปัง! ปัง!
ระยะเผาขนแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องเล็งเลยด้วยซ้ำ
ทหารบริทาเนียสองนายที่ทำหน้าที่คุ้มกัน ถูกเป่าร่วงลงไปกองกับพื้นคาที่
ตามมาติดๆ ด้วยฉากการดวลดาบปลายปืนที่นองเลือดที่สุด
ทหารบริทาเนียที่เหลืออีกสองนายพยายามจะสกัดกั้นโมรินที่พุ่งนำหน้ามา แต่โมรินที่เหมือนจะเข้าสู่โหมด 'คลุ้มคลั่ง' ไปแล้ว ก็ตวัดดาบปลายปืนปัดป้องและแทงสวนทะลุคอหอยของทหารคนแรกไปอย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมรบของตัวเองล้มลงไปกุมคอหอยในพริบตา เลือดที่พุ่งกระฉูดเพราะแรงดันยังสาดกระเซ็นไปทั่วร่างของโมริน 'แต่งแต้ม' ให้เขากลายเป็นเทพแห่งความตาย ทหารที่เหลืออีกนายก็สติแตกกระเจิง
เขาร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง ยกปืนไรเฟิลพุ่งเข้าใส่ หวังจะแลกชีวิตกับโมริน แต่จู่ๆ ก็เห็นนายทหารแซกซอนที่หน้าอาบไปด้วยเลือดคนนี้หยุดฝีเท้าลง
จากนั้นก็ยกปืนขึ้น เล็ง
ปัง!
ทหารที่ถูกยิงทะลุกลางหว่างคิ้วล้มลงไปนั้น จนตายก็ยังคิดไม่ตกว่าทำไมไอ้หมอนี่ที่ดูเหมือนนักรบคลั่ง ถึงได้ลั่นไกอย่างใจเย็นแบบนี้ได้
โมรินคัดปลอกกระสุนออกแล้วขึ้นลำใหม่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ สายตาเย็นชาของเขาจับจ้องไปที่นักเวทย์ฝึกหัดทั้งสอง ราวกับกำลังมองคนตาย ในขณะที่ทหารแซกซอนคนอื่นๆ ก็เร่งฝีเท้าวิ่งพุ่งผ่านตัวเขาไป
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของนักเวทย์ฝึกหัดทั้งสองในจังหวะที่หันกลับมามอง สายตาของโมรินทำให้ความกลัวบนใบหน้าของพวกเขายิ่งทวีคูณ
นักเวทย์ฝึกหัดจากกองพลจอมเวทไฮแลนด์ผู้สูงส่งทั้งสองนายนี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่ตัวเองถูกทหารราบฝ่ายศัตรูเข้าประชิดตัวได้
ในความคิดของพวกเขา นักเวทย์คือตัวตนที่สง่างามและทรงพลัง ซึ่งมักจะยืนหยัดภายใต้การคุ้มครองของกองทัพนับหมื่น ร่ายมนตร์อย่างใจเย็น และสามารถบดขยี้ศัตรูเป็นเบือได้เพียงแค่สะบัดมือ
ไม่ใช่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนคลุกโคลนคลุกเลือดอย่างน่าสมเพชแบบตอนนี้
เมื่อต้องเผชิญกับดาบปลายปืนที่ส่องประกายเย็นยะเยือก พวกเขาก็สติแตกไปอย่างสิ้นเชิง
เกราะเวทมนตร์ของพวกเขาสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว ในความลนลาน พวกเขาทำได้เพียงร่าย [หัตถ์เวท] ซึ่งเป็นคาถาพื้นฐานที่สุดตามสัญชาตญาณ เพื่อผลักทหารแซกซอนสองนายที่พุ่งเข้ามาเร็วที่สุดออกไป
แต่วินาทีถัดมา ดาบปลายปืนของโมรินกับสิบโทบาวมันน์ ก็เสียบทะลุร่างของพวกเขาทั้งซ้ายและขวาอย่างจัง
ดาบปลายปืน S1898 อันเย็นเฉียบ แทงทะลุชุดคลุมนักเวทย์อันหรูหราและร่างกายเลือดเนื้ออันเปราะบางได้อย่างง่ายดาย
“อั้ก...”
นักเวทย์ฝึกหัดนายหนึ่งก้มลงมองดาบปลายปืนที่เสียบคาพุงตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ เลือดทะลักออกจากปากเป็นสาย
โมรินบิดกระบอกปืนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทำให้ดาบปลายปืนคว้านตับไตไส้พุงของนักเวทย์ฝึกหัดนายนี้ ทำลายอวัยวะภายในให้ยับเยินที่สุด
สิบโทบาวมันน์ก็ทำตามอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเวทย์ฝึกหัดที่เคยผยองเดชทั้งสองคน ก็ขาดใจตายสนิท ร่างร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นอย่างอ่อนปวกเปียก
ทหารบริทาเนียที่เหลืออีกไม่กี่นาย ก็ถูกทหารแซกซอนยิงซ้ำจนดับดิ้นไปอย่างรวดเร็ว
โมรินชักดาบปลายปืนออกพร้อมกับหอบหายใจหนักๆ มองดูซากศพที่เกลื่อนกลาด เขารู้ดีว่าไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นาน
เขาฝืนทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกาย ใช้มือข้างหนึ่งค้ำปืนแล้วคุกเข่าลง ค้นตัวศพนักเวทย์ฝึกหัดทั้งสองอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน เขาก็ล้วงเอาสมุดปกแข็งสองเล่มที่ดูเหมือนบันทึกคาถาออกมาได้ พร้อมกับขวดโหลที่บรรจุของเหลวและผงไม่ทราบชนิดอีกสองสามขวด
[ปลดล็อกหมวดหมู่ คาถา แล้ว โปรดตรวจสอบทันที]
[ได้รับ คู่มือฝึกฝนส่วนตัว (พื้นฐาน) × 2]
แม้จะได้ยินเสียงแจ้งเตือน แต่โมรินก็ไม่มีเวลามาดูรายละเอียดในตอนนี้ เขาทำเพียงแค่ยัดของพวกนี้ทั้งหมดลงไปในกระเป๋าสะพายของตัวเองรวดเดียว
“เคลียร์สนามรบ! ดูซิว่ามีอาวุธไหนพอจะใช้ได้บ้าง เราต้องรีบออกจากที่นี่ไปสมทบกับกองกำลังหลักของหมวดที่ 3 เดี๋ยวนี้!”
โมรินหยัดกายลุกขึ้น และออกคำสั่งสุดท้ายกับทหารที่รอดชีวิต
ไม่นานนัก กองกำลังที่เพิ่งจะไปเยือนประตูผีมาหมาดๆ ชุดนี้ ก็หายวับเข้าไปในซากถนนที่พังพินาศของเซบียาอย่างรวดเร็ว
[กองทัพอากาศจักรวรรดิแซกซอน เรือเหาะหุ้มเกราะชั้น 'เซปเปลิน' หมายเลข L30]
[สถานะ: กำลังเข้าใกล้จุดหมาย]
[เวลาที่คาดว่าจะมาถึง: 1 ชั่วโมง 05 นาที]