- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 11 - เรียกผี (10)
บทที่ 11 - เรียกผี (10)
บทที่ 11 - เรียกผี (10)
บทที่ 11 - เรียกผี (10)
༺༻
ผิดแล้ว
พิธีกรรมเสร็จสิ้น แต่กลับไม่ได้ส่งผีจากไปเลยสักนิด
ในโถงอาคารที่มืดสลัว ลู่จินเจาเดินตามหลังหลินซูเย่ว์ไปเงียบๆ
ท่าทางการเดินของอีกฝ่ายยังคงแข็งทื่ออยู่บ้าง น่าจะเป็นเพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี แต่ในสายตาของลู่จินเจา กลับดูเหมือนเป็นเพราะผีที่อยู่บนหลังนั่นที่กดทับจนเธอไม่สามารถเดินได้ตามปกติ
เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผากของลู่จินเจา เธอไม่รู้ว่าในตอนนี้ควรจะส่งเสียงเตือนหลินซูเย่ว์ดีหรือไม่
แต่ สิ่งที่เธออยากรู้ได้กระจ่างชัดแจ้งแล้ว
"คนอื่นๆ ล่ะ?"
ในโถงบันไดที่คับแคบ หลินซูเย่ว์ที่เดินอยู่ข้างหน้าเอ่ยถาม
"กำลังทำภารกิจกันอยู่ค่ะ"
ลู่จินจาก้มหน้าลง รักษาระยะห่างจากหลินซูเย่ว์อย่างแยบยล
"อย่างนั้นเหรอ นอกจากเธอแล้วยังมีคนอื่นที่ทำภารกิจเสร็จและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกไหม?"
เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ...
ลู่จินเจาพริบตา การมองเห็นยังคงเสียสมดุลอยู่บ้าง ตาข้างหนึ่งของเธอไม่มีวี่แววว่าจะกลับมามองเห็นได้เลย นอกจากนี้ เธอก็ไม่กล้าหันหน้าไปมองข้างหลังตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
แบบนี้ นับว่าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหรอ?
เธอไม่ได้บอกความลำบากของตัวเองให้หลินซูเย่ว์ฟัง แต่เลือกที่จะตอบคำถามไปว่า: "น่าจะเป็นเฉินตั่วมั้งคะ แต่ฉันรู้สึกว่า เธอมีบางอย่างไม่ถูกต้อง"
ลู่จินเจาไม่ได้ตั้งใจจะให้ข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงหลินซูเย่ว์ แต่เธอก็ไม่ได้บอกข้อสันนิษฐานของตัวเองออกไป
นั่นเดิมทีเป็นเพียงความรู้สึกไม่ถูกต้องที่สัมผัสได้จากสัญชาตญาณ หลังจากข้อมูลต่างๆ ซ้อนทับกัน มันก็กลายเป็นความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหนึ่ง
ในตอนนี้ หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากทางฝั่งของหลินซูเย่ว์แล้ว ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับภารกิจชานชาลาในครั้งนี้ในหัวของลู่จินจาก็เสร็จสมบูรณ์โดยพื้นฐานแล้ว
ในสายตาของเธอ จุดสำคัญของภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่พิธีกรรม 10 วิธีเห็นผีเลย
หรือจะบอกว่า พิธีกรรมน่ะสำคัญ แต่ การทำพิธีกรรมให้สำเร็จนั้นไม่สำคัญ
ขอแค่พิธีกรรมเริ่มต้นขึ้น ผีก็จะปรากฏตัวออกมา
ส่วนพิธีกรรมจะสำเร็จหรือล้มเหลว นั่นก็ไม่มีความหมายแล้ว
เพราะ จุดประสงค์ของภารกิจชานชาลาในครั้งนี้คือ [เรียกผี]
ตั้งแต่ที่ผีบนหลังของหลินซูเย่ว์ไม่จากไปเพราะเธอ "ทำพิธีกรรมสำเร็จ" และตามหลักการแล้วควรจะส่งผีถ้วยแก้วกลับไปแล้วแต่กลับไม่จากไป ลู่จินเจาก็มั่นใจแล้ว
เมื่อผีถูกเรียกออกมาแล้ว ก็ไม่สามารถ "ขับไล่" ได้อีก
ดังนั้น ในตอนนี้ข้างหลังของเธอ ก็คงจะมีผีตามติดอยู่หนึ่งตัวแน่นอน
ตอนนี้ พวกเธอคือคนเป็นสองคนและผีสองตัวที่ร่วมทางไปด้วยกัน
"ขบวนรถไฟน่าจะมาถึงในอีกชั่วโมงกว่าๆ ใช่ไหมคะ"
ลู่จินเจาพลันเอ่ยปากขึ้น
"...อืม ใช่ ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ล่ะ?"
ความคิดของหลินซูเย่ว์ถูกขัดจังหวะเล็กน้อย เธอยังคงครุ่นคิดเรื่องความไม่ถูกต้องที่ลู่จินเจาพูดถึง และพิจารณาว่าควรจะไปหาเฉินตั่วดีไหม
"แล้วขบวนรถไฟจะจอดที่ที่พวกเราลงรถมาใช่ไหมคะ?"
"ใช่จ้ะ พวกเราสามารถไปถึงที่นั่นล่วงหน้าได้หน่อย ขบวนรถไฟจะไม่รอนานหรอก พอถึงเวลาที่จอดรถก็รีบขึ้นรถให้เร็วที่สุดก็จะปลอดภัยแล้วล่ะ"
น้ำเสียงของหลินซูเย่ว์ดูผ่อนคลายขึ้นมาก ในสายตาของเธอ เธอได้จ่ายค่าตอบแทนที่มหาศาลเพื่อแลกกับความปลอดภัยมาแล้ว ต่อไป ก็แค่ขึ้นรถเท่านั้นเอง
ทว่าในพริบตาต่อมา ลู่จินจาก็ถามคำถามหนึ่งขึ้นมาอีก
"ผีขึ้นรถได้ไหมคะ?"
ฝีเท้าของหลินซูเย่ว์ชะงักไป
เธอหันหน้ามา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความสงสัยและระแวดระวังมองไปทางลู่จินเจา: "เสี่ยวลู่ ทำไมเธอถึงถามแบบนี้ล่ะ?"
ลู่จินเจามองไม่เห็นสีหน้าของเธอ เพียงแค่อธิบายว่า: "ฉันกังวลว่าจะมีผีอยู่บนรถน่ะค่ะ มันไม่ปลอดภัย"
"อ๋อ เรื่องนี้เอง ไม่ต้องกังวลหรอกจ้ะ" น้ำเสียงของหลินซูเย่ว์ดูผ่อนคลายลง
"ขอแค่ไม่มีตั๋วรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี ก็มองไม่เห็นขบวนรถไฟ และขึ้นขบวนรถไฟไม่ได้ ในบางครั้งพอเวลาหมดลงพวกเรายังต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ถูกผีไล่ล่า ในตอนนั้นขอแค่ขึ้นรถได้ ก็จะปลอดภัยแน่นอน"
"เจ้าของตั๋วรถไฟตาย ตั๋วรถไฟก็จะหายไปด้วย ผีก็ไม่สามารถแย่งชิงตั๋วรถไฟของคนไปได้"
"ดังนั้น ผี ไม่มีทางขึ้นขบวนรถไฟได้อย่างแน่นอน"
อย่างนั้นเหรอ?
แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าผีในชานชาลานี้ อยากจะตามพวกเธอเนียนขึ้นรถไปล่ะ?
ไม่อย่างนั้น ผีที่ไม่ได้ถูกกฎเกณฑ์การเห็นผีผูกมัดไว้แล้ว ทำไมถึงยังไม่ฆ่าพวกเธอเสียที?
ในบรรดากลุ่มคนอย่างพวกเธอ จุดพิเศษเพียงอย่างเดียว ก็คือสถานะผู้โดยสารขบวนรถไฟไม่ใช่เหรอ?
การเก็บพวกเธอไว้ สิ่งเดียวที่จะได้รับก็คือเวลาและตำแหน่งที่ขบวนรถไฟจะมาถึง!
ในวินาทีที่เห็นว่าผีบนหลังของหลินซูเย่ว์ไม่ได้จากไป ลู่จินเจาก็คิดเรื่องนี้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
ดันเจี้ยนนี้ ทำไมถึงไม่ใช่ [เห็นผี] แต่กลับเป็น [เรียกผี] เพราะสิ่งที่อันตรายไม่ใช่ภารกิจเห็นผี แต่เป็นพวกเธอที่เรียกผีออกมาผ่านภารกิจเห็นผี แต่กลับไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับจุดประสงค์ของผี!
ถ้าหากไม่สังเกตเห็น ก็จะคิดไปจริงๆ ว่าทุกคนทำภารกิจสำเร็จแล้ว
ในช่วงเวลาที่รอขบวนรถไฟมาถึง สมมติว่าสมาชิกทุกคนมาพร้อมหน้ากัน ถ้าอย่างนั้น... ถึงตอนนั้น ข้างกายของพวกเขา ก็จะมีผีอย่างน้อยเก้าตัวที่กำลังรอคอยช่วงเวลาที่ขบวนรถไฟจะมาถึงไปพร้อมๆ กัน!
พวกมันจะรออยู่อย่างเงียบเชียบรอให้ขบวนรถไฟเปิดประตูแล้วให้พวกเธอกลับเข้าขบวนรถไฟไปอย่างปลอดภัยเหรอ?
เป็นไปไม่ได้
สิ่งเดียวที่ลู่จินเจาคิดออก ก็คือผีพวกนี้กำลังรอจังหวะที่ขบวนรถไฟเปิดประตูเพื่อฆ่าพวกเธอ แล้วสวมรอยแทน เพื่อที่จะพยายามขึ้นขบวนรถไฟ!
เธอไม่แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่ทำได้หรือไม่ เธอรู้เพียงว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของดันเจี้ยนนี้ได้เผยโฉมออกมาแล้ว
นั่นก็คือช่วงเวลาที่ขบวนรถไฟมาถึง และพวกเธอเตรียมตัวจะกลับขึ้นรถนั่นเอง
"พี่มั่นใจจริงๆ เหรอคะ ว่าผีขึ้นรถไม่ได้?" ลู่จินเจาถามย้ำซ้ำๆ
หลินซูเย่ว์รู้สึกแปลกๆ: "เธอกังวลเรื่องอะไรอยู่เหรอ?"
"วางใจเถอะจ้ะ ก่อนหน้านี้เคยมีครั้งหนึ่ง เพื่อนร่วมทีมถูกผีสิงร่างโดยที่พวกเราทุกคนไม่สังเกตเห็นเลยสักคนเดียว แต่สุดท้ายเธอก็ถูกขบวนรถไฟปฏิเสธไม่ให้เข้าประตู"
"ดังนั้นพวกเราถึงมั่นใจได้เต็มร้อยว่า ผีขึ้นรถไม่ได้แน่นอน"
แบบนั้นเหรอ...
หรือว่าเธอจะเข้าใจผิดไปเอง?
ลู่จินเจาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เธอก็คิดไม่ออกจริงๆ ถึงเหตุผลที่ผีไม่ฆ่าคนในตอนนี้
"ฉันกังวลเรื่องเฉินตั่วน่ะค่ะ"
"เดี๋ยวฉันจะไปดูเองจ้ะ ถ้าเธอมีปัญหาจริงๆ เธอขึ้นรถไม่ได้หรอก พวกเราก็แค่หลบเธอหน่อย สับเปลี่ยนเวลาขึ้นรถก็พอแล้ว"
หลินซูเย่ว์ดูเหมือนจะเตรียมการไว้แล้ว หลังจากพูดจบ เธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ หยุดนิ่งไปไม่กี่วินาทีก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ดูมีเลศนัยว่า:
"แต่เสี่ยวลู่ ทำไมเธอถึงเอาแต่ก้มหน้าไม่มองฉันเลยล่ะ?"
ตั้งแต่ที่เธอหันหน้ามาจนถึงตอนนี้ ในระหว่างที่ลู่จินเจาสนทนากับเธอ เธอเอาแต่ก้มหน้ามาตลอด
พอคิดถึงความสามารถที่ลู่จินเจามีในตอนนี้ สีหน้าของหลินซูเย่ว์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
และลู่จินเจาเองก็นิ่งสงบลงหลังจากที่เธอถามประโยคนี้ออกมา
ถนนยามเที่ยงคืนมีเพียงพวกเธอสองคน ลู่จินเจายังคงก้มหน้าอยู่ เธอไม่เห็นสีหน้าของลู่จินเจา ได้ยินเพียงเธอพูดว่า:
"เพราะว่า พี่หลินคะ ผีตัวนั้น มันยังอยู่บนหลังของพี่นะคะ"
อะไรนะ?!
หลินซูเย่ว์รู้สึกเพียงว่าสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ มือเท้าเย็นเฉียบ ความหวาดกลัวอย่างขีดสุดถาโถมเข้ามาในหัวของเธอ จนทำให้เธอไม่สามารถแสดงปฏิกิริยาตอบโต้คำพูดของลู่จินเจาได้ในทันที
ราวกับเป็นภาพหลอน หลังจากที่ลู่จินเจาพูดให้ชัดแจ้งแล้ว ในที่สุดหลินซูเย่ว์ก็รู้สึกถึงความไม่ถูกต้อง
ที่หัวไหล่รู้สึกเมื่อยล้าเล็กน้อย ราวกับแบกของหนักๆ เดินมานาน
ที่หลังรู้สึกเย็นวาบ ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บยามค่ำคืน แต่เป็นเพราะเธอแนบชิดอยู่กับอะไรบางอย่างที่เย็นเยือก ราวกับผิวหนังของคนตาย
ที่ซอกคอ กลิ่นอายความเย็นยะเยือกที่เหมือนมีเหมือนไม่มีปรากฏขึ้นเป็นระยะ มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าของการเน่าเปื่อย หลินซูเย่ว์ไม่กล้าคิดว่านั่นคืออะไร เธอรู้สึกเพียงว่า เลือดทั่วร่างดูเหมือนจะแข็งตัวตามกลิ่นอายความเย็นยะเยือกนี้ไปแล้ว
༺༻