- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงยอดสัตวแพทย์
- บทที่ 19 - เจียวมันหมูห่อซาลาเปา
บทที่ 19 - เจียวมันหมูห่อซาลาเปา
บทที่ 19 - เจียวมันหมูห่อซาลาเปา
บทที่ 19 - เจียวมันหมูห่อซาลาเปา
"นี่..."
อาหย่งไม่เปิดโอกาสให้เจียงหน่วนจือปฏิเสธ เขาหันหลังขึ้นรถม้าพลางส่งยิ้มและโบกมือลาให้นาง
เจียงหน่วนจือ "อาหย่ง ฝากขอบคุณนายท่านของพวกท่านด้วยนะ"
ยังได้ยินเสียงอาหย่งตอบกลับมาจากไกลๆ "แม่นางวางใจเถิด ข้าจะนำความไปบอกกล่าวอย่างแน่นอน"
คุณชายน้อยหลวี่ยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้าพร้อมกับโบกมือ "ยอดฝีมือ ไว้คราวหน้าข้าจะมาหาเจ้าใหม่นะ"
เจียงหน่วนจือมองดูรถม้าที่ค่อยๆ แล่นห่างออกไปแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นมา
สองคนนี้ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้านายใครเป็นบ่าวกันแน่ น่าสนใจดีจริงๆ
พอเปิดห่อผ้าออกดูก็พบว่าเป็นชุดเข็มเงิน เข็มชุดนี้ครบครันและคุณภาพดีกว่าชุดที่เห็นในร้านก่อนหน้านี้เสียอีก ช่างถูกใจนางยิ่งนัก
ตอนนี้เจียงหน่วนจือไม่มีทางปฏิเสธของสิ่งนี้ได้ลงจริงๆ ในใจได้แต่คิดว่าต้องรีบหาเงินมาจ่ายค่าเข็มเงินชุดนี้ให้ได้ จะได้ไม่ต้องติดค้างน้ำใจกันอีก
พอหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน เจ้าตัวเล็กสองคนก็กำลังเอาแต่จ้องมองของบนโต๊ะตาปริบๆ
กลับไม่เห็นวี่แววของหลีจวินผิง
เจียงหน่วนจือชะเง้อมองเข้าไปในห้องตามสัญชาตญาณ ก็พบว่าเขากำลังเก็บพับผ้าห่มที่นางเพิ่งเอากลับมาอยู่
"เอาผ้าห่มสองผืนนี้ออกไปตากแดดสักหน่อยเถอะ แดดยังไม่ทันร่มหรอก รอจนตะวันตกดินค่อยเก็บเข้ามา ส่วนผืนใหม่ที่เพิ่งได้มานี้ คืนนี้เจ้าก็เอาไปห่มกับน้องชายนะ"
มือที่กำลังพับผ้าห่มของหลีจวินผิงชะงักไป เขากันกลับมามองเจียงหน่วนจือแล้วพยักหน้ารับ "ตกลง"
เจียงหน่วนจือมองหลีจวินผิงด้วยความประหลาดใจ วันนี้เขาดูว่านอนสอนง่ายเป็นพิเศษ
พอเดินออกมา ก็เห็นหลีเสี่ยวเอ้อกับเป่าจูน้อยกำลังจ้องนางตาแป๋ว จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วลูบหัวพวกเขา
"เอาขนมกลับมาแล้ว ทำไมถึงไม่กินล่ะ"
เป่าจูน้อยแอบชำเลืองมองเข้าไปในห้อง เจียงหน่วนจือก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
คงเป็นเพราะพี่ชายไม่ยอมให้กินอีกตามเคย
จากนั้นนางก็หยิบลูกอมยัดใส่ปากเป่าจูน้อย กะพริบตาปริบๆ แล้วถามว่า "หวานไหม"
เป่าจูน้อยดูเหมือนจะตกตะลึงกับรสชาติหอมหวานนี้ ดวงตากลมโตโค้งหยีเป็นรูปสระอิ พยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร ตอบอู้อี้ว่า "หวาน"
เจียงหน่วนจือหันไปมองหลีเสี่ยวเอ้อที่กำลังลอบกลืนน้ำลายอยู่ข้างๆ จึงยัดลูกอมใส่ปากเขาไปอีกเม็ด
ขึ้นชื่อว่าเด็กย่อมไม่มีใครปฏิเสธขนมหวานได้ แม้แต่เด็กที่ชอบทำตัวดุดันเป็นประจำอย่างหลีเสี่ยวเอ้อ ตอนนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ดูเหมือนจะดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้น
เจียงหน่วนจือยัดลูกอมใส่มือเป่าจูน้อยอีกเม็ด "เอาไปให้พี่ใหญ่ของเจ้ากินด้วยสิ"
"ได้เลย"
เป่าจูน้อยพยักหน้าแรงๆ รีบกำลูกอมวิ่งกระโดดโลดเต้นออกไปหาพี่ใหญ่ที่กำลังตากผ้าห่มอยู่
ผ่านไปไม่นานนางก็กระโดดโลดเต้นกลับมา "พี่ใหญ่บอกว่าไม่ชอบกินของหวาน ให้เก็บไว้ให้ข้ากินเอง"
เจียงหน่วนจือลอบมองออกไปข้างนอก เด็กหนุ่มร่างเล็กกำลังตบฝุ่นบนผ้าห่ม มองเห็นเพียงแผ่นหลังผอมบางและเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ไม่เห็นสีหน้าของเขา
นางส่งห่อลูกอมให้เป่าจูน้อย "นี่คือน้ำตาลอ้อย น้ำตาลอ้อยมีสรรพคุณช่วยให้ความอบอุ่นขับไล่ความหนาวเย็น ช่วยบำรุงเลือดลมให้ไหลเวียนดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เจ้าไปบอกพี่ใหญ่นะว่าห้ามเลือกกิน ต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงถึงจะปกป้องเจ้าได้"
ประโยคท้ายๆ นางจงใจเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างนอกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นยุ่งวุ่นวายกับการตบผ้าห่มต่อไป
เป่าจูน้อยพยักหน้ารับอย่างจริงจัง "ใช่แล้ว พี่ใหญ่ต้องกินนะ"
เป่าจูน้อยกำลูกอมเดินไปหาหลีจวินผิงด้วยความมุ่งมั่น ดึงดันจะยัดใส่ปากเขาให้จงได้
เจียงหน่วนจือเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
นางหันไปใช้นิ้วจิ้มหน้าผากหลีเสี่ยวเอ้อ "ผู้ช่วยตัวน้อยของข้า มาช่วยข้าก่อไฟหน่อยสิ เดี๋ยวข้าจะห่อซาลาเปาไส้เนื้อให้กิน"
พอหลีเสี่ยวเอ้อได้ยินนางพูด ใบหน้าเล็กๆ ก็แดงระเรื่อขึ้นมา เขาย่อตัวลงไปนั่งยองๆ ก่อไฟอย่างเงียบๆ
เจียงหน่วนจือหยิบเนื้อหมูกับแป้งสาลีออกมา
นางนำเนื้อหมูติดมันมาล้างจนสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปลวกในน้ำร้อนเล็กน้อย ตอนลวกก็เติมเหล้าแรงลงไปดับคาว จากนั้นตักขึ้นมาพักไว้ ตั้งกระทะใส่น้ำลงไปครึ่งชาม นำเนื้อหมูติดมันที่ลวกแล้วใส่ลงไป นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หั่นเนื้อแดงชิ้นเล็กๆ ใส่เพิ่มลงไปด้วย กะว่าเดี๋ยวทำเสร็จจะเอาให้เด็กๆ กินเล่นเป็นของว่าง
จากนั้นนางก็ลงมือคลุกแป้ง ที่บ้านไม่มีเขียงดีๆ ให้ใช้เลย นางจึงขัดล้างโต๊ะจนสะอาด แล้วใช้โต๊ะนั่นแหละเป็นที่นวดแป้ง
จะว่าไปแป้งสาลีในยุคนี้อาจจะมีกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน แป้งที่นวดเสร็จแล้วจึงไม่ได้มีสีขาวจั๊วะ แต่กลับมีสีอมเหลืองนิดๆ พอลองดมดูใกล้ๆ ก็จะได้กลิ่นหอมของข้าวสาลีโชยมาเตะจมูก
เป่าจูน้อยเดินกลับมาพอดี นางเบิกตากลมโตมองดูเจียงหน่วนจือนวดแป้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงหน่วนจือจึงเด็ดแป้งก้อนเล็กๆ ยื่นให้นาง "เอาไปปั้นเล่นสิ"
ตอนเด็กๆ นางก็เคยชอบปั้นแป้งเล่นเหมือนกัน แม่ไม่ยอมให้เล่น นางก็แอบขโมยมาเล่น ผลก็คือโดนตีโดนด่าอยู่เป็นประจำ
ตอนนั้นนางคิดว่าแม่ไม่ชอบให้นางปั้นแป้งเล่น ก็เลยไม่เคยเอามาเล่นอีกเลย แต่พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่า แม่ไม่ได้รังเกียจที่นางเล่นแป้งหรอก แต่แม่คงจะรังเกียจตัวนางต่างหาก
แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องราวในอดีตที่ผ่านไปนานมากแล้ว ต่อมานางก็กลายเป็นเด็กกำพร้า พอโตขึ้นมาอีกหน่อย นางก็นวดแป้งกะละมังใหญ่ตอนกลางคืน แล้วค่อยๆ หยิบมาปั้นเล่นทีละนิด อยากจะปั้นเล่นยังไงก็ปั้นไป
แต่เป่าจูน้อยกลับยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ จ้องมองก้อนแป้งแล้วไม่กล้าเอื้อมมือไปรับ "ข้า ข้า... มือข้าสกปรก"
เจียงหน่วนจือหัวเราะ "ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปล้างมือให้สะอาดก่อนสิ ข้าจะวางก้อนแป้งของเจ้าไว้ตรงนี้นะ"
เป่าจูน้อยรีบหันหลังวิ่งไปล้างมือทันที นางตั้งใจถูล้างมืออยู่นาน กว่าจะค่อยๆ เดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงหน่วนจือ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจียงหน่วนจือวางก้อนแป้งลงบนมือของนาง
เป่าจูน้อยประคองก้อนแป้งไว้ในมืออย่างระมัดระวัง ใช้นิ้วก้อยค่อยๆ จิ้มลงไปเบาๆ พอจิ้มเสร็จก็ลอบสังเกตสีหน้าของเจียงหน่วนจืออย่างกล้าๆ กลัวๆ
เจียงหน่วนจือยิ้มให้กำลังใจ "ปั้นเล่นเลยสิ ปั้นเป็นรูปทรงที่เจ้าชอบได้เลยนะ ถ้าปั้นจนเบื่อแล้ว ก็เอาไปให้พี่รองของเจ้าปิ้งให้สุก มันเอามากินได้ด้วยนะ"
เป่าจูน้อยประคองก้อนแป้งราวกับของล้ำค่า อดไม่ได้ที่จะวิ่งไปอวดหลีเสี่ยวเอ้อ "พี่รองดูสิ ข้าให้ท่านปั้นเล่นด้วยนะ"
เปลวไฟในเตาลุกโชน สาดส่องกระทบใบหน้าเล็กๆ ของหลีเสี่ยวเอ้อจนเป็นสีแดงระเรื่อ เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก "พี่รองไม่เล่นหรอก น้องเล็กเอาไปปั้นเล่นเองเถอะ เดี๋ยวพี่รองจะปิ้งให้กินนะ"
เจียงหน่วนจือจึงเด็ดแป้งออกมาอีกสองก้อนเล็กๆ แล้วให้เป่าจูน้อยเอาไปแบ่งให้พี่ชายทั้งสองคนเอาไปปั้นเล่น
จากนั้นก็นำแป้งที่นวดเสร็จแล้วใส่กะละมัง ปิดฝาพักแป้งทิ้งไว้สักครู่
แล้วนางก็หันมาตั้งใจเจียวมันหมูต่อ นางซื้อเนื้อหมูมาสองชั่ง เป็นเนื้อติดมันกับเนื้อแดงอย่างละครึ่ง เจียวได้ไม่เยอะเท่าไหร่เลยเสร็จค่อนข้างไว เพียงไม่นานมันหมูก็ส่งเสียงฉ่าๆ คายน้ำมันออกมา กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ความจริงพอเนื้อหมูลงกระทะปุ๊บ เด็กๆ ทั้งหลายก็หมดอารมณ์จะปั้นแป้งเล่นกันแล้ว ถึงแม้ว่าก้อนแป้งพวกนั้นจะเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยอยากได้มากแค่ไหนก็ตาม
การเจียวมันหมูนั้นมีกลิ่นหอมหวนชวนหิวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ได้กินมื้อเที่ยง กลิ่นนี้ยิ่งยั่วยวนจนแทบขาดใจ
แม้แต่หลีจวินผิงที่อยู่ข้างนอกประตู ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเดินกลับเข้ามาใกล้ๆ แล้วชะเง้อมองเข้าไปในกระทะ
เจียงหน่วนจือเห็นเด็กๆ จ้องมองจนตาค้าง มันหมูก็เจียวได้ที่พอดี นางจึงคีบกากหมูออกมาใส่จานแล้ววางลงบนโต๊ะ "พวกเจ้าลองชิมดูสิว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง"
เป่าจูน้อยวิ่งตึงๆ เข้ามาเกาะขอบโต๊ะมองจานกากหมูจนน้ำลายสอ "กินได้แล้วหรือ"
เจียงหน่วนจือหัวเราะร่วน "แน่นอนสิ"
"รอให้เย็นลงหน่อยค่อยกินนะ ระวังลวกมือเอาล่ะ"
นางเอ่ยเตือนพลางตักน้ำมันหมูใส่ภาชนะ
ที่บ้านมีไหใบเล็กอยู่ใบหนึ่ง น้ำมันหมูที่ได้มานี้ใส่ได้แค่ก้นไหเท่านั้น แต่ก็คงพอให้กินไปได้อีกหลายวัน นางจัดการปิดฝาไหให้มิดชิดแล้วเก็บเข้าที่
จากนั้นก็ใช้น้ำมันหมูครึ่งทัพพีที่เหลือติดก้นกระทะ นำเนื้อแดงที่ลวกไว้มาหั่นเป็นชิ้นเล็กขนาดเท่าเล็บมือลงไปผัดไฟแรง เติมเหล้าแรงลงไปเล็กน้อยเพื่อดับคาว ผัดจนกลิ่นคาวหายไปและผิวนอกเริ่มเกรียม ก็ใส่ต้นหอม ขิง เกลือ และฮวาเจียวลงไปปรุงรส แล้วจึงเติมน้ำร้อน ปิดฝากระทะ และเริ่มตุ๋นด้วยไฟแรง
[จบแล้ว]