เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - เมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยว

บทที่ 11 - เมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยว

บทที่ 11 - เมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยว


บทที่ 11 - เมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยว

༺༻

แม้ว่าอาวุธวิเศษระดับหนึ่ง คมเงินแยก ที่ได้รับมาจากผลจันทร์เสวยจะเป็นเพียงชิ้นส่วน และยังต้องรวบรวมชิ้นส่วนอื่นๆ มาประกอบร่างกันอีก ลู่เสวียนก็ยังรู้สึกพึงพอใจมาก

ต้องรู้ก่อนว่า ในโลกแห่งการบำเพ็ญ ท่ามกลางทรัพยากรการบำเพ็ญในระดับเดียวกัน สูตรปรุงยาและเคล็ดวิชาคือกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุด รองลงมาคือค่ายกล อาวุธวิเศษ โอสถ และยันต์ต่างๆ สุดท้ายคือวัตถุดิบการบำเพ็ญอย่างหญ้าวิญญาณ แร่พิศวง และเลือดเนื้อของสัตว์อสูร

และต้นจันทร์เสวยก็เป็นเพียงพืชวิญญาณที่ยังไม่ติดอันดับ ต่อให้เป็นเพียงชิ้นส่วนอาวุธวิเศษ ก็นับว่าเป็นความยินดีที่เหนือความคาดหมายแล้ว

เขามองดูแผ่นโลหะสีเงินบางทั้งสามชิ้นที่บินวนอยู่รอบกายพลางเฝ้ารอคอยช่วงเวลาที่จะได้ประกอบคมเงินแยกให้สมบูรณ์

ในวันนั้น ลานบ้านที่ปกติไม่ค่อยมีผู้บำเพ็ญแวะเวียนมาวุ่นวายก็มีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง

ที่ด้านนอกลานบ้าน มีเสียงนุ่มนวลที่ดูจะร้อนรนเล็กน้อยดังขึ้น

"น้องลู่ อยู่บ้านหรือเปล่า?"

ลู่เสวียนจำได้ในทันทีว่าเจ้าของเสียงคือภรรยาของจางหง

เขามีโอกาสได้พบเธอไม่กี่ครั้ง เฉพาะตอนที่ไปเยี่ยมบ้านจางหงเท่านั้น ในความทรงจำของเขา เธอเป็นหญิงสาวที่ดูสะอาดสะอ้านและอ่อนโยน มีนามว่าสวี่หว่าน ตบะขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง

ลู่เสวียนเปิดประตูรั้วลานบ้าน และเห็นสวี่หว่านที่มีสีหน้าค่อนข้างทรุดโทรมในทันที

"พี่สะใภ้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ? เชิญเข้ามาคุยกันข้างในก่อน"

"ไม่ล่ะน้องลู่ พี่มีเรื่องรบกวนเจ้าจริงๆ"

เมื่อเห็นลู่เสวียนปรากฏตัว ลมหายใจที่เร่งรีบของสวี่หว่านก็ค่อยๆ สงบลงไปมาก

"พี่เคยได้ยินอาหงที่บ้านบอกว่า ในทุ่งนาวิญญาณของน้องลู่เคยพบร่องรอยของตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำ และต้องเสียศิลาวิญญาณไปไม่น้อยเพื่อจ้างคนมาจัดการ"

"ช่วงนี้ในเขตเหนือผู้บำเพ็ญอิสระหลายคนประสบปัญหาภัยแมลง พี่พยายามเฝ้าระวังทุกวันแต่ก็ยังกันไม่อยู่ ทุ่งนาวิญญาณที่บ้านมีพืชวิญญาณถูกตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำบุกรุก กว่าจะพบเข้ามันก็ถึงขั้นที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว"

"พี่อยากจะมาถามน้องลู่หน่อยว่า ในละแวกนี้มีผู้บำเพ็ญอิสระคนไหนที่สามารถกำจัดตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำได้บ้าง และต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าไหร่?"

ลู่เสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงบอกข้อมูลที่เขาเคยได้รับมาให้สวี่หว่านทราบ

"ที่ผมรู้จักมีอยู่สามคนครับ นางเซียนหลิงยวิ๋นที่เชี่ยวชาญอาวุธวิเศษเข็มบิน, หลี่ซวี่ที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่เชี่ยวชาญการแปรปราณกระบี่เป็นเส้นใย และฉินหมิงที่มีความรอบรู้ในอาคมธาตุน้ำแข็งอย่างลึกซึ้ง ในบรรดาทั้งสามคนนี้ฉินหมิงราคาถูกที่สุด ต้องการเจ็ดศิลาวิญญาณ และยังพอจะต่อรองราคาได้บ้างครับ"

"เจ็ดศิลาวิญญาณงั้นหรือ..."

เมื่อสวี่หว่านได้ยินดังนั้น แววตาของเธอก็ฉายแววลำบากใจออกมา เธอเม้มริมฝีปาก และมือทั้งสองข้างที่กุมไว้ตรงหน้าท้องก็ถูไถไปมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

สามีอย่างจางหงเพื่อให้มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ ทรัพย์สินที่สะสมไว้ในบ้านจึงถูกนำไปใช้ไปกว่าครึ่ง อีกทั้งลูกน้อยในบ้านก็มีค่าใช้จ่ายมหาศาล หากต้องเสียเจ็ดศิลาวิญญาณเพื่อไปแก้ปัญหาภัยแมลง เช่นนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้เรื่องปากท้องก็คงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่

"ขอบคุณน้องลู่มากนะ"

ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะจ้างคนมากำจัดตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำ สีหน้าของเธอกลับมาเป็นปกติ และกล่าวขอบคุณลู่เสวียนก่อนจะหันหลังเดินจากไป

"เดี๋ยวก่อนครับ"

ลู่เสวียนเรียกสวี่หว่านเอาไว้ เมื่อเธอนหันกลับมา เขาก็กล่าวอย่างมั่นใจว่า

"พี่สะใภ้ เมื่อไม่นานมานี้วิชาอาคมของผมก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ผมมีความมั่นใจถึงเจ็ดแปดส่วนที่จะจัดการตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำได้ มิสู้ให้ผมลองไปดูหน่อยดีไหมครับ?"

"ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณน้องลู่มากเลยนะ"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของลู่เสวียน ใบหน้าของสวี่หว่านก็ฉายแววแห่งความยินดีออกมา เธอไม่ได้คิดจะให้ลู่เสวียนช่วยฟรีๆ แต่การจ้างผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับสี่ กับผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง ใครจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่ากันนั้นเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว

หากลู่เสวียนสามารถจัดการได้ ย่อมช่วยประหยัดไปได้ไม่น้อย

ลู่เสวียนปิดประตูรั้วลานบ้าน และเดินตามหลังสวี่หว่านไป

ในตอนที่เอ่ยถามภรรยาของจางหงว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ ในใจของเขาก็ได้พิจารณามาอย่างดีแล้ว

นับตั้งแต่ลูกบอลแสงสีขาวในทุ่งนาวิญญาณปรากฏขึ้น สิ่งแรกที่เขาต้องหลีกเลี่ยงคือการทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย

ครั้งนี้บ้านตระกูลจางอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ และสิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำที่ไม่มีพลังทำลายล้างอะไรมากนัก

ก่อนหน้านี้ ตัวเต็มวัยของหนอนต้นอ่อนดำยังถูกเคล็ดกระบี่ทองคำเกิงสังหารได้ในครั้งเดียว ตอนนี้ ตบะของเขาลึกซึ้งขึ้น ความเข้าใจในเคล็ดกระบี่ก็ลึกซึ้งขึ้น อีกทั้งยังมีชิ้นส่วนคมเงินแยกและยันต์มากมายอยู่ในมือ คาดว่าการรับมือกับตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำคงไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน

ลู่เสวียนคิดอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลหลักอีกประการหนึ่ง

จากความทรงจำของร่างเดิม การที่เขาสามารถเป็นนักปลูกพืชวิญญาณได้อย่างราบรื่นนั้นได้รับความช่วยเหลือจากจางหงไม่น้อย ในตอนแรกที่เช่าทุ่งนาวิญญาณผืนเล็กนั่น จางหงก็เป็นคนให้เขายืมศิลาวิญญาณจำนวนหนึ่ง

หลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังได้รับคำชี้แนะจากอีกฝ่ายเกี่ยวกับการบ่มเพาะพืชวิญญาณอยู่บ้าง ประกอบกับเด็กน้อยจางซิวหย่วนก็น่ารักไม่เบา จึงถือโอกาสนี้ไปดูเขาเสียหน่อย

บ้านทั้งสองหลังอยู่ไม่ไกลกันนัก ในไม่ช้าลู่เสวียนก็เดินตามสวี่หว่านเข้าไปในลานบ้านของเธอ

จางซิวหย่วนกำลังเฝ้าทุ่งนาวิญญาณอยู่ เมื่อเห็นลู่เสวียนเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก็ฉายแววยินดีออกมา ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้จึงเบะปากแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น

"จางซิวหย่วน!"

สวี่หว่านตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด

"สวัสดีครับอาลู่" เด็กน้อยค่อนข้างหวาดกลัวมารดา จึงจำใจตะโกนทักทายออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก

"สวัสดี"

ลู่เสวียนไม่ได้ถือสาอะไร เขาเดินมาที่ริมทุ่งนาวิญญาณของตระกูลจาง

ทุ่งนาวิญญาณในลานบ้านแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าทุ่งนาวิญญาณของเขาเกือบเท่าตัว ชนิดของพืชวิญญาณที่ปลูกไว้ก็หลากหลายกว่า นอกจากหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณแล้ว ยังมีพืชวิญญาณทั่วไปอีกสามชนิด

ในไม่ช้าเขาก็พบหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณต้นที่ติดเชื้อ

เมื่อพลิกด้านหลังใบขึ้นมา จะเห็นเส้นใยสีดำจางๆ เกาะติดแน่นอยู่กับใบไม้ ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน

สายตาของลู่เสวียนเฉียบคม จ้องมองไปที่เส้นใยสีดำนั้นอย่างแน่วแน่

จากนั้นเขาก็หลับตาลง นึกถึงเคล็ดลับของเคล็ดกระบี่ทองคำเกิง พลังปราณในร่างกายหมุนเวียนและถูกบีบอัดควบแน่นภายในจุดชีพจรอย่างต่อเนื่อง

ในชั่วพริบตา ปราณกระบี่สีทองที่บางราวกับเส้นผมก็พุ่งออกมาในทันที มันเฉียดผ่านใบไม้ไปอย่างแนบชิด และฟันเส้นใยสีดำสายหนึ่งขาดออกเป็นสองส่วน

หลังจากตัดตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำขาดไปหนึ่งตัว ปราณกระบี่สีทองก็ยังคงมีพลังเหลืออยู่ มันวาดเป็นเส้นโค้งที่งดงาม และฟันเส้นใยสีดำอีกสายขาดออกเป็นสองท่อน

เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เส้นใยสีดำแต่ละเส้นถูกแบ่งออกเป็นท่อนๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น ดิ้นไปมาสองสามครั้งก็สงบนิ่งไป

"ว้าว! อาเล็กลู่เก่งจังเลยครับ!"

จางซิวหย่วนที่ขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ย่อตัวลงข้างๆ ลู่เสวียนและตะโกนชมออกมาด้วยความทึ่ง

ลู่เสวียนลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนของจางซิวหย่วน เขาวางท่าทางดูสงบนิ่งราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย

"แค่ตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำตัวเล็กๆ ไม่นับเป็นอะไรหรอก"

"น้องลู่ ลำบากเจ้าแล้วนะ เชิญเข้าไปดื่มน้ำชาร้อนๆ ในห้องก่อนสิ"

เมื่อเห็นว่าหนอนต้นอ่อนดำที่สร้างความลำบากให้เธอมาตลอดถูกลู่เสวียนจัดการได้โดยง่าย สวี่หว่านก็มีสีหน้าที่ผ่อนคลายลง และเอ่ยเชิญลู่เสวียนเข้าไปในห้อง

หลังจากไล่ให้จางซิวหย่วนไปทบทวนความรู้เบื้องต้นในการบำเพ็ญเพียรแล้ว สวี่หว่านก็นำศิลาวิญญาณห้าก้อนออกมาจากห้องด้านใน

"น้องลู่ ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ ศิลาวิญญาณไม่กี่ก้อนนี้โปรดรับไว้เถอะนะ"

"พี่สะใภ้ แบบนี้ไม่ได้หรอกครับ ก่อนหน้านี้พี่จางช่วยเหลือผมมาตั้งมากมาย ผมจะรับศิลาวิญญาณของพี่ได้ยังไงกัน?"

ลู่เสวียนรีบโบกมือปฏิเสธทันที

จางหงมีบุญคุณต่อเขา และเขาก็รู้ดีว่าสวี่หว่านที่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงดูลูกอย่างจางซิวหย่วน ชีวิตย่อมมีความยากลำบาก จึงไม่ยินดีที่จะรับศิลาวิญญาณทั้งห้าก้อนนี้

"ไม่ได้นะ! เจ้าช่วยงานใหญ่ขนาดนี้ ต้องรับไว้! หากพี่ไปหาคนอื่นคงต้องเสียมากกว่านี้ การให้เจ้าแค่ห้าศิลาวิญญาณก็นับว่าพี่เอาเปรียบเจ้ามากแล้ว"

สวี่หว่านดูภายนอกจะเป็นคนอ่อนแอ แต่กลับมีนิสัยที่เด็ดเดี่ยวมาก เธอพยายามคะยั้นคะยอให้ลู่เสวียนรับศิลาวิญญาณให้ได้

ลู่เสวียนไม่อาจปฏิเสธความหวังดีได้จริงๆ จึงมีความคิดหนึ่งแล่นผ่านหัว

"เอาอย่างนี้แล้วกันครับพี่สะใภ้ ศิลาวิญญาณนี่ผมยังคงไม่รับ พี่เก็บไว้ใช้เองเถอะครับ แต่ผมก็จะไม่ทำแบบเปล่าประโยชน์ ลองดูหน่อยสิครับว่าในบ้านมีเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ไม่รู้จักที่หามาจากป่าบ้างไหม หากมีก็มอบให้ผมสักเมล็ดก็พอครับ"

เขาเสนอวิธีประนีประนอม จางหงมักจะออกไปในพื้นที่รกร้างบ่อยๆ ไม่แน่อาจจะมีเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ไม่รู้จักเก็บไว้อยู่บ้าง

"เมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ไม่รู้จักงั้นหรือ? มีอยู่อันหนึ่งนะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ไหน และพลังชีวิตของมันก็ใกล้จะแห้งเหือดแล้วด้วย"

สวี่หว่านครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมา

เธอเดินเข้าไปในห้องด้านใน และนำเมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยวออกมาเมล็ดหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เมล็ดพันธุ์มีลักษณะเหมือนกับกระบี่เล่มเล็กๆ ผิวเป็นสีเทาดำ เห็นได้ชัดว่าถูกวางทิ้งไว้นานพอสมควรแล้ว

"อาหงที่บ้านเคยได้รับเมล็ดพันธุ์นี้มาสองเมล็ดเมื่อนานมาแล้ว ลองไปถามผู้บำเพ็ญอิสระหลายคนดูก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร"

"เขาลองปลูกไปเมล็ดหนึ่ง แต่มันไม่แม้แต่จะงอกออกมา จึงต้องล้มเลิกไป"

"เมล็ดพันธุ์วิญญาณที่เหลืออยู่เมล็ดนี้ หากจะขายก็แลกของล้ำค่าอะไรไม่ได้ จึงถูกวางทิ้งไว้ในบ้านมาตลอด หลังจากทิ้งไว้นาน พลังชีวิตในเมล็ดพันธุ์จึงสูญเสียไปไม่น้อยแล้ว"

"ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่เกรงใจล่ะนะครับ ขอรับเมล็ดพันธุ์วิญญาณเมล็ดนี้ไว้เอง"

ลู่เสวียนพลิกดูเมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยวและเรียวยาวเหมือนกระบี่ไปมาพลางกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลังจากได้รับเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่แห้งเหี่ยวมาแล้ว เขาก็ไม่ได้หยุดพักอยู่นาน ท่ามกลางความขอบคุณของสวี่หว่านและความเสียดายของจางซิวหย่วน เขาก็เดินออกจากบ้านตระกูลจางไป

༺༻

จบบทที่ บทที่ 11 - เมล็ดพันธุ์ที่แห้งเหี่ยว

คัดลอกลิงก์แล้ว