- หน้าแรก
- คนอื่นบำเพ็ญเซียน ส่วนข้าปลูกผัก
- บทที่ 05 - ความวุ่นวาย
บทที่ 05 - ความวุ่นวาย
บทที่ 05 - ความวุ่นวาย
บทที่ 05 - ความวุ่นวาย
༺༻
"เคล็ดกระบี่ทองคำเกิง อาคมระดับหนึ่ง ใช้เคล็ดวิชาพิเศษในการบ่มเพาะปราณกระบี่ธาตุทองภายในจุดชีพจร เมื่อร่ายอาคมจะมีความรวดเร็วดุจสายลม และมีพลังทำลายที่รุนแรงยิ่งนัก"
อาคมระดับหนึ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าลูกบอลแสงจะมอบของดีขนาดนี้ออกมา...
ลู่เสวียนตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ
ในปัจจุบันเขาเชี่ยวชาญอาคมอยู่สามอย่าง คืออาคมลูกไฟ อาคมพิรุณวิญญาณ และอาคมชักนำปฐพีที่เพิ่งได้รับจากลูกบอลแสงไม่นานมานี้ อาคมทั้งสามนี้ล้วนเป็นระดับที่ไม่ติดอันดับ หากพูดตามตรงมันเป็นเพียงการใช้งานพลังปราณขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ส่วนเคล็ดกระบี่ทองคำเกิง แม้จะเป็นระดับหนึ่งซึ่งเป็นขั้นที่ต่ำที่สุด แต่ลู่เสวียนก็รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า แม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับกลางหรือระดับสูง อาคมระดับหนึ่งก็ไม่ใช่ของโหลที่ใครจะมีก็ได้
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ แล้วค่อยๆ รวบรวมพลังปราณตามเส้นทางที่ปรากฏขึ้นในหัว
จากนั้น ปราณสายหนึ่งที่เป็นสีทองจางๆ ยาวประมาณสามนิ้ว กว้างประมาณนิ้วมือ ก็พุ่งออกมาจากร่างกายอย่างทรงพลัง ตรงไปยังกำแพงหินและตัดพุ่มหนามดำออกเป็นสองท่อน
ลู่เสวียนเดินเข้าไปหยิบท่อนพุ่มหนามที่มีรอยตัดเรียบกริบขึ้นมา แล้วแอบตกใจในพลังทำลายของปราณกระบี่สีทองจางๆ นี้
แม้พุ่มหนามดำจะไม่ใช่พืชวิญญาณ แต่มันก็มีความเหนียวและแข็งแรงมาก ลู่เสวียนเคยลองใช้อาคมลูกไฟทดสอบดูแล้ว ต้องใช้เวลาเผาถึงครึ่งเค่อจึงจะเผาจนขาดได้
เมื่อเปรียบเทียบอาคมทั้งสอง เคล็ดกระบี่ทองคำเกิงทำได้รวดเร็วและหมดจดกว่ามาก พลังทำลายเห็นชัดว่ารุนแรงขึ้นกว่าเท่าตัว
"เพียงแต่เพิ่งเริ่มฝึกฝน การร่ายเคล็ดกระบี่ออกมายังต้องใช้เวลานานเกินไป พลังทำลายก็น่าจะยังด้อยลงไปมาก"
"ในเมื่อมีวิชาอาคมที่ทรงพลังเช่นนี้ ต่อไปคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหมั่นฝึกฝนให้หนักเสียแล้ว"
"แน่นอนว่า หากสามารถสุ่มเคล็ดกระบี่ทองคำเกิงออกมาจากลูกบอลแสงเพิ่มเพื่อใช้เป็นแถบประสบการณ์ได้ นั่นก็คงจะดีที่สุดแล้ว"
ลู่เสวียนมองไปยังหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณอีกสิบห้าต้นที่เหลือ แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนั้น
เขาใส่หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่เก็บเกี่ยวมาลงในกล่องหยก และมีความคิดที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้ง
ในตอนนี้เขามีหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่สุกงอมแล้วทั้งหมดเก้าต้น ในจำนวนนี้หกต้นมีคุณภาพธรรมดา และอีกสามต้นมีคุณภาพดี
จำนวนกล่องหยกมีจำกัด ตอนนี้จึงไม่มีพื้นที่พอที่จะใส่พืชวิญญาณเพิ่มได้อีกแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พลังปราณในหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่จะตามมาสูญเสียไป เขาจึงจำเป็นต้องนำหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณทั้งเก้าต้นนี้ไปขายให้เร็วที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ทุ่งนาวิญญาณก็ได้ว่างเว้นพื้นที่ไปไม่น้อย ประกอบกับหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณในพื้นที่ที่เหลือก็กำลังจะสุกงอมเช่นกัน ลู่เสวียนจึงตั้งใจจะใช้ศิลาวิญญาณที่แลกมาได้ ไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์วิญญาณเพิ่ม
หากศิลาวิญญาณมีเพียงพอ เขาก็อยากจะลองไปหาซื้อค่ายกลป้องกันระดับต่ำในตลาดดูสักอัน
ลูกบอลแสงสีขาวที่ปรากฏในทุ่งนาวิญญาณ ทำให้ความสำคัญของทุ่งนาวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นในทันที ลู่เสวียนกลัวว่าจะมีผู้บำเพ็ญหรือสัตว์อสูรแอบย่องเข้ามาขโมยหรือทำร้ายพืชวิญญาณในทุ่งนา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับความล้ำค่าของรางวัลจากลูกบอลแสงสีขาวได้
เขากำชับหุ่นเชิดฟางไม่กี่ประโยค ให้มันเฝ้าบ้านให้ดี แล้วก็นำกล่องหยกที่บรรจุหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณเอาไว้ออกเดินจากลานบ้านไป
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตู เขาก็ได้พบกับจางหงที่เพิ่งกลับมาจากตลาดพอดี
"น้องลู่ จะไปไหนงั้นหรือ?"
จางหงเห็นเงาร่างของลู่เสวียนมาแต่ไกล จึงหัวเราะทักทายอย่างร่าเริง
"สวัสดีครับพี่จาง ผมกะว่าจะไปดูของในตลาดสักหน่อยครับ"
ลู่เสวียนเอ่ยทักทายจางหง
ทั้งคู่ทักทายกันเล็กน้อย เขาจึงได้รู้ว่าจางหงเพิ่งกลับมาจากตลาดเพื่อไปซื้อยันต์คุ้มกายมาหลายใบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบุกเบิกดินแดนลับที่กำลังจะมาถึง
"น้องลู่อยากจะไปบุกเบิกดินแดนลับแห่งใหม่ในพื้นที่รกร้างด้วยกันจริงๆ หรือ?"
จางหงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและเอ่ยถามลู่เสวียนด้วยความหวังที่ยังไม่มอดไป
"พี่จางมีเจตนาที่ดีผมรับไว้ด้วยใจครับ ความตั้งใจของผมไม่ใช่ทางนั้น ผมแค่อยากเป็นนักปลูกพืชวิญญาณที่ธรรมดาและอยู่อย่างสงบเสงี่ยมก็พอแล้วครับ"
ลู่เสวียนโบกมือและปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว
"ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว ข้ายังหวังว่าหากได้ไปกับเจ้า ด้วยความรู้จักมักคุ้นกันมานาน จะได้คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้"
จางหงกล่าวด้วยความเสียดาย
"ขอให้พี่จางพบเจอกับวาสนาอย่างต่อเนื่องในการเดินทางครั้งนี้ และกลับมาอย่างปลอดภัยนะครับ"
ลู่เสวียนประสานมืออวยพรอย่างจริงใจ
ทั้งสองแยกทางกันที่ตรงนั้น
ลู่เสวียนเดินมาถึงในตลาด และพบว่าผู้บำเพ็ญที่ปรากฏตัวในตลาดนั้นมีมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
ยันต์ป้องกันกลายเป็นของขายดี โอสถรักษาบาดแผลยิ่งกลายเป็นของหายาก ทันทีที่ปรากฏออกมาก็จะมีผู้บำเพ็ญจำนวนมากเข้าไปยื้อแย่งกัน แม้ว่าราคาจะสูงกว่าปกติมาก แต่ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ความต้องการมากกว่าสินค้าที่มีอยู่
"ดูท่า ข่าวเรื่องตระกูลหวังกำลังจะไปบุกเบิกดินแดนลับแห่งใหม่จะแพร่กระจายไปทั่วตลาดผู้บำเพ็ญหลินหยางแล้วสินะ"
"มีผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับต่ำและระดับกลางมากมายขนาดนี้ต้องการจะไปร่วมส่วนแบ่ง ไม่รู้ว่าจะมีผู้บำเพ็ญกี่คนที่ได้รับวาสนา และจะมีผู้บำเพ็ญกี่คนที่ต้องกลายเป็นบันไดให้คนอื่นเหยียบขึ้นไป"
ลู่เสวียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความวุ่นวายในตลาดผู้บำเพ็ญ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวและคอยเฝ้าสังเกตอยู่อย่างเงียบๆ
เขาเดินเล่นอยู่ในตลาดประมาณสองสามเค่อ คอยสังเกตข่าวสารรอบตัว และแวะถามข้อมูลจากผู้บำเพ็ญอิสระที่ตั้งแผงลอยเป็นระยะๆ ในที่สุดเขาก็เดินเลี้ยวผ่านทางแยกมาจนถึงหน้าอาคารร้านขายสมุนไพรที่ชื่อว่า 'หอโอสถร้อยสมุนไพร'
เจ้าของร้านสมุนไพรเป็นนักปรุงโอสถ ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบสมุนไพรวิญญาณต่างๆ ค่อนข้างมาก สมุนไพรวิญญาณที่ลู่เสวียนปลูกก่อนหน้านี้ล้วนนำมาขายให้ร้านนี้ทั้งหมด เพราะราคาค่อนข้างยุติธรรม
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน กลิ่นหอมของตัวยาก็โชยมาแตะจมูก ลู่เสวียนเดินเข้าไปในห้องไม้อย่างคุ้นเคย
ในห้องไม้มีสมุนไพรวิญญาณกองอยู่มากมาย ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก มีเด็กฝึกงานโอสถหลายคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดการ
"เจ้าเด็กหนู่ลู่ มาขายหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณอีกแล้วงั้นหรือ?"
ชายชราที่ดูผอมเพรียวคนหนึ่งเห็นลู่เสวียนเพียงแวบเดียว ก็ชำเลืองมองไปที่หน้าอกที่นูนออกมาของเขา แล้วเอ่ยทักทาย
"ใช่ครับ ผู้ดูแลเหอ หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณบางส่วนสุกงอมแล้ว ผมเลยนำมาขายให้ร้านของท่านครับ"
ชายชราผู้ผอมเพรียวคนนี้เป็นญาติของผู้ปรุงโอสถประจำร้าน ปกติจะช่วยดูแลเรื่องจิปาถะในร้าน ลู่เสวียนหากต้องการขายหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณก็ต้องติดต่อกับเขา ทั้งคู่จึงค่อนข้างสนิทกัน
"มีเท่าไหร่ล่ะ?"
"เก้าต้นครับ ตอนนี้หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณต้นละกี่ศิลาวิญญาณหรือครับ?"
ลู่เสวียนหยิบกล่องหยกออกมาจากอกเสื้อแล้วเอ่ยถาม
"ยังคงราคาเดิม สามศิลาวิญญาณระดับต่ำต่อหนึ่งต้น"
"ผู้ดูแลเหอ แบบนี้ท่านก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่นะครับ?"
เมื่อได้ยินคำตอบของชายชรา ลู่เสวียนที่กำลังยื่นมือถือกล่องหยกออกไปก็หดมือกลับมาทันที
"เท่าที่ผมรู้มา ช่วงนี้นักปลูกพืชวิญญาณหลายคนในเขตเหนือต่างก็ประสบปัญหาภัยแมลง ทำให้ผลผลิตของหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณต่ำกว่าปกติ"
"ในตลาดผู้บำเพ็ญมีข่าวลือไปทั่วว่า ตระกูลหวังที่อยู่พื้นที่ส่วนกลางกำลังจะไปบุกเบิกดินแดนลับแห่งใหม่ ทำให้ราคาของโอสถรักษาบาดแผลพุ่งสูงขึ้นมาก"
"หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่เป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงโอสถรักษาบาดแผล หากยังคงราคาตามตลาดเดิม แบบนี้มันก็ดูจะเป็นการรังแกผู้บำเพ็ญอิสระที่ซื่อสัตย์อย่างพวกเราเกินไปหน่อยนะครับ"
"ไอ้เด็กเจ้าเล่ห์ ตบะไม่เท่าไหร่แต่จมูกดีนักนะ"
ผู้ดูแลเหอด่าออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างไม่จริงจังนัก แล้วจึงปรับสีหน้าให้เป็นงานเป็นการมากขึ้นพร้อมกล่าวว่า
"หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณหนึ่งต้น ราคาอยู่ที่สามศิลาวิญญาณกับอีกยี่สิบเศษศิลาวิญญาณ ไม่มีการต่อรองเพิ่มแล้ว"
ลู่เสวียนก้มหน้าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่านี่เป็นราคาที่ค่อนข้างยุติธรรมแล้ว
"หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพดีก็ราคานี้ด้วยหรือเปล่าครับ?"
"หืม?"
ชายชราเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาที่ประหลาดใจ
"เจ้าเด็กนี่ถึงขนาดปลูกหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพดีออกมาได้เลยงั้นหรือ? เอามาให้ข้าดูหน่อยสิ"
วัตถุดิบคุณภาพสูง ในเวลาปรุงโอสถจะสามารถเพิ่มอัตราการปรุงโอสถสำเร็จและเพิ่มประสิทธิภาพของโอสถได้เล็กน้อย จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักปรุงโอสถทั้งหลาย
"ไม่ผิดแน่ มันคือหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพดีจริงๆ"
"เจ้าอายุยังน้อย ทุ่งนาวิญญาณที่ครอบครองอยู่ก็มีพลังปราณเบาบาง แต่กลับสามารถปลูกพืชวิญญาณที่มีคุณภาพระดับนี้ออกมาได้ ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ"
"เอาล่ะ หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพดีทั้งสามต้นนี้ ข้าจะรับซื้อในราคาต้นละสามศิลาวิญญาณกับอีกห้าสิบเศษศิลาวิญญาณ เจ้าว่ายังไง?"
ลู่เสวียนพยักหน้าตกลงในทันที เพราะมันแค่ดีกว่าระดับปกติเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เป็นระดับดีเยี่ยมหรือสมบูรณ์แบบ การที่ราคาสูงขึ้นอีกสามสิบเศษศิลาวิญญาณต่อต้นก็นับว่าดีมากแล้ว
เขามอบหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณทั้งเก้าต้นให้ผู้ดูแลเหอ ชายชราตรวจสอบอย่างละเอียดโดยไม่มีการติติงเพื่อลดราคา แล้วจึงนับศิลาวิญญาณออกมามอบให้ลู่เสวียน
หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพธรรมดาหกต้น คุณภาพดีสามต้น รวมทั้งหมดแลกมาได้ยี่สิบเก้าศิลาวิญญาณระดับต่ำ กับอีกเจ็ดสิบเศษศิลาวิญญาณ
ลู่เสวียนเก็บมันลงในกระเป๋าตรงเอวอย่างระมัดระวัง เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นจางๆ ของศิลาวิญญาณที่แผ่ผ่านเสื้อผ้ามา ทำให้หัวใจของเขารู้สึกร้อนรุ่มด้วยความยินดี
༺༻