- หน้าแรก
- ย้อนเวลา ร่ำรวยด้วยดวงตามองทะลุสรรพสิ่ง
- บทที่ 49 ลำบากใจทั้งสองทาง
บทที่ 49 ลำบากใจทั้งสองทาง
บทที่ 49 ลำบากใจทั้งสองทาง
ด้วยอานิสงส์ของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทำให้สัตว์ป่าในขุนเขามีจำนวนมากกว่าในยุคหลังหลายเท่านัก
หลี่เว่ยหมินพาพี่ชายทั้งสองคนออกไป โดยอาศัยความสามารถในการมองเห็นในที่มืดและมองทะลุ เพียงคืนเดียวเขาก็จับไก่ป่าและกระต่ายป่าได้อีกหลายสิบตัว ทั้งยังเก็บของป่าและสมุนไพรติดมือกลับมาได้ไม่น้อย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลี่เว่ยหมินออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีจุดหมายปลายทางคืออำเภอซินเฉิงเช่นเดิม
เขาใช้มุกเดิม ตลอดเส้นทางเลียบแม่น้ำต้าซาเหอ หลี่เว่ยหมินตกปลาตัวใหญ่มาได้เกือบสามสิบตัว
ทว่า คราวนี้หลังจากเข้าเมืองแล้ว หลี่เว่ยหมินไม่ได้ไปที่โรงแรมรับรองแห่งที่หนึ่ง แต่เขามุ่งหน้าไปยังโรงแรมรับรองซินเฉิงแห่งที่สองแทน
เขาทำตามแผนเดิมเป๊ะ ๆ ด้วยการเข้าไปหาหัวหน้าแผนกจัดซื้อของโรงแรมแห่งที่สอง โดยบอกว่าหัวหน้าแผนกเจียงจากโรงแรมแห่งที่หนึ่งเป็นคนแนะนำให้เขาเอาปลามาส่งที่นี่
หยาง เต๋อสุ่ย หัวหน้าแผนกจัดซื้อ เมื่อได้เห็นของในตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ทั้งสองใบ เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้นแทบหุบปากไม่ลง!
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา โรงแรมแห่งที่หนึ่งได้ปลาตัวใหญ่มาล็อตหนึ่ง ซึ่งดึงดูดใจพวกผู้นำให้ไปนั่งกินข้าวที่นั่นกันเพียบ ทำให้ผู้อำนวยการโรงแรมแห่งที่หนึ่งได้หน้าได้ตาไปไม่น้อย
เมื่อผู้อำนวยการโรงแรมแห่งที่สองทราบเรื่องเข้า ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เรียกหยาง เต๋อสุ่ย ไปดุด่าอย่างหนัก พร้อมสั่งกำชับว่าไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ก็ต้องหาปลาตัวใหญ่กลับมาให้ได้ อะไรที่โรงแรมแห่งที่หนึ่งมี โรงแรมแห่งที่สองก็ต้องมีด้วย!
อำเภอซินเฉิงอยู่ติดกับแม่น้ำต้าซาเหอ การจะหาปลาไม่ใช่เรื่องยาก
แต่หน่วยงานประมงมีแผนการทำงานชัดเจน ในแต่ละปีจะมีช่วงเวลาที่อนุญาตให้ทำการประมงได้ตามกำหนด
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่หน่วยงานประมงจะทำการจับปลาพร้อมกัน ถึงแม้จะมีปลาอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นฝีมือของชาวบ้านตามคอมมูนริมแม่น้ำที่แอบตกกันเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แต่ปลาตัวเล็ก ปลาตัวใหญ่นั้นหาได้ยากยิ่ง
อีกทั้งหลายคนเมื่อตกปลาได้แล้วก็มักจะไม่เอาเข้ามาขายในเมือง หรือต่อให้เอามาขาย ก็ใช่ว่าจะเอามาส่งที่โรงแรมรับรองแห่งที่สอง
ระดับของโรงแรมรับรองแห่งที่สองนั้นสูงเกินไป หากไม่รู้ลึกตื้นหนาบางจริง ๆ คนทั่วไปย่อมไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเช่นนี้
เพราะหากพลาดท่าถูกยัดข้อหาอะไรบางอย่างขึ้นมา มีหวังได้ซวยกันทั้งบ้าน!
แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีอะไรกันแน่ ถึงได้มีเจ้าเด็กซื่อบื้อคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา
"ฮ่า ๆ น้องชาย เดินทางมาไกลขนาดนี้ เหนื่อยใช่ไหม? มา ๆ เข้ามาดื่มน้ำชาข้างในก่อนสิ!"
เหมือนกับตอนที่หลี่เว่ยหมินไปที่โรงแรมแห่งที่หนึ่งไม่มีผิด หลังจากทักทายกันสั้น ๆ หยาง เต๋อสุ่ย ก็รีบเข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที
"น้องชาย พี่ไม่ปิดบังคุณหรอกนะ คุณน่าจะมาส่งผิดที่แล้วล่ะ ที่นี่คือโรงแรมรับรองแห่งที่สอง ไม่ใช่โรงแรมแห่งที่หนึ่งที่คุณจะไป!"
หลี่เว่ยหมินแสร้งทำเป็นลนลาน "งั้น... งั้นจะทำยังไงดีล่ะครับ?"
ไม่รอให้หยาง เต๋อสุ่ย ได้พูดอะไร หลี่เว่ยหมินก็ทำท่าจะลุกขึ้นเดินจากไป
เมื่อเห็นหลี่เว่ยหมินจะไป หยาง เต๋อสุ่ย จะมัวมาวางมาดอยู่ได้อย่างไร
"น้องชาย ๆ อย่ารีบสิ โรงแรมแห่งที่หนึ่งเอาปลาของคุณได้ โรงแรมแห่งที่สองของเราก็รับซื้อได้เหมือนกัน! อ้อ แล้วก็พวกไก่ป่ากับกระต่ายของพวกคุณด้วยนะ เราช่วยรับซื้อไว้ให้ได้หมดเลย!"
หลี่เว่ยหมินแอบขำในใจ พวกนี้มันสุนัขจิ้งจอกพันปีกันทั้งนั้น คิดจะมาเล่นละครตบตาเขาหรือไง!
ไก่ป่ากับกระต่ายป่าที่ยังดิ้นเร่า ๆ อยู่ตั้งเยอะขนาดนี้ ไม่เชื่อหรอกว่าไม่อยากได้ แต่กลับทำเป็นวางท่าเหมือนจำใจรับไว้ เพื่อจะได้ทั้งของดีและได้บุญคุณด้วย ช่างเสแสร้งเก่งจริง ๆ!
ดังนั้น หลี่เว่ยหมินจึงส่ายหัวจนหน้าแทบหลุด "ไม่ได้หรอกครับ ผมรับปากกับหัวหน้าแผนกเจียงไว้แล้ว จะผิดคำพูดไม่ได้!"
เมื่อเห็นหลี่เว่ยหมินไม่ยอมคล้อยตาม หยาง เต๋อสุ่ย ก็แสร้งทำเป็นกัดฟันตัดสินใจ "น้องชาย โรงแรมแห่งที่หนึ่งให้ราคาคุณเท่าไหร่ โรงแรมแห่งที่สองของเราจะเพิ่มให้ครึ่งส่วน (5%) เป็นไง?"
พูดจบ หยาง เต๋อสุ่ย ก็รอคอยคำตอบจากหลี่เว่ยหมินอย่างมั่นใจ
ไอ้เจ้าคนบ้านนอกคนนี้ ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่ตาโตกับเงินที่เพิ่มขึ้น!
"นี่มัน..."
หลี่เว่ยหมินทำท่าทางเหมือนเริ่มลังเล
แต่น่าเสียดายที่หยาง เต๋อสุ่ย ต้องผิดหวัง
หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง หลี่เว่ยหมินก็ส่ายหน้าอีกครั้ง "ไม่ได้หรอกครับ เป็นคนต้องรักษาสัจจะ ในเมื่อผมรับปากหัวหน้าแผนกเจียงไปแล้ว จะเบี้ยวเขาไม่ได้ เอาแบบนี้แล้วกัน ไว้คราวหน้า ถ้าดวงดีจับปลาได้อีก ผมจะเอามาส่งให้คุณแน่นอน ตกลงไหมครับ?"
หยาง เต๋อสุ่ย แอบด่าในใจ ตกลงกับผีสิ คราวหน้าใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่ กว่าแกจะมาอีกที ข้าอาจจะถูกเด้งไปอยู่ฝ่ายอื่นแล้วก็ได้!
ถึงแม้ในยุคนี้ผู้นำจะไม่สามารถไล่พนักงานออกได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดซื้อ แต่ถ้าทำให้ผู้นำโกรธจัดขึ้นมา การจะสั่งให้ไปนั่งตบยุงอยู่ฝ่ายที่ไม่สำคัญก็สามารถทำได้ไม่ยาก
หยาง เต๋อสุ่ย เพิ่งจะอายุสามสิบต้น ๆ เขายังไม่อยากหมดไฟ ยังอยากจะก้าวหน้าต่อไป เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชน
การที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าแผนกจัดซื้อได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แสดงว่าสมองของหยาง เต๋อสุ่ย ย่อมไม่ธรรมดา
เมื่อรู้สึกว่าหลี่เว่ยหมินไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่าย ๆ เขาก็เปลี่ยนกลยุทธ์ทันที
ในเมื่อเจ้าเด็กนี่สามารถหาของล็อตที่สองมาได้เร็วขนาดนี้ มีโอกาสสูงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะมีล็อตที่สาม ล็อตที่สี่ตามมา...
หากเขาสามารถผูกขาดแหล่งสินค้าจากหลี่เว่ยหมินได้เพียงผู้เดียว ก็เท่ากับเป็นการตัดทางทำกินของโรงแรมแห่งที่หนึ่ง เมื่อถึงตอนนั้นสถานการณ์ก็จะกลับกัน โรงแรมแห่งที่สองของเขาจะมีของดี ๆ อยู่ฝ่ายเดียว ส่วนโรงแรมแห่งที่หนึ่งจะไม่มีอะไรเลย
เมื่อเขาสร้างหน้าสร้างตาให้ผู้อำนวยการโรงแรมได้ มีหรือที่ผู้อำนวยการจะไม่เห็นเขาเป็นคนสนิท!
"น้องชาย ๆ อย่าเพิ่งรีบสิ ในเมื่อมาถึงแล้วก็นั่งลงก่อน ดื่มน้ำชาให้หมดถ้วยค่อยไปก็ไม่สาย! ถึงเราจะค้าขายกันไม่ได้ แต่เป็นเพื่อนกันได้นี่นา!"
หลี่เว่ยหมินทำท่าทางเหมือนจำใจต้องนั่งลงตามเดิม แล้วเริ่มคุยกับหยาง เต๋อสุ่ย ไปเรื่อยเปื่อย
หยาง เต๋อสุ่ย คือใครกัน เขาเป็นถึงหัวหน้าแผนกในสถานที่อย่างโรงแรมแห่งที่สอง ประสบการณ์โชกโชนจนขนตาแทบจะกลวง คุยไปคุยมาไม่กี่ประโยค เขาก็สามารถล้วงความลับของหลี่เว่ยหมินออกมาได้จนหมดเปลือก
อ้อ เข้าใจแล้ว!
มิน่าเล่าเจ้าเด็กนี่ถึงไม่ยอมขายของให้แม้จะเสนอราคาซื้อที่สูงกว่า ที่แท้เป็นเพราะเจ้าแซ่เจียงจากโรงแรมแห่งที่หนึ่งรับปากว่าจะหาปืนไรเฟิลให้เขาหนึ่งกระบอก พร้อมกับให้ตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่จัดซื้อนอกอัตรา" เพื่อบังหน้า!
คำว่าเจ้าหน้าที่จัดซื้อนอกอัตรา ก็คือเจ้าหน้าที่จัดซื้อที่ไม่ได้เป็นแม้แต่พนักงานชั่วคราว มีจุดประสงค์เพื่อให้สะดวกในการทำเรื่องเดินเอกสารเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เวลาลงพื้นที่ไปรับซื้อของตามชนบท หากมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อนอกอัตราของโรงแรมรับรอง ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงความยุ่งยากไปได้มาก
ในยุคนี้ ทางการไม่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาตระเวนรับซื้อของตามตรอกซอกซอย แม้แต่ในชนบทก็ไม่ได้
เวลาไปตลาดนัด คุณสามารถขายของที่ผลิตหรือแปรรูปเองในครัวเรือนได้ แต่ห้ามรับของคนอื่นมาขายต่อ สิ่งนี้เรียกว่า "การเก็งกำไรปั่นป่วนตลาด" หากพูดให้ดูใหญ่โตก็คือ "การทำลายระบบเศรษฐกิจ!"
การเก็งกำไรปั่นป่วนตลาดถือเป็นอาชญากรรม หากร้ายแรงอาจถึงขั้นต้องติดคุกติดตาราง
แต่โรงแรมรับรองซินเฉิงเป็นหน่วยงานของรัฐ และขึ้นตรงกับคณะกรรมการปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใครหน้าไหนจะกล้าเข้ามายุ่งด้วยง่าย ๆ!
ล้อเล่นน่ะสิ ใครขืนไปล่วงเกินคณะกรรมการปฏิวัติเข้า ยังจะอยากก้าวหน้าอยู่ไหม ยังอยากจะรับใช้ประชาชนอยู่อีกหรือเปล่า?
หากจะพูดเรื่องที่เป็นข้อห้ามเสียหน่อย คณะกรรมการปฏิวัติในตอนนี้มีอำนาจล้นมือยิ่งกว่ารัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานบริหารในยุคหลังรวมกันเสียอีก แถมยังมากกว่าหลายเท่าด้วย!
แน่นอนว่าตอนนี้เข้าสู่ปี 1977 แล้ว คณะกรรมการปฏิวัติน่าจะคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก
แต่ในปัจจุบัน คณะกรรมการปฏิวัติยังคงเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด และแทบไม่มีใครคาดคิดเลยว่า คณะกรรมการปฏิวัติที่กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีกสองปีข้างหน้า!
หยาง เต๋อสุ่ย ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างหนัก
หากต้องการครอบครองแหล่งสินค้าที่มั่นคงจากหลี่เว่ยหมิน เขาก็ต้องยอมจ่ายราคาบางอย่าง
สถานะเจ้าหน้าที่จัดซื้อนอกอัตราน่ะหาให้ได้ไม่ยาก แค่แขวนชื่อไว้เฉย ๆ เพราะยังไงก็ไม่ต้องเบิกค่าจ้างจากหลวง และไม่ใช่แม้แต่พนักงานชั่วคราวด้วยซ้ำ
แต่ไอ้ปืนไรเฟิลกระบอกนั้นน่ะ... มันจัดการยากเอาเรื่องเลยนะ!
จบบท