เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ทำไมไม่พูดให้ชัดเจน

บทที่ 39 ทำไมไม่พูดให้ชัดเจน

บทที่ 39 ทำไมไม่พูดให้ชัดเจน


หลี่เว่ยหมินเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ต่อให้ผู้เฒ่าทั้งสองจะไม่เต็มใจเพียงใด แต่เมื่อเห็นลูกชายคนเล็กรั้นจะทำตามใจ สุดท้ายก็ต้องยอมตกลงแบบจำยอม

ก็แค่ให้ยัยหนูรองบ้านข้างๆ มากินข้าวเพิ่มอีกสักมื้อจะเป็นไรไป... พับผ่าสิ เสียดายของชะมัด!

การมีคนมาเพิ่มในวงข้าวอีกหนึ่งคน ต่อให้แค่มื้อเดียวต่อวัน แต่มันคือรายจ่ายก้อนใหญ่สำหรับยุคนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตามความต้องการของหลี่เว่ยหมิน หลานสาวทั้งสองคนจะไม่ต้องลงนาในช่วงบ่าย นั่นหมายความว่าแต้มค่าแรงที่จะได้ก็ต้องลดน้อยลงไปด้วย!

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมไม่ให้หลี่เว่ยหมินที่เป็นเด็กจบมัธยมปลายติวให้เองล่ะ?

คำตอบง่ายมาก พ่อแม่กลัวลูกชายสุดที่รักจะเหนื่อย ไม่ยอมให้ลำบากหรอก!

ความจริงแล้ว หลี่เว่ยหมินไม่ได้คาดหวังผลการเรียนของหลานสาวสูงส่งขนาดนั้น การที่ไม่อยากให้พวกแกไปลงงานตอนบ่าย ก็แค่ไม่อยากให้เด็กๆ ต้องเหนื่อยเกินไป

คนหนึ่งเพิ่ง 6 ขวบ อีกคนยังไม่ถึง 9 ขวบ วัยขนาดนี้ทำแค่เท่าที่ไหวก็พอ ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานเกินพิกัด คนสมัยก่อนที่ดูแก่กว่าอายุจริง นอกจากเรื่องสารอาหารไม่พอแล้ว ก็เพราะเริ่มทำงานหนักตั้งแต่อายุน้อยจนร่างกายทรุดโทรม

หลานสาวทั้งสองคนคือคนที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในชาติก่อนว่ากตัญญูต่ออาเล็กคนนี้แค่ไหน หลี่เว่ยหมินย่อมไม่ยอมให้พวกแกต้องลำบาก ในเมื่อได้เกิดใหม่มาแล้ว ใครที่เคยดีกับเขาในชาติก่อน เตรียมตัวรอรับความสุขได้เลย!

---

พอรู้ว่าอาเล็กจะให้เรียนหนังสือ หลี่เหมยกับหลี่หลานก็ดีใจจนเนื้อเต้น ทุกวันที่ผ่านมาพวกแกทำได้แค่ชะเง้อมองเด็กคนอื่นไปโรงเรียน แต่ตัวเองต้องลงนาทำงาน เด็กที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือย่อมมีความโหยหาเป็นธรรมดา

ชาติที่แล้ว สองพี่น้องเรียนเก่งไม่แพ้ใคร แต่ดันถูกไป๋อวิ๋นขัดขวางจนเสียคน

หลังมื้อเที่ยง หลี่เว่ยหมินกะจะนอนพักผ่อนสักงีบ แต่หลานสาวสองคนกลับหิ้วม้านั่งตัวเล็กมานั่งจ้องเขาตาแป๋วอยู่ในห้อง จนเขาเริ่มรู้สึกขนลุก

"ไปๆ จะไปนอนหรือจะไปเล่นก็ไป!"

"อาเล็ก ก็อาบอกว่าตอนบ่ายจะให้พวกหนูเรียนกับอาไงคะ"

"อาเล็ก เมื่อไหร่จะเริ่มสอนล่ะคะ?"

หลี่เว่ยหมิน: "..."

หลังจากไล่หลานสาวออกไปได้ หลี่เว่ยหมินก็ได้งีบหลับอย่างเต็มอิ่ม จนกระทั่งไป๋เสวี่ยเลิกงานแล้วเดินมาหาที่บ้าน เขาจึงถูกหลานสาวปลุกให้ตื่น

"ตื่นมาก็พบสัจธรรม... อะไรสักอย่างนี่แหละ ช่างเถอะ พูดไปพวกเธอก็ไม่เข้าใจหรอก!"

ไม่ใช่แค่หลี่เหมยกับหลี่หลาน แม้แต่ไป๋เสวี่ยยังอึ้งใน "ความภูมิรู้" ของหลี่เว่ยหมิน ถึงจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็รู้สึกว่ามันช่างดูเก่งกาจเหลือเกิน!

"มา ก่อนจะเริ่มเรียน ทุกคนต้องเติมพลังบำรุงสมองกันก่อน!"

หลี่เว่ยหมินเดินเข้าครัวไปต้มไข่ไก่ป่า แล้วโยนให้เด็กๆ คนละสองฟอง

"กินซะ กินให้หมด ห้ามเหลือเด็ดขาด!"

หลี่เหมยกับหลี่หลานยังพอทำเนา เพราะสองสามวันที่ผ่านมาได้กินไข่ต้มของอาเล็กบ่อยจนเริ่มชิน แต่ไป๋เสวี่ยนั้นต่างออกไป ตั้งแต่พ่อแท้ๆ เสียชีวิต เธอก็ไม่ได้กินไข่ต้มมาหลายปีแล้ว เมื่อมือกำไข่ไก่ป่าอุ่นๆ ไว้สองฟอง ภาพของพ่อที่จากไปก็ผุดขึ้นมา ทำให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

"อาหญิงเสี่ยวเสวี่ย ร้องไห้ทำไมคะ?"

"อาหญิง หรือว่าอาว่าไข่ที่อาเล็กต้มไม่อร่อยเหรอคะ?"

ไป๋เสวี่ยตกใจ รีบเช็ดน้ำตาเพราะไม่อยากให้หลี่เว่ยหมินเข้าใจผิด เธอไม่ได้กลัวว่าจะไม่ได้กินของอร่อยอีก แต่เธอกลัวพี่สามจะไม่สนใจเธอต่างหาก!

"เปล่าๆ แค่ฝุ่นเข้าตาน่ะจ๊ะ"

หลี่เว่ยหมินมองออกว่าทำไมเด็กสาวถึงร้องไห้ การต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้กงเล็บของสองแม่ลูกตระกูลไป๋ทุกวัน มันขมขื่นยิ่งกว่าบอระเพ็ด การที่จิตใจของเธอไม่พังทลายหรือบิดเบี้ยวไปเสียก่อนก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว

เขาลูบหัวไป๋เสวี่ยด้วยความสงสาร: "รีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้เริ่มเรียนด้วยกัน"

"อื้อ..." ไป๋เสวี่ยพยักหน้าหงึกๆ ปอกเปลือกไข่แล้วกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา

---

สิ่งที่เหนือความคาดหมายของไป๋เสวี่ยคือ มื้อเย็นของบ้านหลี่ไม่ใช่หมั่นโถวดำกับโจ๊กธัญพืชหยาบๆ!

หลี่เว่ยหมินลงมือเข้าครัวเอง ผัดไข่ใส่ใบกุยช่ายจานใหญ่ แถมยังทำผักดองคลุกน้ำมันงาหอมฉุย ข้าวต้มก็ไม่ใช่โจ๊กมันเทศธรรมดา แต่เป็นข้าวต้มมิลเล็ต (เสี่ยวหมี่) สีเหลืองทองส่งกลิ่นหอม ส่วนอาหารหลักนั้นยิ่งน่าตกใจ เพราะมันคือหมั่นโถวแป้งขาวนวล!

มื้อเย็นที่หรูหราขนาดนี้ ไป๋เสวี่ยไม่กล้าอยู่ร่วมโต๊ะด้วย เธอรีบเก็บอุปกรณ์การเรียนเตรียมจะกลับบ้าน แม่หลี่พยายามรั้งยังไงเธอก็ไม่ยอม จนกระทั่งหลี่เว่ยหมินต้องแสร้งทำตาเขียวใส่ ยัยหนูน้อยถึงได้ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย

หยางชุ่ยฮวาตีหลี่เว่ยหมินเบาๆ เป็นเชิงปราม: "เจ้าสาม ทำอะไรน่ะ ดูสิทำเสี่ยวเสวี่ยตกใจหมด!"

เห็นพี่สามถูกตีเพราะตัวเอง ไป๋เสวี่ยเกือบจะร้องไห้ด้วยความตกใจ: "คุณป้าอย่าตีพี่สามเลยนะคะ หนู..."

หยางชุ่ยฮวา: "..."

นางมองลูกชายสลับกับเด็กสาวด้วยสายตาสงสัยว่ามีอะไรแปลกๆ หรือเปล่า แต่ก็นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร ยัยเด็กกะโปโลอายุ 12 ปีแบบนี้ นางไม่มีทางเชื่อหรอกว่าลูกชายสุดที่รักจะคิดอะไรเกินเลย

นางไม่มีทางฝันเห็นแน่ๆ ว่าชาติที่แล้ว ลูกชายของนางกับไป๋เสวี่ยมีสถานะเป็นพี่เขยกับน้องเมียกันจริงๆ!

---

มื้อเย็นอร่อยมาก แต่ไป๋เสวี่ยไม่กล้ากินเยอะ เธอใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวดข่มสัญชาตญาณความหิว กินเพียงข้าวต้มหนึ่งชามกับหมั่นโถวหนึ่งลูกเท่านั้น แม่หลี่พยายามคะยั้นคะยอให้กินเพิ่ม แต่หลี่เว่ยหมินส่งสัญญาณห้ามไว้ก่อน

เด็กสาวคนนี้หน้าบาง เพิ่งมาฝากท้องบ้านคนอื่นครั้งแรก ขืนรุกเร้ามากไปเธอจะเตลิดเอาได้

"อ่ะ รับนี่ไป" ตอนไป๋เสวี่ยจะกลับ หลี่เว่ยหมินยัด 'ครึ่งหมั่นโถวดำ' ใส่มือเธอ

ไป๋เสวี่ยรับหมั่นโถวดำมาด้วยความมึนตง แม้ความรู้จะน้อยแต่เธอก็ไม่คิดว่าพี่สามขี้เหนียวถึงให้หมั่นโถวแป้งขาวเธอกินที่บ้าน แต่กลับให้หมั่นโถวดำกลับบ้านแทน

---

พอไป๋เสวี่ยคล้อยหลัง หยางชุ่ยฮวาก็ถามลูกชายด้วยความสงสัย:

"เจ้าสาม ทำไมลูกไม่บอกแกไปให้ชัดเจนล่ะ แกจะรู้ไหมเนี่ยว่าทำไมลูกถึงให้หมั่นโถวดำแข็งๆ นั่นแค่ครึ่งลูก?"

หลี่เว่ยหมินหัวเราะร่า: "แม่ครับ เรื่องนี้แม่ไม่ต้องห่วงหรอก เสี่ยวเสวี่ยน่ะแกฉลาดจะตายไป"

หยางชุ่ยฮวาเบะปาก: "ทำเป็นรู้ดีนะเราน่ะ ถ้าเกิดแกดันหลุดปากพูดที่บ้านขึ้นมา จะทำยังไง?"

หลี่เว่ยหมินไม่สะทกสะท้าน: "ถ้าหลุดปากก็ถือว่าซวยเองครับ อย่างมากแม่หม้ายไป๋ก็แค่ไม่ให้แกมาที่นี่อีก ใครใช้ให้แกโง่ล่ะ!"

แม่หลี่ถลึงตาใส่: "พูดจาให้มันดีๆ หน่อย คนอื่นจะเรียกแม่หม้ายไป๋ก็ช่างเขา แต่ลูกเป็นลูกหลานไปเรียกตามเขาแบบนั้น ใครได้ยินจะเอาไปหัวเราะเยาะได้นะ!"

จบบท

จบบทที่ บทที่ 39 ทำไมไม่พูดให้ชัดเจน

คัดลอกลิงก์แล้ว