- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขายเป็ด สูตรสำเร็จความร่ำรวย
- บทที่ 47 หญิงสาวสวยที่ซื้อสูตรเป็ดตุ๋น
บทที่ 47 หญิงสาวสวยที่ซื้อสูตรเป็ดตุ๋น
บทที่ 47 หญิงสาวสวยที่ซื้อสูตรเป็ดตุ๋น
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียงหมิงก็รีบอธิบายทันที “พี่เหมยจวงครับ อย่าเข้าใจผิดนะครับ”
“คือแม่ของผมท่านรู้สึกว่า พี่ช่วยรับซื้อของป่าและของสด รวมถึงเป็ดพะโล้ของผม ทำให้ผมมีธุรกิจทำ ท่านอยากจะขอบคุณพี่มาก ๆ เลยตั้งใจชวนพี่ไปทานข้าวที่บ้านน่ะครับ”
พอได้ยินคำอธิบายของเหลียงหมิง เจียงเหมยจวงถึงได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดไปไกล ใบหน้าของหล่อนจึงแดงซ่านขึ้นมาทันที
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง”
“ในเมื่อคุณป้าเป็นคนให้เกียรติชวนเอง พี่ก็คงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะค่ะ” เจียงเหมยจวงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเอ่ยตอบ
เมื่อเห็นเจียงเหมยจวงตอบตกลง เหลียงหมิงก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงบอกว่า “งั้นเย็นนี้ ผมจะมารับพี่นะครับ”
“ตกลงจ้ะ!”
หลังจากนัดแนะเวลากับเจียงเหมยจวงเรียบร้อย เหลียงหมิงก็จูงรถล่อออกจากร้านเซียงหม่านโหลว
ระหว่างทางมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ เหลียงหมิงก็ครุ่นคิดในใจอย่างเงียบ ๆ
โบราณว่าไว้ แต่งเมียต้องแต่งหญิงเพียบพร้อม อย่างพี่เหมยจวงที่ทั้งสวย ทั้งอ่อนโยน แถมยังมีความสามารถรอบด้านแบบนี้... นี่แหละคือคู่แท้ในอุดมคติที่เขาใฝ่ฝันถึงไม่ใช่หรือ?
“ฉันจะแต่งงานกับหล่อนให้ได้!” เหลียงหมิงพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ตั้งแต่วินาทีนี้ นอกจากเป้าหมายเรื่องการหาเงิน สร้างบ้านตึก ซื้อรถหรู เพื่อให้พ่อแม่และน้องสาวอยู่อย่างสุขสบายแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญเพิ่มขึ้นมา
เหลียงหมิงที่ตอนนี้เต็มไปด้วยไฟในการทำงาน เดินทางมาถึงหน้าโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอและเริ่มตั้งแผงขายเป็ดพะโล้ทันที
ทันทีที่เห็นเหลียงหมิงมา บรรดาผู้ปกครองต่างก็พากันกรูเข้ามาหา
“เถ้าแก่ ในที่สุดก็มาสักที เอาเป็ดให้ผมตัวหนึ่ง!”
“ผมด้วยตัวหนึ่ง เป็ดพะโล้ร้านนี้ยิ่งกินก็ยิ่งติดใจจริง ๆ”
“แถมสรรพคุณทางยานี่ก็ได้ผลชะงักเลยนะ ลูกชายผมกินเข้าไปแล้ว ตอนกลางคืนมีสมาธิทำการบ้านดีขึ้นเยอะเลยล่ะ”
เหลียงหมิงสับเป็ดห่อให้ลูกค้าไปพลาง ฟังผลตอบรับจากเหล่าผู้ปกครองไปพลาง เมื่อเห็นว่าทุกคนชื่นชอบเป็ดพะโล้ของเขา เหลียงหมิงก็รู้สึกอิ่มเอมใจ
เพียงไม่นาน เป็ดพะโล้ 50 ตัวบนแผงก็ขายหมดเกลี้ยง
ผู้ปกครองหลายคนที่มาไม่ทันต่างพากันบ่นเสียดาย:
“เถ้าแก่ ทำไมขายหมดเร็วนักล่ะ”
“นั่นสิ วันหนึ่งทำมาแค่นี้จะไปพอกินได้ยังไง”
“เถ้าแก่ เอาแบบนี้ไหม ตอนเย็นหลังเลิกเรียนคุณทำมาเพิ่มอีกหน่อยแล้วมาตั้งแผงขายอีกรอบได้ไหม?”
“ใช่ ๆ พวกเราวางเงินมัดจำไว้ก่อนก็ได้นะ”
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของผู้ปกครอง เหลียงหมิงก็ได้แต่กล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพและบอกให้ทุกคนมารอซื้อใหม่ในวันพรุ่งนี้
หลังจากผู้ปกครองแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลียงหมิงก็เตรียมตัวจะเก็บแผง
ในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวในชุดเสื้อนวมคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางลังเล
“เถ้าแก่คะ ขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหมคะ?”
เหลียงหมิงนึกว่าหล่อนจะมาซื้อเป็ด จึงเอ่ยตอบอย่างเกรงใจว่า “พี่สาวครับ ต้องขอโทษด้วยครับ เป็ดพะโล้บนแผงหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าอยากทานคงต้องรอวันพรุ่งนี้แล้วล่ะครับ”
ทว่าหญิงสาวคนนั้นกลับส่ายหน้าแล้วบอกว่า “เถ้าแก่คะ ฉันไม่ได้จะมาซื้อเป็ดหรอกค่ะ”
“อ้าว แล้วพี่สาวมีธุระอะไรเหรอครับ?” เหลียงหมิงถามด้วยความสงสัย
“ฉันอยากจะถามว่า... คุณพอจะสอนวิธีทำเป็ดพะโล้นี่ให้ฉันได้ไหมคะ? คือฉันอยากจะเรียนไปทำขายบ้างน่ะค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทางเอียงอายเล็กน้อย ก่อนจะรีบเสริมว่า “ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันยินดีจ่ายค่าครูให้ค่ะ และฉันรับรองว่าถ้าฉันทำเป็นแล้ว ฉันจะไม่มาตั้งแผงขายทับที่กับคุณแน่นอนค่ะ”
เมื่อได้ยินคำขอของหญิงสาว เหลียงหมิงก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาพิจารณาหล่อนอย่างละเอียด
หญิงสาวคนนี้หน้าตาสะสวยดูเรียบร้อย ท่าทางซื่อ ๆ เหมือนแม่บ้านทั่วไป แต่การที่หล่อนสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากเป็ดพะโล้ของเขาได้อย่างรวดเร็ว แถมยังกล้าเข้ามาขอซื้อสูตรแบบนี้ แสดงว่าเป็นผู้หญิงที่มีความคิดไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ภายใต้กระแสลมแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศในช่วงกลางยุค 80 คนแบบนี้แหละที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
“ขอโทษด้วยนะครับพี่สาว สูตรเป็ดพะโล้ของผมไม่ได้เปิดรับสอนทั่วไปครับ”
เหลียงหมิงเอ่ยปฏิเสธไปตามตรง ตอนนี้ธุรกิจเป็ดพะโล้ทำเงินให้เขาเกือบวันละ 1,000 หยวน ตราบใดที่เขายังไม่โง่ เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้สูตรลับรั่วไหลออกไปแน่นอน ตราบใดที่เขายังผูกขาดธุรกิจนี้ได้ เขาก็จะสามารถโกยเงินมหาศาลได้อย่างง่ายดายในอีกหลายปีข้างหน้า
“สรุปว่าไม่ได้สินะคะ...” หญิงสาวหน้าเศร้าลงด้วยความผิดหวัง
ตั้งแตาสามีของหล่อนเสียชีวิตไป เงินเก็บในบ้านก็เริ่มร่อยหรอ หล่อนจึงคิดอยากจะทำธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อหาเลี้ยงพ่อแม่สามีและลูกน้อย
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา หล่อนสังเกตเห็นว่าแผงขายเป็ดพะโล้ของเหลียงหมิงขายดีมาก จึงเกิดไอเดียอยากจะเรียนวิชาไปตั้งแผงที่ที่อื่นบ้าง
“พี่สาวครับ ดูจากการแต่งตัวของพี่แล้ว พี่คงไม่ได้มีทุนรอนอะไรมากมายใช่ไหมครับ?”
เหลียงหมิงมองหญิงสาวตรงหน้าแล้วเอ่ยต่ออย่างใจเย็น “การที่พี่จะเรียนสูตรเป็ดพะโล้จากผมเนี่ย ต่อให้พี่ควักเงินหมดกระเป๋าก็อาจจะไม่พอจ่ายค่าวิชาด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว การจะไปรับของมาทำขายต่อก็ต้องใช้เงินทุนอีกก้อนหนึ่งนะรับ”
เขาดูจากเสื้อผ้าที่หล่อนสวมใส่ ก็พอจะเดาได้ว่าหล่อนเป็นชาวบ้านระดับรากหญ้าทั่วไป
และมันก็เป็นจริง หญิงสาวคนนั้นฝืนยิ้มขมขื่นแล้วบอกว่า “เถ้าแก่พูดถูกค่ะ ตอนนี้ฉันแทบจะไม่มีเงินติดตัวเลยจริง ๆ สามีฉันเสียไปตั้งแต่ยังหนุ่ม ในบ้านยังมีคนแก่สองคนกับลูกเล็กที่ต้องคอยดูแล...”
เหลียงหมิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเสนอว่า “พี่ครับ เอาแบบนี้ดีไหม?”
“ผมกำลังมีโครงการจะเปิดร้านขายเป็ดพะโล้ พี่มาทำงานเป็นลูกจ้างให้ผมก่อน พอพี่ทำงานที่ร้านผมครบหนึ่งปีและพอมีเงินเก็บแล้ว ผมจะอนุญาตให้พี่ร่วมเป็นสาขาของร้านผมได้”
การเปิดร้านขายเป็ดพะโล้เป็นสิ่งที่เหลียงหมิงวางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มตั้งแผงแล้ว และตอนนี้เมื่อรายได้เริ่มคงที่ เขาก็พร้อมที่จะขยับขยายเข้าสู่แผนการเปิดร้านจริงจังเสียที
“ร่วมเป็นสาขางั้นเหรอ?” หญิงสาวทำหน้าสงสัยเพราะไม่เคยได้ยินคำนี้
“มันคือการที่พี่จ่ายค่าธรรมเนียมก้อนหนึ่ง แล้วพี่ก็เปิดร้านโดยใช้ชื่อเดียวกับร้านเป็ดพะโล้ของผม ผมจะเป็นคนส่งชุดเครื่องเทศพะโล้ให้พี่ พี่แค่มีหน้าที่ทำเป็ดขายตามสูตรที่ผมคุมคุณภาพไว้ ผมจะหักกำไรเพียงเล็กน้อย ส่วนรายได้ส่วนใหญ่พี่ก็เก็บไว้เองครับ”
เหลียงหมิงอธิบายให้ฟังอย่างคร่าว ๆ หญิงสาวฟังแล้วก็เริ่มเห็นภาพพจน์และดวงตาก็กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง
“เถ้าแก่คะ ถ้าฉันทำงานให้คุณครบปี คุณจะให้ฉันเปิดสาขาจริง ๆ เหรอคะ?” หญิงสาวถามย้ำ
ต้องยอมรับว่าข้อเสนอของเหลียงหมิงนั้นเหมาะสมกับสถานการณ์ของหล่อนที่สุดแล้ว
“แน่นอนครับ ผมหลอกพี่ไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับตัวผมหรอก” เหลียงหมิงพยักหน้ายืนยัน
“ตกลงค่ะเถ้าแก่ ฉันยอมทำงานให้คุณค่ะ” หญิงสาวตอบตกลงทันที
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่ใหญ่ เหลียงหมิงก็ได้รู้ว่าหล่อนชื่อ ฉินฟาง อาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดของตัวอำเภอ
สำหรับพนักงานคนใหม่ที่มีหัวการค้าและดูนิสัยใจคอใช้ได้แบบนี้ เหลียงหมิงจึงคิดอยากจะลองปั้นหล่อนดูสักตั้ง
“ในนี้มีเงิน 150 หยวน ผมต้องการให้พี่ไปหาเช่าตึกแถวสำหรับทำร้านอาหาร ขนาดประมาณ 200 ตารางเมตร!”
เหลียงหมิงควักปึกเงินส่งให้ฉินฟาง “ผมไม่สนว่าพี่จะใช้วิธีไหน แต่เงินก้อนนี้หลังจากหักค่าเช่าร้านแล้ว เงินที่เหลือทั้งหมดจะกลายเป็นเงินเดือนล่วงหน้าในเดือนต่อ ๆ ไปของพี่เองครับ”
ตามราคาค่าเช่าในอำเภอเถาหยวนตอนนี้ ตึกแถวขนาด 200 ตารางเมตรจะอยู่ที่ประมาณ 70 ถึง 120 หยวนต่อเดือน ส่วนจะเจรจาลดราคาลงมาได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของฉินฟางเองแล้ว
นี่ถือเป็นบททดสอบแรกที่เหลียงหมิงมอบให้พนักงานใหม่ของเขา
“เงินนี่... คุณให้ฉันถือไว้จริง ๆ เหรอคะ?”
เมื่อเห็นปึกเงิน 150 หยวนในมือ ฉินฟางก็ตาโตด้วยความตกตะลึง
“การไปหาที่ทางและจ่ายมัดจำมันต้องใช้เงิน จะให้พี่ควักกระเป๋าตัวเองก่อนได้ยังไงล่ะครับ” เหลียงหมิงยิ้มตอบ
“คุณไม่กลัวฉันหอบเงินหนีไปเลยเหรอคะ?” ฉินฟางถามกลับ
เงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับรายได้ครึ่งปีของคนทั่วไปเลยทีเดียว หากเจอคนโลภเข้าจริง ๆ และหอบเงินหนีหายไป ในยุคที่กล้องวงจรปิดยังไม่มีแบบนี้ เหลียงหมิงย่อมไม่มีทางตามหาตัวเจอแน่นอน
จบบท