- หน้าแรก
- เป็นพลโล่แล้วไง ขออัปป้องกันเต็มแม็กซ์ก็แล้วกัน
- บทที่ 202 - พันธมิตรเผ่าพันธุ์ต่างๆ ห้าเผ่าแห่งบลูสตาร์รวมตัว
บทที่ 202 - พันธมิตรเผ่าพันธุ์ต่างๆ ห้าเผ่าแห่งบลูสตาร์รวมตัว
บทที่ 202 - พันธมิตรเผ่าพันธุ์ต่างๆ ห้าเผ่าแห่งบลูสตาร์รวมตัว
บทที่ 202 - พันธมิตรเผ่าพันธุ์ต่างๆ ห้าเผ่าแห่งบลูสตาร์รวมตัว
สมาชิกปาร์ตี้เสวียนเฟิงที่ยืนอยู่ริมๆ ได้ยินคำพูดบ้านๆ ของเจ้าเมืองเฟ่ยเข้า
ก็แอบปาดเหงื่อ
ถึงจะได้ยินกิตติศัพท์ความห่ามของเจ้าเมืองตัวเองมานานแล้ว แต่ก็เพิ่งจะเคยเห็นกับตาก็วันนี้แหละ
แต่ที่ทำให้พวกเขาเหงื่อตกยิ่งกว่าก็คือ...
ท่าทีที่เจ้าเมืองเฟ่ยปฏิบัติกับเฉินหมิง!
ถึงท่านเจ้าเมืองจะปากคอเราะรายไปหน่อย
แต่ในฐานะเจ้าเมืองของสมาพันธ์ เขาก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงสุดแล้ว
ถ้าจะให้หาคนที่ตำแหน่งสูงกว่านี้ ก็คงมีแค่สามผู้อาวุโสแห่งสมาพันธ์เท่านั้นแหละ
แต่ตอนนี้ เขากลับมาทำตัวสบายๆ กับเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา
ไม่มีมาดหรืออีโก้ของผู้หลักผู้ใหญ่เลยสักนิด
แถมยังเอ่ยปากชมแบบไม่อั้นและตรงไปตรงมาสุดๆ
อีกด้านหนึ่ง
เจ้าเมืองเฟ่ยจ้องมองเฉินหมิงที่มีสีหน้าเรียบเฉย สายตาสำรวจไม่หยุดพัก
เขาอยากรู้จริงๆ ว่าเฉินหมิงใช้วิธีไหนจัดการกับฝูงสัตว์ประหลาดอเวจี
แต่สุดท้าย เขาก็ไม่ได้ถามออกไป
ใครๆ ก็ย่อมมีความลับเป็นของตัวเองทั้งนั้น
ยิ่งเป็นเฉินหมิง จอมมารคนนี้ด้วยแล้ว
"เฉินหมิง แกช่วยมณฑลชางหลิงของข้าไว้ครั้งใหญ่เลยนะเนี่ย..."
เจ้าเมืองเฟ่ยกลอกตาไปมา จู่ๆ ก็หัวเราะร่วนขึ้นมา
"ข้าก็ไม่มีอะไรจะตอบแทนซะด้วยสิ"
"เอาอย่างนี้ไหมล่ะ..."
เขาแสยะยิ้ม ตบไหล่เฉินหมิงดังป้าบ
แล้วตะโกนเสียงดังฟังชัดว่า
"ข้ายกมณฑลชางหลิงให้แกเลย!"
เฉินหมิง: ?
ปาร์ตี้เสวียนเฟิงทั้งห้าคน: ?
คราวนี้ ไม่ใช่แค่เฉินหมิงที่งง
คนจากเมืองลั่วสุ่ยทั้งห้าคนก็เอ๋อแดกไปตามๆ กัน
เดี๋ยวนะ...
ท่านเป็นเจ้าเมืองนะเว้ย อยู่ดีๆ จะมายกมณฑลให้กันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
มีงี้ด้วย?
"เอ่อ..."
เฉินหมิงมุมปากกระตุก "เจ้าเมืองเฟ่ย ท่านจะใจป้ำเกินไปหน่อยมั้ง"
"เอ๊ย——" เจ้าเมืองเฟ่ยโบกมือปัด "เรื่องเล็กน่า เรื่องเล็ก"
"รอข้าเกษียณเมื่อไหร่ แกก็ขึ้นเป็นเจ้าเมืองมณฑลชางหลิงแทนข้าไปเลย!"
เจ้าเมืองเฟ่ยขยิบตาให้ "เป็นไง?"
"ก้าวเดียวถึงยอด แกจะเป็นเจ้าเมืองที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สมาพันธ์เลยนะ"
"สอบใหญ่ปีนี้มีคนสอบได้เป็นเจ้าเมือง ข่าวนี้ต้องทำให้ทั่วทั้งสมาพันธ์ช็อกแน่ๆ"
ทางด้านปาร์ตี้เสวียนเฟิงที่ยืนฟังเจ้าเมืองเฟ่ยพูดทีเล่นทีจริง
หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
พวกเขาสบตากันอย่างรวดเร็ว แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและคำตอบที่ชัดเจน
การสอบใหญ่!
เขาเป็นผู้เปลี่ยนอาชีพปีเดียวกับพวกเราจริงๆ ด้วย!
ก่อนหน้านี้ยังแค่เดาเอา แต่พอได้ยินจากปากท่านเจ้าเมืองเฟ่ย ความสงสัยทุกอย่างก็ปลิวหายไปในพริบตา
"ตกลงแล้วเขา... เป็นใครกันแน่?!"
ในใจของพวกเขาปั่นป่วนไปหมด
ขณะเดียวกัน
มุมปากของเฉินหมิงก็กระตุกยิกๆ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายแล้ว
นี่ท่านกะจะให้ฉันเป็นทายาทของมณฑลชางหลิงงั้นเหรอ?
นี่คือการตอบแทนบุญคุณเรอะ...
เจ้าเมืองเฟ่ยนี่กะจะดึงตัวกันชัดๆ เลยนี่หว่า
...
ในขณะเดียวกัน
ทางด้านเซี่ยชวนที่อยู่ไกลออกไปที่ศูนย์บัญชาการสมาพันธ์
กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของแคมป์อยู่
ในแคมป์ตอนนี้ กลุ่มผู้เปลี่ยนอาชีพรุ่นก่อนของแผนกชั้นเลิศกำลังพักรักษาตัวกันอยู่
ดูจากสภาพแล้วน่าจะเพิ่งผ่านการต่อสู้มา ตามตัวมีบาดแผลเต็มไปหมด
"ฮัดชิ้ว!!"
เซี่ยชวนขมวดคิ้ว
"ซี๊ด... ใครนินทาฉันอีกล่ะเนี่ย?"
"ต้องเป็นไอ้แก่เผยจิ่วเกอแน่ๆ"
...
ในอเวจี
ท้ายที่สุด เฉินหมิงก็ปฏิเสธคำชวนอันกระตือรือร้นของเจ้าเมืองเฟ่ยอย่างสุภาพ
และเดินออกจากอเวจีไปด้วยกัน
เบื้องล่าง
มองดูแผ่นหลังของเฉินหมิงและเจ้าเมืองเฟ่ยที่ค่อยๆ หายลับไป
สมาชิกปาร์ตี้เสวียนเฟิงทั้งห้ายังคงจมอยู่กับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
"จริงสิ เสี่ยวหลิว!"
ตอนนั้นเอง จ้าวต้าไห่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันขวับไปหาลูกทีม
"ฉันจำได้ว่าก่อนหน้านี้นายเคยบอกว่า... คนๆ นั้นน่ะแซ่เฉิน ใช่ไหม?"
"หา? แซ่เฉินอะไรนะ?"
เสี่ยวหลิวงงไปพักนึง สายตาล่องลอย
แต่เพียงครู่เดียว เขาก็นึกย้อนไปตอนที่เพิ่งเข้ามาในอเวจี
ตอนนั้นพวกเขากำลังคุยกันเรื่องสิบปาร์ตี้ในศูนย์บัญชาการสมาพันธ์
เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็คิดออกในเวลาไล่เลี่ยกัน
"เชี่ยเอ๊ย คงไม่ใช่... เขาหรอกมั้ง?!"
...
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากออกมาจากอเวจี
"จริงสิ เฉินหมิง"
เจ้าเมืองเฟ่ยเก็บสีหน้าหยอกล้อทันที
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างที่หาดูได้ยาก
"แกยังอยากจะไปอเวจีอีกแห่งนึงอยู่ไหม?"
เฉินหมิงพยักหน้า
แม้ว่าเป้าหมายของการมาครั้งนี้จะสำเร็จแล้วก็ตาม
แต่พอมีราชันหมาป่าช่วยลงดันเจี้ยนแทน ก็เลยไม่รีบร้อนอะไร
ดังนั้นเขาเลยอยากจะแวะไปดูอเวจีอีกแห่งจริงๆ
อยากรู้ว่าทรัพยากรบริสุทธิ์อีกประเภทหนึ่งมันจะมีผลแบบไหน
เจ้าเมืองเฟ่ยมองหน้าเขา พลางส่ายหัวช้าๆ
"ไม่ต้องไปหรอก"
เฉินหมิงชะงักไปนิด แววตาแฝงความสงสัย
เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าเมืองเฟ่ยก็อธิบายต่อ
"รอยแยกมิติของอเวจีอีกแห่ง เชื่อมต่อกับโลกแห่งการเปลี่ยนอาชีพของดาวหมิงไห่..."
"และอเวจีที่นั่นเพิ่งจะเกิดฝูงสัตว์ประหลาดระบาดไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ถูกล้างบางจนราบคาบแล้ว ไม่มีสัตว์ประหลาดอเวจีเหลือแล้วล่ะ"
ต่อให้เฉินหมิงจะมีวิชามิติ สามารถทะลวงผ่านรอยแยกไปได้
แต่ไปก็เสียเที่ยวอยู่ดี
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินหมิงก็เลิกคิ้ว
ฝูงสัตว์ประหลาดอีกแล้วเหรอ?
"ก็ดีเหมือนกัน ยังไงของทางฝั่งนี้ก็ได้มาแล้ว"
นอกจากทรัพยากรพลังจิตบริสุทธิ์แล้ว อย่างอื่นเขาก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่
เพียงแต่ สมาพันธ์ไปรู้ข่าววงในพวกนี้มาได้ยังไง?
เหมือนเจ้าเมืองเฟ่ยจะอ่านความคิดเขาออก
จึงรีบพูดขึ้นมาเอง
"ข่าวนี้ได้มาจากผู้เปลี่ยนอาชีพของเผ่าหมิงไห่น่ะ พวกเขากระจายข่าวออกมาเอง"
เผ่าหมิงไห่เหรอ?
เฉินหมิงคิดในใจ
"สมาพันธ์ของเราเป็นพันธมิตรกับเผ่าหมิงไห่ด้วยเหรอครับ?"
"เปล่าเลย..."
เจ้าเมืองเฟ่ยส่ายหัว น้ำเสียงหนักแน่น
"ไม่ใช่แค่ไม่ได้เป็นพันธมิตร แต่เป็นศัตรูกันเลยล่ะ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายต่อ
"แกมีโหนดมิติอยู่ในมือ ก็น่าจะรู้ดีว่าตอนนี้โลกแห่งการเปลี่ยนอาชีพที่ถูกค้นพบมีแค่ไม่กี่แห่ง"
"และด้วยความที่ดาวบลูสตาร์ของเรามีความพิเศษตรงที่ไม่มีข้อบกพร่องทางสเตตัส พวกโลกอื่นๆ เลยแห่มาจับมือเป็นพันธมิตรกับสมาพันธ์ต่างๆ บนดาวเรา"
ก็เหมือนกับที่สมาพันธ์หัวเซี่ยจับมือกับเผ่าเอลฟ์นั่นแหละ
สมาพันธ์อื่นๆ บนดาวบลูสตาร์เองก็มีพันธมิตรแบบนี้เหมือนกัน
เจ้าเมืองเฟ่ยพูดต่อ "เผ่าหมิงไห่จากดาวหมิงไห่ จับมือกับสมาพันธ์ประภาคาร; เผ่าแมลงคู่กับสมาพันธ์ศาสนจักร และเผ่าคนแคระดำก็เข้ากับสมาพันธ์วอโค่ว"
เฉินหมิงฟังแล้วก็แอบพยักหน้าในใจ
ข้อมูลโหนดมิติของเขาก็ระบุชื่อเผ่าต่างดาวพวกนี้ไว้เหมือนกัน
ที่แท้ก็แห่กันมาหมดเลยสินะ
ดาวบลูสตาร์ตอนนี้มีเผ่าพันธุ์ต่างๆ มารวมตัวกันถึงห้าเผ่าแล้ว!
"กลับเข้าเรื่องดีกว่า..."
เจ้าเมืองเฟ่ยโบกมือ ดึงบทสนทนากลับมา
"แกก็รู้นี่ว่า พอครบกำหนดสิบห้าวันเมื่อไหร่ ดันเจี้ยน 'วิหารสมุทรมายา' ก็จะเปิดพอดี"
เขาแค่นเสียง "ตลกร้ายก็คือ สมาพันธ์อื่นๆ ก็จ้องจะฮุบดันเจี้ยนนี้อยู่เหมือนกัน"
เพราะดันเจี้ยนแห่งนี้มีความสำคัญมาก
หากสามารถเคลียร์ได้
มันจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการสำรวจดินแดนลี้ลับในภายภาคหน้า