- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 50 - ชายชราขี่วัว
บทที่ 50 - ชายชราขี่วัว
บทที่ 50 - ชายชราขี่วัว
บทที่ 50 - ชายชราขี่วัว
"พวกเจ้ามีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรจริงๆ!" หลัวเทียนมองเห็นความคลั่งไคล้ในแววตาของเถี่ยตั้น ความปรารถนาในวิชาเซียนและความเคารพเทิดทูนที่มีต่อเขา ทำให้หลัวเทียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นพลางเอ่ยขึ้น
"นี่คือเคล็ดวิชารวบรวมลมปราณ พวกเจ้าลองดูเถิด!" หลัวเทียนมอบเคล็ดวิชารวบรวมลมปราณและหินวิญญาณจำนวนหนึ่งให้แก่เถี่ยตั้นและยาโถว เพื่อให้พวกเขาลองฝึกฝนด้วยตนเอง
"ขอบพระคุณท่านเซียน!" สองสามีภรรยาตระกูลหลี่มีสีหน้าตื่นเต้น รีบคุกเข่ากราบกราน
"อย่าเรียกข้าว่าท่านเซียนเลย ข้าแซ่หลัว!" หลัวเทียนส่ายหน้าปฏิเสธ
ระหว่างทางในที่สุดพวกเขาก็หาโรงเตี๊ยมพบ ครอบครัวสกุลหลี่ทั้งสี่ล้วนเอ่ยคำขอบคุณด้วยความตื่นเต้น โดยเฉพาะเถี่ยตั้นและยาโถวที่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ จะว่าไปแล้วพวกเขาไม่เคยได้พักในสถานที่ดีๆ ไม่เคยได้กินของอร่อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝึกฝนเคล็ดวิชาเลย
เด็กทั้งสองใสซื่อและน่าสนใจ หลัวเทียนจึงยินดีที่จะพูดคุยเล่นด้วย ระหว่างนั้นยังคอยชี้แนะเคล็ดลับการรวบรวมลมปราณและวิถีแห่งระดับหลังกำเนิดให้เป็นระยะ
จวบจนดึกดื่น หลัวเทียนกลับเข้าห้องพัก เขายังคงพยายามสัมผัสถึงพลังวิญญาณ ตรวจสอบจุดตันเถียน และควบคุมพลังจิตวิญญาณอย่างไม่ลดละ ทว่าความพยายามทั้งหมดกลับจมหายไปราวกับโคลนร่วงลงทะเล ไร้ซึ่งร่องรอย ร่างกายยังคงตายด้านราวกับเถ้าถ่าน จุดตันเถียนที่พังทลายทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป
"หรือว่าข้าจะต้องกลายเป็นคนไร้ค่าไปเช่นนี้จริงๆ?"
หลัวเทียนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด เส้นเลือดดำบนใบหน้าปูดโปน ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"ไม่ ข้าไม่ยอม!"
บนใบหน้าของหลัวเทียนปรากฏแววเหี้ยมเกรียม เขารวบรวมพลังจิตวิญญาณพุ่งตรงไปยังกลุ่มโลหิตในจุดตันเถียน หมายจะอาศัยพลังของมันทะลวงอุปสรรค ทว่าจิตวิญญาณของเขากลับถูกสะท้อนกลับอย่างรุนแรง หลัวเทียนกระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษในพริบตา
หลัวเทียนหัวเราะอย่างขมขื่น โลกภายนอกเพิ่งจะรุ่งสาง เขาไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วเดินออกไปข้างนอก
หยาดน้ำค้างเกาะพราวบนยอดหญ้า ทำให้รองเท้าและขากางเกงของหลัวเทียนเปียกชุ่ม สายลมพัดโชยมาพาให้รู้สึกเย็นเยียบ แสงแดดค่อยๆ สาดส่อง ลอดผ่านหมู่มวลแมกไม้ ทาบทับเป็นรอยด่างบนพื้นดิน หลัวเทียนเดินทอดน่องไปอย่างเลื่อนลอย ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด
เขาเหลือบไปเห็นต้นไม้ขนาดมหึมาต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ต้นไม้นั้นสูงนับพันฉื่อเสียดฟ้า ลำต้นหนาเตอะจนต้องใช้คนหลายสิบคนโอบ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายบดบังแสงตะวัน
สิ่งที่ทำให้หลัวเทียนตกตะลึงก็คือ บริเวณกลางลำต้นกลับหักโค่นลงมา รอยแผลเป็นแต่ละรอยมีขนาดเท่าต้นขา ลึกหลายจั้ง ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก ทว่าข้างๆ รอยหักโค่นนั้น กลับมีกิ่งก้านขนาดใหญ่สามกิ่งงอกเงยขึ้นมาใหม่ ทำให้ต้นไม้ยังคงหยัดยืนสูงตระหง่านต่อไปได้
บริเวณใต้ต้น กิ่งก้านนับร้อยสายห้อยระย้าลงมา ฝังรากลึกลงในผืนดิน ราวกับกลายเป็นรากอีกหลายร้อยเส้นของต้นไม้ใหญ่ มองจากที่ไกลๆ ดูดุดันทรงพลังและยิ่งใหญ่อลังการเป็นที่สุด
"ช่างเป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตและมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!"
หลัวเทียนมองจนตกตะลึงตาค้าง เขาไม่เคยเห็นต้นไม้ที่ใหญ่โตปานนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปลักษณ์เช่นนี้ ลำต้นทุกส่วนของมันล้วนเป็นความน่าตื่นตะลึงสำหรับหลัวเทียน
"นี่คือพฤกษาอัสนี ดำรงอยู่มานับหมื่นปีแล้ว พฤกษาอัสนีถือกำเนิดขึ้นเพื่อต้านทานทัณฑ์สวรรค์ กลืนกินสายฟ้าเป็นอาหาร เติบโตด้วยเพลิงและอัสนี!"
เสียงแหบพร่าและเก่าแก่ดังลอยมาแต่ไกล ชายชราหลังค่อมผอมแห้ง ขี่วัวแก่สีเหลืองตัวหนึ่งเดินโขยกเขยกมาหยุดอยู่หน้าพฤกษาอัสนี ก่อนจะหามุมสบายๆ นั่งลง
"ผู้อาวุโส ข้าน้อยขอคารวะ!"
หลัวเทียนแย้มยิ้มบางๆ ประสานมือคารวะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นโดยไม่สนใจหยาดน้ำค้างเบื้องล่าง "เมื่อครู่ผู้อาวุโสบอกว่าพฤกษาอัสนีนี้กลืนกินสายฟ้าเป็นอาหาร ข้าน้อยความรู้น้อยตื้นเขิน ผู้อาวุโสโปรดชี้แนะสักเล็กน้อยได้หรือไม่?"
"หึหึ"
ชายชรามมองหลัวเทียนที่มีมารยาทงดงาม ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและแย้มยิ้มบางๆ เอ่ยว่า "เล่าลือกันว่าพฤกษาอัสนีมีสายเลือดจากแดนเซียน ทว่ากลับได้รับบาดเจ็บสาหัสและร่วงหล่นลงมาในศึกสงครามยุคบรรพกาล เหลือเพียงเจตจำนงสายหนึ่งหลุดลอยมายังแดนมนุษย์ พฤกษาอัสนีไม่ยินยอมพ่ายแพ้ มันแตกหน่อเติบโต อาศัยสายฟ้าหล่อเลี้ยง ดูดซับปราณฟ้าดิน!"
ชายชราลูบเคราของตนเอง "ยิ่งพฤกษาอัสนีเติบโตใหญ่โต ลำต้นของมันก็ยิ่งดึงดูดสายฟ้าให้ผ่าลงมา ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ มันก็ยิ่งเติบโตสูงขึ้น และยิ่งสูงขึ้น อานุภาพของสายฟ้าก็ยิ่งรุนแรงตามไปด้วย"
"พฤกษาอัสนีกระทั่งไม่ยินยอมรับการสะกดข่มจากฟ้าดิน มันต้องการทะลวงสวรรค์ ท้าทายอัสนีบาต เพียงเพื่อเจตจำนงของมัน เพื่อความหยิ่งทะนงของมัน!"
"กล้าประลองยุทธ์กับฟ้าดิน หากฟ้าไม่อดกลั้น มันก็จะทะลวงฟ้านี้ หากอัสนีไม่อดกลั้น มันก็จะกลืนกินอัสนีนี้!" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
หลัวเทียนพึมพำกับตนเอง เขาถูกสั่นคลอนอย่างถึงที่สุด ร่างกายของเขาในยามนี้สั่นสะท้านเล็กน้อย ความองอาจและดุดันเช่นนี้ ตัวเขาไม่อาจทาบติด จู่ๆ เขาก็พบว่า ตัวเขาในอดีตนั้นช่างต่ำต้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นพลังฝีมือ ความกล้าหาญ หรือเจตจำนง เมื่อเทียบกับมันแล้ว เขาก็เป็นเพียงเด็กหัดเดินเท่านั้น
หลัวเทียนจ้องมองพฤกษาอัสนี แววตาของเขาเลื่อนลอย ทว่ากลับมีเปลวเพลิงซุกซ่อนอยู่ เขาสำรวจจิตใจของตนเอง สำรวจทุกสิ่งทุกอย่างในตัวตน ถ้อยคำของชายชราดังก้องอยู่ในโสตประสาท เนิ่นนานไม่อาจลบเลือน จิตใจของเขาตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันลึกล้ำ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด หลัวเทียนมองชายชราพลางรีบเอ่ยถามข้อสงสัยในใจ "ลำต้นถูกหักโค่น แต่มันยังมีราก ตราบใดที่ยังมีราก ก็ยังมีโอกาสแตกหน่อ ทว่าหากรากขาดไปแล้วเล่า?"
"ฮ่าๆ ถูกต้อง จิตวิญญาณแห่งพฤกษา รากคือรากฐาน หากรากขาด โอกาสรอดชีวิตก็แทบจะเป็นศูนย์ ทว่าเจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ เหตุใดพฤกษาอัสนีจึงทิ้งกิ่งก้านนับร้อยสายลงสู่พื้นดิน?"
ดวงตาของหลัวเทียนสาดประกาย ลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ใบหน้าแดงก่ำ เขาจ้องมองชายชราเขม็ง ในดวงตาราวกับมีเปลวเพลิงพุ่งออกมา นั่นคือแรงกดดันอันร้อนรนในใจเขา "หรือว่ารากของมันขาดไปแล้ว?"
"ถูกต้อง รากขาดแล้ว ทว่ายังมีลำต้น ยังมีกิ่งใบ พวกมันทิ้งตัวลงมา ฝังลงในผืนดิน แปรเปลี่ยนเป็นรากอีกนับร้อยสาย ตราบใดที่เจตจำนงยังคงอยู่ ตราบใดที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้ กระทั่งเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็อาจเกิดขึ้นได้!"
ชายชราเอนกายพิงรากไม้อย่างเกียจคร้าน จ้องมองพฤกษาอัสนีพลางเอ่ยเรียบๆ
ทว่าถ้อยคำเหล่านี้ เมื่อดังเข้าหูหลัวเทียน กลับก่อเกิดเสียงกัมปนาทราวกับระเบิด สั่นสะเทือนจิตใจจนสีหน้าแปรเปลี่ยน ถ้อยคำแต่ละคำของชายชรานั้นแสนจะธรรมดาสามัญ ทว่าสำหรับหลัวเทียนในยามนี้ กลับเป็นสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ทำให้จิตวิญญาณและหัวใจของเขาสั่นสะท้าน นั่นคือการสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
"หากฟ้าไม่อดกลั้น ก็จงทะลวงฟ้านี้ หากอัสนีไม่อดกลั้น ก็จงกลืนกินอัสนีนี้!"
หลัวเทียนพึมพำ จิตใจที่ปิดตายราวกับถูกเปิดออกเป็นช่องแสง แสงสว่างสาดส่องเข้ามา เปิดกว้างสภาวะจิตใจของเขา
"ดึงดูดสายฟ้า ยิ่งสายฟ้าสะกดข่ม ก็ยิ่งเติบโตเร็วขึ้น เพียงเพื่อเจตจำนงที่ไม่ยอมสยบ!" รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของหลัวเทียน น้ำเสียงของเขาก็ดังขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายของเขาก็เริ่มกล้าแข็งขึ้น
"แม้รากจะขาด ก็ต้องหยั่งกิ่งก้านนับร้อยสายลงมา เพื่อสร้างรากให้มากขึ้น!" น้ำเสียงของหลัวเทียนดังกังวาน เขากำหมัดแน่น กลิ่นอายอันแข็งแกร่งสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่าง เจตจำนงอันไม่ยอมสยบเดือดพล่านอยู่ในห้วงสมองของเขา
"จุดตันเถียนพังทลาย ในสายตาของทุกคนย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทว่ามันเป็นไปไม่ได้จริงๆ หรือ?"
หลัวเทียนแผดเสียงคำรามลั่น กลิ่นอายในร่างของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า เจตจำนงที่ไม่ยอมสยบดังกึกก้องฟ้าดินเฉกเช่นเดียวกับพฤกษาอัสนี กระทั่งหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับมัน
[จบแล้ว]