ตอนพิเศษ (ฟรี)
ตอนพิเศษ (ฟรี)
ช่วงนี้หลินอันอวี่รู้สึกว่าตัวเองกำลังดวงตกอย่างหนัก
ทำไมถึงพูดแบบนี้น่ะหรอ?
ก็เขาเพิ่งจะใช้ความพยายามอย่างหนักจนสอบติดมหาวิทยาลัยในฝัน กลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งหมู่บ้านและครอบครัว ตามหลักแล้ว นี่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของเขาสิ เขาเองก็ทั้งดีใจและตั้งตารอคอยชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่าพอถึงวันเปิดเทอม ตอนที่พ่อแม่ พี่สาว และพี่เขย เสนอตัวจะไปส่งเขาที่เมืองจิงตู เขากลับปฏิเสธเสียงแข็ง
เหตุผลก็คือ เขา หลินอันอวี่ เป็นถึงนักศึกษาเต็มตัวแล้ว แถมยังสอบติดมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงด้วยความสามารถของตัวเองอีกต่างหาก เขาจะจำทางไม่ได้เชียวหรอ?
ต่อให้หลงทาง เขาก็มีปากไว้ถามทางไม่ใช่หรือไง?
อีกอย่าง เขาเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกนะ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่ต้องมีคนคอยตามไปรับไปส่งซะหน่อย ไม่จำเป็นหรอก ไม่ต้องไปส่งจริงๆ เขาดูแลตัวเองได้
หลังจากยืนยันหนักแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดครอบครัวก็ยอมปล่อยให้เขาเดินทางตามลำพัง การเดินทางจากบ้านเกิดไปยังเมืองจิงตูนั้น หากนั่งเครื่องบินจะใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงครึ่ง
ทว่าหลินอันอวี่ให้เหตุผลว่า นี่เป็นการเดินทางไกลตัวคนเดียวครั้งแรก เขาจึงอยากจะนั่งรถไฟเพื่อเปิดประสบการณ์ และถือโอกาสชมทัศนียภาพอันงดงามของประเทศชาติตลอดสองข้างทางไปด้วย ส่วนเรื่องนั่งเครื่องบินน่ะหรอ ตอนไปเที่ยวครั้งก่อนก็นั่งเครื่องบินตลอดทริปแล้วไง ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นตรงไหน
สุดท้ายเขาก็จองตั๋วรถไฟตู้นอน มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพียงลำพัง ก่อนออกเดินทาง นอกจากโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวแล้ว เขาก็ไม่ลืมที่จะหอบหิ้วเสบียงอาหารที่ครอบครัวจัดเตรียมไว้ให้ไปด้วย ทั้งองุ่น สาลี่ แอปเปิล ลูกพีช ลูกพลัม และเชอร์รีจากสวนที่บ้าน เขาก็หยิบติดมือไปนิดหน่อย เอาไว้กินเล่นแก้เบื่อบนรถไฟ
ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ทันทีที่ก้าวขึ้นรถไฟด้วยความตื่นเต้นได้ไม่นาน อาการเมารถไฟก็เล่นงานเขาเข้าอย่างจัง!
โชคดีที่เขาจองตั๋วแบบตู้นอนมา หลินอันอวี่หมดอารมณ์จะเดินทอดน่องสำรวจรถไฟ รีบทิ้งตัวลงนอนราบบนเตียงเพื่อพักผ่อนเอาแรงทันที ด้วยแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ของขบวนรถไฟ เขากลับหลับสนิทได้อย่างน่าประหลาด
พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที เอ๊ะ อาการวิงเวียนหายเป็นปลิดทิ้ง แถมใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้วด้วย
เอาล่ะ ลุกไปล้างหน้าล้างตา หาอะไรกินรองท้องสักหน่อยดีกว่า คงใกล้จะถึงเวลาลงจากรถแล้วล่ะ หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ หลินอันอวี่ก็หยิบแผ่นแป้งทอด ซอสพริกย่างสูตรเด็ดของปู่เก้า และซอสเนื้อสับเห็ดหอมออกมากินอย่างเอร็ดอร่อย
พอกินของคาวเสร็จ เขาก็กะจะหยิบผลไม้มากินล้างปากสักหน่อย
ทว่า... เชี่ยเอ๊ย! ไอ้เวรตะไลที่ไหนมันบังอาจมาขโมยถุงผลไม้ที่เขาอุตส่าห์แบกหลังแอ่นมาจากบ้านไปวะเนี่ย!?
หลินอันอวี่พยายามข่มความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา แล้วหันไปสอบถามผู้โดยสารคนอื่นๆ ในตู้โดยสาร ทว่าทุกคนต่างก็ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน บรรดาผู้โดยสารต่างก็พากันเกลี้ยกล่อมให้เขาปล่อยวาง บอกว่าก็แค่ผลไม้ถุงเดียว หายก็หายไปเถอะ ถือว่าฟาดเคราะห์ไป ดีแค่ไหนแล้วที่ของมีค่าอย่างอื่นไม่หาย
แต่จะให้หลินอันอวี่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ ได้ยังไง! ผลไม้ถุงนั้นอาจจะดูไม่มีราคาค่างวดในสายตาคนอื่น แต่มันคือผลผลิตที่ครอบครัวของเขาปลูกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย แถมเขายังอุตส่าห์หอบหิ้วมันมาตั้งไกล
นับตั้งแต่ผลไม้ของที่บ้านได้รับรางวัลการันตีคุณภาพระดับพรีเมียม ราคาของมันก็พุ่งกระฉูดจนฉุดไม่อยู่ ลำพังแค่ลูกพีชผลเดียวก็ปาเข้าไปสามสิบห้าสิบหยวนแล้ว แถมในถุงนั้นยังมีลูกพีชอยู่ตั้งสามสี่ลูก นี่ยังไม่รวมผลไม้อย่างอื่นอีกนะ ประเมินความเสียหายคร่าวๆ ก็ปาเข้าไปสามถึงห้าร้อยหยวนแล้ว!
ด้วยความเจ็บใจ หลินอันอวี่จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับพนักงานบนรถไฟ แถมยังยืนกรานจะแจ้งความให้ถึงที่สุด ทว่าบนขบวนรถไฟนั้นมีผู้โดยสารพลุกพล่านเดินสวนกันไปมาตลอดเวลา แถมแต่ละคนก็หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ต่อให้มีกล้องวงจรปิด การจะควานหาตัวหัวขโมยก็เปรียบเสมือนงมเข็มในมหาสมุทร
สุดท้ายหลินอันอวี่ก็ทำได้เพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แล้วเดินคอตกกลับมานั่งที่เดิมด้วยความเซ็งสุดขีด
ทว่าความหงุดหงิดงุ่นง่านเหล่านั้นกลับมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
อา... มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ในที่สุดฉัน หลินอันอวี่ ก็มาถึงแล้วโว้ย!!!
หลังจากจัดการเรื่องลงทะเบียนเรียนเสร็จสรรพ หลินอันอวี่ก็แบกสัมภาระมุ่งหน้าไปยังหอพักที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบว่ารูมเมตอีกสามคนเดินทางมาถึงก่อนแล้ว
"อ้าว สมาชิกใหม่มาแล้วหรอ"
"นายมาถึงคนสุดท้าย เตียงที่ว่างอยู่ก็เหลือแค่เตียงตรงประตูนะ โอเคป่าว?" เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางคนหนึ่งเอ่ยทักทาย
"โอเคครับ ไม่มีปัญหา"
"นายชื่ออะไรล่ะ? ฉันชื่อสวี่อวิ้น อายุเป็นอันดับสามของห้อง ส่วนหมอนี่ชื่อหลิวข่าย แก่สุดเป็นพี่ใหญ่ แล้วก็นั่น เฉิงอี้หลง เป็นพี่รอง"
"สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อหลินอันอวี่ มาจากหมู่บ้านชิงสุ่ย ในเขตเมืองอันเฉิงครับ ปีนี้อายุสิบแปด เกิดเดือนสิบปี 2005 ผมเป็นลูกคนสุดท้อง มีพี่สาวสองคน พ่อแม่กับพี่สาวคนรองทำเกษตรอยู่ที่บ้าน ส่วนพี่สาวคนโตกับพี่เขยทำงานอยู่ในตัวอำเภอครับ ผมเรียนคณะฟิสิกส์ เพิ่งมาถึงจิงตูวันนี้เอง นั่งรถไฟมาครับ ตอนนั่งรถไฟมา..."
"เอ่อ... ผมพูดมากไปหรือเปล่าครับ?" หลินอันอวี่ชะงักไปเมื่อเห็นสายตาของทั้งสามคน
รูมเมตทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ไม่เลยๆ อันอวี่ พวกเราอยู่หอเดียวกัน มีอะไรก็คุยกันได้สบายๆ ไม่ต้องเกรงใจหรอก"
"อ้อ จริงด้วย ในเมื่อนายอายุน้อยที่สุด งั้นตั้งแต่วันนี้ไป นายก็คือน้องเล็กของหอเรานะ โอเคไหม?"
"ไม่ต้องห่วงนะ ในฐานะน้องเล็ก พวกพี่ๆ จะคอยดูแลนายเป็นอย่างดีเอง"
"สวัสดีครับพี่ๆ ทุกคน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
"เรื่องเล็กน่า"
"มาๆ เดินทางมาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำก่อนสิ เดี๋ยวพวกพี่ช่วยจัดเตียงให้นะ"
"ขอบคุณมากครับ!"
หลังจากทำความรู้จักและสนิทสนมกันมากขึ้น หลินอันอวี่ก็ออกไปทานข้าวกับรูมเมตทั้งสาม พอทานเสร็จ หลินอันอวี่ตั้งใจจะขอหารค่าอาหาร เพราะรู้ดีว่าทุกคนก็ยังเป็นนักศึกษา ยังแบมือขอเงินพ่อแม่กันอยู่
ทว่ารูมเมตทั้งสามกลับยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าจะไม่ยอมรับเงินของเขา แถมยังบอกอีกว่ามื้อนี้ถือเป็นการเลี้ยงต้อนรับน้องเล็ก หลินอันอวี่ขัดไม่ได้ จึงต้องยอมรับน้ำใจไว้ก่อน และตั้งใจว่าคราวหน้าเขาจะเป็นฝ่ายเลี้ยงคืนบ้าง
ระหว่างทางกลับหอพัก หลังจากซื้อของใช้จำเป็นเสร็จ โทรศัพท์ของหลินอันอวี่ก็ดังขึ้น ปลายสายคือเสี่ยวพั่ง เพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลาย เขาจึงบอกให้รูมเมตทั้งสามขึ้นหอไปก่อน เดี๋ยวเขาขอคุยโทรศัพท์อยู่ข้างล่างสักพักแล้วค่อยตามขึ้นไป รูมเมตทั้งสามจึงรับอาสาหอบหิ้วข้าวของทั้งหมดของเขาขึ้นไปเก็บบนห้องให้
พอคล้อยหลังหลินอันอวี่ พวกเขาก็ปิดประตูห้องแล้วเริ่มเปิดฉากสุมหัวนินทาทันที
"พี่ใหญ่ ฉันว่านะ น้องสี่เนี่ยนิสัยดีใช้ได้เลยนะ เรียนก็เก่ง สอบเกาเข่าวิชาวิทยาศาสตร์ได้คะแนนเกือบเต็มแน่ะ เสียอย่างเดียว ฐานะทางบ้านคงจะลำบากน่าดู"
"ดูเสื้อผ้ากับรองเท้าที่เขาใส่สิ ไม่มีของแบรนด์เนมเลยสักชิ้น"
"แถมเขาบอกเองด้วยนี่ว่าบ้านอยู่ชนบท พ่อแม่ก็ทำนาทำไร่ แถมพี่สาวคนรองก็ยังต้องทำนาอยู่ที่บ้านอีก"
"พระเจ้าช่วย! นี่ยุคสมัยไหนแล้วเนี่ย ยังมีครอบครัวที่บังคับให้ลูกสาวออกจากโรงเรียนมาทำนา เพื่อส่งเสียให้ลูกชายเรียนหนังสืออยู่อีกหรอ"
"นั่นน่ะสิ! ตอนกินข้าว น้องสี่เล่าเรื่องที่โดนขโมยผลไม้บนรถไฟให้ฟังด้วยนะ"
"สำหรับพวกเรา ถุงผลไม้หายก็แค่เรื่องจิ๊บจ้อย จะไปใส่ใจทำไม"
"แต่เพราะความยากจนไง น้องสี่ถึงได้เสียดายผลไม้ถุงนั้นเอามากๆ"
"บางที... เงินที่เขาส่งเสียตัวเองมาเรียน อาจจะมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนที่บ้าน ที่ต้องยอมตากแดดตากฝนเก็บผลไม้ไปเร่ขายทีละบาทสองบาทจนได้เงินก้อนนี้มาก็ได้"
"ถ้าไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ถึงขั้นไปแจ้งความกับตำรวจหรอก แค่ผลไม้ถุงเดียวเอง"
"ใช่ ถ้าบ้านเขามีเงิน เขาคงนั่งเครื่องบินมาแล้วล่ะ สมัยนี้ตั๋วเครื่องบินโปรโมชันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย"
"เอาล่ะๆ เรื่องนี้พวกเราอย่าพูดถึงอีกเลยนะ ถ้าน้องสี่เป็นคนดี มีอะไรที่พวกเราพอจะช่วยได้ ก็ช่วยๆ กันไปเถอะ"
"เขา... คงลำบากมามากจริงๆ"
ในมโนสำนึกของทั้งสามคน ปรากฏภาพหมู่บ้านอันทุรกันดารห่างไกลความเจริญ พ่อหลินและแม่หลินที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา โพกผ้าขาวม้าไว้บนศีรษะ หลังค่อมงุดกำลังแบกจอบขุดดินอย่างเหน็ดเหนื่อย พอหิวก็ล้วงเอาหมั่นโถวแห้งๆ ในกระเป๋าเสื้อออกมาแทะประทังชีวิต พอคอแห้งก็จิบน้ำอุ่นลูบท้อง
แถมยังมีภาพพี่สาวคนรองของหลินอันอวี่ หญิงสาววัยแรกรุ่นที่ถูกลิดรอนโอกาสทางการศึกษา ต้องทนก้มหน้าก้มตาทำนาอยู่ที่บ้านเกิด ใบหน้าซูบผอมหมองคล้ำ มือหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแตก สวมเสื้อคลุมบุฝ้ายลายดอกสีสดใสแบบคนชนบท ถักเปียสองข้าง พอเห็นหน้าใครก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
ในวันที่หลินอันอวี่ต้องจากบ้านมาเรียนต่อ ทุกคนต่างมารวมตัวกันส่งเขาด้วยน้ำตานองหน้า
"ลูกเอ๊ย (น้องเอ๊ย) ไปอยู่เมืองจิงตูแล้ว ก็ตั้งใจเรียนให้ดีๆ นะลูก เอ็งคือความหวังเดียวของครอบครัวเรานะ!"
"ลูกเอ๊ย เอาเงินนี่ไปใช้นะ ถ้าไม่พอเมื่อไหร่ก็บอกแม่ เดี๋ยวแม่จะหาทางส่งไปให้"
"ลูกเอ๊ย รีบๆ เรียนให้จบแล้วเป็นเจ้าคนนายคนนะ ครอบครัวเราฝากความหวังไว้ที่เอ็งคนเดียวนะ"
"..."
ทั้งสามคนสะบัดหัวไล่ภาพมโนสุดรันทดเหล่านั้นออกไป ก่อนจะหันมามองหน้ากันด้วยแววตาจริงจัง
"วางใจเถอะน่า ยังไงซะเขาก็เป็นน้องเล็กของหอเรา พวกเราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด"
"แล้วก็... ต่อไปนี้เวลาพูดจาอะไรก็ระวังๆ หน่อยนะ อย่าเผลอไปพูดจาอวดรวยหรือทำอะไรให้เขาต้องรู้สึกต่ำต้อยล่ะ"
"รับทราบ!"
"..."
หลินอันอวี่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เขาก็แค่ลงไปคุยโทรศัพท์ข้างล่างพักหนึ่ง ระหว่างนั้นบังเอิญมีลมพัดฝุ่นเข้าตา เขาก็เลยขยี้ตาจนตาแดงไปหมด พอเดินกลับขึ้นมา ทำไมรูมเมตทั้งสามคนถึงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ล่ะเนี่ย?
แต่ช่างเถอะ เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมากมาย
ทว่าหลังจากวันนั้น หลินอันอวี่ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า รูมเมตทั้งสามคนคอยดูแลเอาใจใส่เขาผู้เป็น 'น้องเล็ก' อย่างดีเยี่ยมเกินเบอร์ไปมาก เวลามีของกินอร่อยๆ ก็มักจะคะยั้นคะยอให้เขากินด้วยเสมอ เวลาไปเดินห้างแล้วเจอโปรโมชันซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ก็มักจะใจดีโยนเสื้อผ้าหรือกางเกงมาให้เขาฟรีๆ หนึ่งตัว
นอกเหนือจากความโชคดีเรื่องเพื่อนร่วมห้องแล้ว เขายังค้นพบอีกว่า ทันทีที่ช่วงเวลาดวงตกผ่านพ้นไป ความโชคดีก็พุ่งชนเขาอย่างจัง!
ในยุคสังคมไร้เงินสดที่ทุกคนจ่ายเงินผ่านอาลีเพย์หรือวีแชท เขากลับบังเอิญเดินเตะเงินหล่นอยู่ตามข้างทางซะงั้น! แม้จะไม่ใช่เงินก้อนโต แค่ห้าสิบหรือร้อยหยวน แต่ก็เก็บได้บ่อยจนน่าตกใจ แถมซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าประจำที่เขาชอบไปเดิน ก็มักจะมีกิจกรรมลุ้นโชคอยู่บ่อยๆ ซึ่งถ้าเขาร่วมสนุกห้าครั้ง ก็ต้องถูกรางวัลไปซะสามครั้งแล้ว
เวลาไปเดินช้อปปิ้งเสื้อผ้ากับแก๊งรูมเมต เขาก็มักจะตาดีตาไว คว้าเอาเสื้อผ้าดีไซน์สวยๆ แถมยังลดราคาจัดหนักมาครอบครองได้เสมอ แม้กระทั่งตอนที่เขาอยากหางานพิเศษทำ เขาก็ยังส้มหล่นได้งานเป็นติวเตอร์สอนฟิสิกส์ ที่นอกจากจะได้ค่าจ้างงามๆ แล้ว ยังมีสวัสดิการอาหารฟรี เครื่องดื่มฟรี แถมปลายเดือนยังมีโบนัสอัดฉีดให้อีกต่างหาก
เฮอะ! ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยนี่มันช่างมีสีสันและสนุกสุดเหวี่ยงไปเลยว่ะ!
เวลาว่างๆ เขาก็มักจะเข้าไปดูไลฟ์สดของพี่สาวคนรอง แวะไปอ่านบทความในเพจเฟซบุ๊กของโรงเรียนอนุบาลที่พี่สาวคนโตทำงานอยู่ หรือไม่ก็ไปนั่งดูรายการวาไรตี้และมิวสิกวิดีโอของภรรยาเพื่อนสนิทพี่สาวคนรอง
จนกระทั่งใกล้จะจบการศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง หลิวข่าย หนึ่งในแก๊งรูมเมต ก็บังเอิญไปล่วงรู้ความลับว่า 'น้องสี่' ของพวกเขา ก็เป็นแฟนคลับตัวยงของนักร้องสาวจ้าวชิงลี่เหมือนกัน! เขาจึงใช้เส้นสายทางบ้าน แอบไปสอยบัตรคอนเสิร์ตของจ้าวชิงลี่มาได้สี่ใบ กะว่าช่วงปิดเทอมนี้จะชวนเพื่อนๆ ในห้องไปมันส์กันให้สุดเหวี่ยง
ชั่วโมงนี้ จ้าวชิงลี่ได้ก้าวขึ้นแท่นเป็นนักร้องขวัญใจมหาชนระดับประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้วยพลังเสียงอันทรงเสน่ห์และบทเพลงที่ฮิตติดหู ทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการเพลงจีน คอนเสิร์ตของเธอจึงจัดว่าบัตรหายากระดับแรร์ไอเทม เปิดขายเมื่อไหร่เป็นต้อง Sold Out ภายในเสี้ยววินาที
มีข่าวลือหนาหูว่า บัตรราคาถูกสุด 680 หยวน ถูกพวกตั๋วผีเอาไปโก่งราคาขายต่อพุ่งไปถึง 8,000 หยวน! ส่วนบัตรวีไอพีที่นั่งติดขอบเวทีนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีเศรษฐีกระเป๋าหนักยอมควักกระเป๋าจ่ายสูงถึง 480,000 หยวน เพื่อแลกกับตั๋วใบเดียว!
เงินก้อนนี้ ถ้าเอาไปดาวน์บ้านตามต่างจังหวัดได้สบายๆ เลยนะเว้ย!
และในสถานการณ์ที่ตั๋วหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรแบบนี้ หลินอันอวี่กลับมีตั๋วคอนเสิร์ตระดับวีไอพีที่นั่งติดขอบเวทีอยู่ในมือถึงสี่ใบ! ซึ่งแน่นอนว่าตั๋วพวกนี้ เขาได้รับอภินันทนาการมาจากพี่สาวคนรองนั่นเอง ประจวบเหมาะกับที่คอนเสิร์ตของจ้าวชิงลี่จัดขึ้นที่เมืองจิงตู และเขาก็เรียนอยู่ที่นี่พอดี พี่สาวจึงส่งตั๋วมาให้เขาไปดูแก้เครียด
หลินอันอวี่มานั่งทบทวนดู ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา รูมเมตทั้งสามคนดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดีมาตลอด ทุกครั้งที่เขาเสนอตัวจะเลี้ยงข้าวตอบแทน ทุกคนก็มักจะหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงว่าติดธุระบ้าง ไม่ว่างบ้าง
พอเขาซื้อของขวัญไปให้ วันรุ่งขึ้นทุกคนก็จะหาซื้อของที่ราคาแพงกว่ามาให้เขากลับเสมอ ความดีความชอบที่ทุกคนมีให้ เขาแทบจะหาโอกาสตอบแทนไม่ได้เลย
ทันทีที่พี่สาวคนรองบอกว่าจะให้ตั๋วคอนเสิร์ตจ้าวชิงลี่ หลินอันอวี่ก็รู้ทันทีว่า โอกาสตอบแทนบุญคุณมาถึงแล้ว! ในเมื่อเพื่อนๆ ในห้องก็เป็นแฟนคลับของจ้าวชิงลี่กันหลายคน นี่แหละคือโอกาสทองที่จะชวนทุกคนไปสนุกด้วยกัน
ดังนั้น ในคืนหนึ่ง... เมื่อหัวข้อสนทนาในห้องพักวนมาถึงเรื่องคอนเสิร์ตของจ้าวชิงลี่
หลินอันอวี่และรูมเมตอีกสามคนก็ใจตรงกัน ควักตั๋วคอนเสิร์ตออกมาโชว์พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย! สิ่งเดียวที่ต่างกันก็คือ โซนที่นั่งบนตั๋วของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และที่พีกที่สุดคือ ตั๋วที่หลินอันอวี่ถืออยู่นั้น เป็นตั๋ววีไอพีที่นั่งติดขอบเวทีซึ่งหาซื้อยากที่สุด!
รูมเมตทั้งสามเบิกตากว้าง จ้องมองตั๋วในมือหลินอันอวี่ด้วยความช็อก ก่อนที่เครื่องหมายคำถามจะผุดขึ้นเต็มหัว
"?"
และเมื่อได้รู้ความจริงว่า ตั๋วระดับแรร์ไอเทมพวกนี้ เป็นของขวัญจากพี่สาวคนรองที่ทำนาอยู่ที่บ้าน ทุกคนก็ยิ่งอ้าปากค้าง ช็อกซ้ำสอง
"???!!"
สุดท้ายแล้ว แก๊งรูมเมตก็ตัดสินใจใช้ตั๋ววีไอพีสี่ใบของหลินอันอวี่ เพื่อไปดื่มด่ำกับคอนเสิร์ต ส่วนตั๋วใบอื่นๆ ที่เหลือ หลินอันอวี่ก็แนะนำให้พวกเขาเอาไปปล่อยขายต่อให้แฟนคลับคนอื่น
บรรยากาศภายในคอนเสิร์ตนั้นสุดเหวี่ยงและอลังการงานสร้าง ทำเอาหลินอันอวี่และเพื่อนๆ อินจัดจนแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ พลังเสียงสดๆ ของจ้าวชิงลี่ทรงพลังและตราตรึงใจยิ่งกว่าที่เคยฟังในโทรศัพท์หลายสิบเท่า
ทว่าความเซอร์ไพรส์ยังไม่จบแค่นั้น!
หลังจากคอนเสิร์ตจบลง ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวแยกย้ายกันกลับหอพัก รูมเมตทั้งสามก็ต้องช็อกตาตั้งอีกครั้ง เมื่อพบว่าคนที่ขับรถมารับหลินอันอวี่ ก็คือสามีตัวจริงเสียงจริงของไอดอลสาวจ้าวชิงลี่! ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่เคยไปโผล่เล่นเปียโนในมิวสิกวิดีโอของเธอนั่นแหละ!
ทุกคนหน้าเหวอ: "???"
หลังจากยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่พักใหญ่ ภายใต้การเชิญชวนอย่างกระตือรือร้นของหลินอันอวี่ แก๊งรูมเมตก็ต้องจับพลัดจับผลูหอบกระเป๋าขึ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว มุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของหลินอันอวี่อย่างงงๆ!
ซึ่งเครื่องบินลำนี้ จี้ชวนเป็นคนเหมาลำมาเอง คอนเสิร์ตครั้งสำคัญของภรรยาสุดที่รักทั้งที มีหรือที่เขาจะพลาด
หลังจากจบคอนเสิร์ตนี้ จ้าวชิงลี่ตั้งใจจะเคลียร์คิวงานทั้งหมด เพื่อหลบไปพักผ่อนหย่อนใจที่หมู่บ้านชิงสุ่ยสักสามสี่วัน เพราะบรรยากาศและธรรมชาติที่นั่นมันช่วยเยียวยาจิตใจและร่างกายได้ดีเยี่ยมจริงๆ
ในฐานะบอดี้การ์ดส่วนตัว จี้ชวนย่อมต้องรับหน้าที่คุ้มกันภรรยากลับไปพักผ่อนอย่างปลอดภัยอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่น้องชายของหลินอันซูปิดเทอมพอดี เขาจึงเสนอตัวไปรับหลินอันอวี่กลับบ้านพร้อมกันซะเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าไปอีท่าไหน ถึงได้พ่วงเอารูมเมตทั้งสามคนของหลินอันอวี่ติดสอยห้อยตามมาด้วยซะงั้น
ในเวลานี้ อำเภอชิงสุ่ยกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูง ส่วนรถไฟธรรมดานั้นเปิดให้บริการตามปกติแล้ว แต่สำหรับสนามบินนั้นยังไม่มีแผนก่อสร้าง เครื่องบินส่วนตัวจึงต้องร่อนลงจอดที่สนามบินในเมืองอันเฉิง ก่อนที่พวกเขาจะนั่งรถยนต์ต่อไปยังหมู่บ้าน
ตลอดการเดินทาง รูมเมตทั้งสามคนของหลินอันอวี่นั่งกระสับกระส่ายด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เริ่มจากความตื่นเต้น ประหม่า คาดหวัง และท้ายที่สุดก็จบลงด้วยความช็อกตาค้าง!
เอาจริงดิ? บ้านของหลินอันอวี่อยู่ชนบทก็จริง แต่ไม่มีใครบอกพวกเขาสักคำเลยนะ ว่ามันจะเป็นชนบทที่สวยงามราวกับภาพวาดในสรวงสวรรค์แบบนี้!
เอาจริงดิ? พ่อแม่ของหลินอันอวี่เป็นเกษตรกรปลูกผลไม้ก็จริง แต่ไม่มีใครกระซิบบอกเลยนะ ว่าไร่ผลไม้ของครอบครัวนี้จะกินอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลนับร้อยหมู่ แถมยังมีทั้งภูเขาส่วนตัว สระบัว และบ่อเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชอีกต่างหาก!
เอาจริงดิ? พี่สาวคนรองของหลินอันอวี่ ไม่ใช่สาวชาวนาธรรมดาๆ แต่เป็นถึงอดีตมนุษย์เงินเดือนที่ลาออกมาก่อตั้งธุรกิจการเกษตรจนประสบความสำเร็จ! แถมยังเป็นคนริเริ่มปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์เกรดพรีเมียม จนได้รับคำชมเชยจากผู้ว่าราชการมณฑล และมียอดผู้ติดตามในแอปโต่วอินทะลุหลายสิบล้านคน!
เอาจริงดิ? พ่อของหลินอันอวี่เป็นชาวนาก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็พ่วงตำแหน่งจิตรกรมือฉมัง และเป็นถึงปรมาจารย์ด้านงานจักสานไม้ไผ่ที่ได้รับการยกย่องระดับชาติ!
แล้วแม่ของเขาล่ะ... ยิ่งเหนือความคาดหมายเข้าไปใหญ่! ถึงขั้นเนรมิตเรือนกระจกเพื่อเพาะพันธุ์กล้วยไม้สายพันธุ์หายาก! ถ้าให้ประเมินมูลค่ากล้วยไม้ทั้งหมดในเรือนกระจกนั้นคร่าวๆ ก็คงไม่ต่ำกว่าหลักร้อยล้านหยวนแน่ๆ!
แถมไอดอลสาวระดับประเทศอย่างจ้าวชิงลี่ ก็ยังสนิทสนมกลมเกลียวกับ 'น้องสี่' ของพวกเขาเป็นอย่างดี! อยากได้รูปพร้อมลายเซ็นกี่สิบกี่ร้อยใบ ก็แค่เอ่ยปากขอ!
แก๊งรูมเมตทั้งสามได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก อารมณ์เหมือนถูกสิบล้อชนเข้าอย่างจัง: ช็อกจนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วโว้ย!
ตอนแรกพวกเขามโนกันไปเองเป็นตุเป็นตะ ว่า 'น้องสี่' คือคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุดในหอพัก ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อดูแลและปกป้องความรู้สึกของเพื่อนคนนี้อย่างสุดความสามารถ ทว่าความจริงที่กระแทกหน้าพวกเขาในวันนี้ก็คือ...
หมอนี่มันคือทายาทมหาเศรษฐีที่ปลอมตัวมาเป็นคนจนชัดๆ!
ความรู้สึกของทั้งสามคนในตอนนี้สรุปสั้นๆ ได้คำเดียวว่า: ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า... ไอ้ตัวตลกที่แท้จริง ก็คือพวกกูนี่เอง!
แต่ความรู้สึกห่อเหี่ยวปนน้อยใจนั้นก็คงอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะหลังจากตั้งสติได้ พวกเขาก็เริ่มกระโจนออกไปเที่ยวเล่นสำรวจหมู่บ้านชิงสุ่ยด้วยความตื่นตาตื่นใจ
โหย น้องสี่นี่มันโคตรจะน่าอิจฉาเลยว่ะ! บ้านของเขามันช่างสวยงามอลังการงานสร้างอะไรเบอร์นี้! แถมอาหารการกินและผลไม้ในฟาร์มของเขาก็อร่อยเหาะจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเอง!
อร่อยระดับนี้ มิน่าล่ะ ตอนที่ผลไม้หายบนรถไฟ น้องสี่ถึงได้หัวฟัดหัวเหวี่ยงจนต้องไปแจ้งความ ถ้าเป็นพวกเขาโดนขโมยของอร่อยขนาดนี้ ก็คงต้องบุกไปแจ้งความเหมือนกันนั่นแหละ!
หลังจากใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อยู่ที่นี่ได้สามวัน รูมเมตทั้งสามก็แทบจะไม่อยากกลับจิงตูแล้ว ทั้งอากาศบริสุทธิ์ แหล่งน้ำใสสะอาด ทัศนียภาพที่งดงาม และอาหารรสเลิศ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่มันช่างดีต่อกายและดีต่อใจเหลือเกิน
ได้ยินมาว่า มีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมาปลีกวิเวกอยู่ที่นี่พักใหญ่ แล้วจู่ๆ เซลล์มะเร็งก็หายไปอย่างปาฏิหาริย์!
ได้ยินมาว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาพักผ่อนที่นี่แค่ไม่กี่วัน อาการก็ดีขึ้นจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ!
ได้ยินมาว่า เด็กน้อยชื่อสวี่อี้ที่อยู่บ้านตรงข้ามบ้านหลินอันอวี่ เมื่อก่อนเคยมีพัฒนาการช้า แต่พอได้มาคลุกคลีอยู่ที่หมู่บ้านนี้หลายปี ไม่เพียงแต่จะหายเป็นปกติจนเข้าโรงเรียนได้ แต่ยังมีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ขั้นเทพ สอบได้ที่หนึ่งของสายชั้นตลอด แถมยังคว้าเหรียญทองโอลิมปิกคณิตศาสตร์มาครองได้อีกต่างหาก!
ได้ยินมาว่า...
ยิ่งได้ฟังเรื่องราวปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา ทั้งสามคนก็ยิ่งตกหลุมรักที่นี่จนถอนตัวไม่ขึ้น
อา... หมู่บ้านชิงสุ่ย ช่างเป็นดินแดนสวรรค์บนดินขนานแท้
จู่ๆ ก็รู้สึกว่า การได้ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอยู่ที่นี่ ก็เป็นความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้เหมือนกันนะเนี่ย แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้ทั้งสนามบินและสถานีรถไฟความเร็วสูงในอำเภอชิงสุ่ยก็กำลังเร่งก่อสร้างอยู่ รอให้เปิดให้บริการเมื่อไหร่ พวกเขาก็สามารถตีตั๋วบินมาเที่ยวพักผ่อนที่นี่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
การเดินทางมาเยือนหมู่บ้านชิงสุ่ยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เปิดโลกทัศน์ให้พวกเขาสามคนได้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของชนบทที่พัฒนาแล้ว แต่ยังทำให้พวกเขาได้สัมผัสและเข้าใจถึงแก่นแท้ของโครงการ 'ฟื้นฟูชนบท' อย่างลึกซึ้ง พวกเขาประจักษ์แก่สายตาว่า ประเทศชาติกำลังก้าวไปข้างหน้า กำลังพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
และแรงบันดาลใจอันแรงกล้าที่จุดประกายขึ้นในใจของพวกเขาก็คือ ความปรารถนาที่จะเติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์ประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป
แม้หนทางจะยาวไกล แต่หากก้าวเดินต่อไป ย่อมต้องถึงจุดหมาย แม้งานจะยากลำบาก แต่หากลงมือทำ ย่อมต้องประสบความสำเร็จ
สู้เว้ย! เพื่ออนาคตที่สดใส เพื่อประเทศชาติที่งดงาม สู้โว้ย!