- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 429 พรุ่งนี้ออกเดินทาง
ตอนที่ 429 พรุ่งนี้ออกเดินทาง
ตอนที่ 429 พรุ่งนี้ออกเดินทาง
เหล่าสหายกลุ่มอสูร "..."
ลำดับถัดมา สมาชิกของกลุ่มสังหารเซียนก็ขึ้นไปรับการทดสอบ
ผลปรากฏว่า นอกจากเหยียนเหยาและเจียงเกาหย่วนที่เป็นนักปรุงโอสถแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนไม่สามารถทำให้ผลึกสามเหลี่ยมสว่างขึ้นมาได้เลย
ชั่วขณะนั้น ผู้ที่ตกรอบเหล่านั้นต่างก็รู้สึกหดหู่และขุ่นเคืองใจ
เมื่อเวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป ผู้ที่ผ่านการทดสอบมีเพียง:
กลุ่มเทียนมิ่ง: อิ่งฉี, ฝูซาน, เฉียนหงอวิ๋น
กลุ่มอู๋เซี่ยง: อินซือเยี่ยน, มู่เหวิน
กลุ่มสังหารเซียน: เหยียนเหยา, เจียงเกาหย่วน
หน่วยเฟิงเสิน: กงซุนอวิ้น, จานจือหลาน, เจี่ยงจง
กลุ่มฟ่านเทียน: โหยวฮั่วจิง
กลุ่มพิชิตโลกา: สือจ้าน, ซือคงรุ่ยหลิง
สมาชิกกลุ่มอสูรทั้งหมด
รวมทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดคน
เมื่อเห็นว่าสมาชิกกลุ่มอสูรทุกคนล้วนผ่านการทดสอบ คนอื่นๆ ก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
ทว่าผู้อาวุโสไป๋คังหารู้ไม่ว่า ศิษย์ของทวีปกุยหยวนล้วนออกเดินทางฝึกฝนในรูปแบบกลุ่ม ดังนั้น เมื่อเขาเห็นเหล่านักเรียนหันขวับไปมองคนของกลุ่มอสูรอยู่บ่อยครั้ง ภายในใจจึงคิดว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาน่าจะยอดเยี่ยมไม่เบา
ผู้อาวุโสไป๋คังยิ้มพลางกล่าว
"ตอนนี้มีผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน ข้าอยากจะถามสักหน่อยว่า ในยี่สิบเอ็ดคนนี้ ล้วนต้องการติดตามข้าไปยังแดนฉางหมิงเพื่อเข้าร่วมศึกชิงอัจฉริยะภพเบื้องล่างใช่หรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน
หากพวกเขาต้องการจะจากไป นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาต้องทอดทิ้งเพื่อนร่วมกลุ่ม
หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน พวกเขาต่างก็มีความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อกัน ดังนั้นการตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
ตกลงแล้วจะมุ่งหน้าสู่แดนฉางหมิงเพื่ออนาคต หรือจะรั้งอยู่ในทวีปกุยหยวนเพื่อสหายกันแน่?
พวกเขาต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงโหยวฮั่วจิงและกลุ่มอสูรทางฝั่งนี้เท่านั้นที่บรรยากาศค่อนข้างผ่อนคลาย
เพราะโหยวฮั่วจิงอยู่เพียงตัวคนเดียวแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องคิดหนักเรื่องเหล่านี้
ส่วนกลุ่มอสูรทั้งแปดคนล้วนผ่านการทดสอบ พวกเขาสามารถจากไปด้วยกันได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน
ทางฝั่งกลุ่มอู๋เซี่ยง มีเพียงอินซือเยี่ยนและมู่เหวินที่ผ่านการทดสอบ ส่วนเฉียวหรูอีและคนอื่นๆ กลับไม่ผ่าน
เฉียวหรูอีมองอินซือเยี่ยนและมู่เหวินพลางแย้มยิ้ม
"พวกเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงพวกข้า"
"ใช่แล้ว พวกข้าไม่ใช่ว่าขาดพวกเจ้าสองคนไปแล้วจะอยู่ไม่ได้เสียหน่อย? ไม่แน่ว่าในอนาคตวันใดวันหนึ่ง พวกเราอาจจะได้พบกันในแดนฉางหมิงก็ได้"
สหายอีกคนหนึ่งหัวเราะร่วน
ทว่าภายในใจของพวกเขารู้ดีว่า พรสวรรค์ของตนเองนั้นไม่แข็งแกร่งพอ ต่อให้พวกเขาพยายามไปชั่วชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถโบยบินขึ้นสู่ดินแดนระดับกลางได้
ตั้งแต่หมื่นปีก่อนจวบจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่สามารถบรรลุขึ้นสู่ดินแดนระดับกลางในทวีปกุยหยวนได้นั้น สามารถนับนิ้วได้เลย
ไม่ต้องพูดถึงพวกเขาหรอก แม้แต่คณบดีสวี่เจ๋อก็ยังไม่สามารถทะลวงระดับเพื่อเลื่อนขั้นขึ้นไปได้...
"แม้จะรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่พวกข้าก็ไม่อาจขัดขวางอนาคตของพวกเจ้าได้"
ภายในใจของเฉียวหรูอีรู้สึกเศร้าหมอง ทว่ามุมปากของนางกลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม
"พวกเรามาทำสัญญากันเถอะ ห้าปีให้หลัง พวกเจ้ากลับมาที่แดนประจิมผิงเจ๋อ แล้วนำสุราดอกท้อสองไหมาตามนัดที่สถานที่เดิมด้วย"
"หรูอี..."
มู่เหวินขมวดคิ้ว น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
เฉียวหรูอียื่นมือไปตบบ่ามู่เหวิน แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
"ถึงแม้พวกเราจะเป็นกลุ่มเดียวกัน และเคยพูดไว้ว่าจะไม่แยกจากกัน แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็เป็นปัจเจกบุคคลที่แตกต่างกัน พวกข้าก้าวตามจังหวะของพวกเจ้าไม่ทัน พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องหยุดรอพวกข้า หากพวกเจ้าหยุดรอ แล้วภายหน้าต้องใช้ชีวิตอย่างราบเรียบแถมยังมีเรื่องค้างคาใจ นั่นจะทำให้พวกข้ารู้สึกผิดมากนะ"
พูดมาถึงตรงนี้ เฉียวหรูอีก็หันไปมองอินซือเยี่ยนที่เอาแต่เงียบมาตลอด
"พี่เยี่ยน อย่าทำให้พวกข้าต้องรู้สึกผิดเลยนะ"
อินซือเยี่ยนค่อยๆ ช้อนตามองสบตากับนาง สบตากับเหล่าสหาย ภายในใจพลันบังเกิดความรู้สึกสูญเสียบางสิ่งไปอย่างกะทันหัน
"...ตกลง"
"พี่เยี่ยน!"
มู่เหวินหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง
อินซือเยี่ยนหลุบตาลง เขาอยากจะตามหาของวิเศษแห่งฟ้าดินในแดนฉางหมิงที่สามารถยกระดับพรสวรรค์ของพวกนางได้ หากเป็นเช่นนั้น พวกนาง... ก็จะสามารถมาที่แดนฉางหมิงได้เช่นกัน
ความคิดนี้ฝังรากลึกลงไปในหัวใจของเขา แตกหน่อและเติบโตขึ้นอย่างงอกงาม
จนกระทั่งในภายหลังเขา...
โจวฟูยิ้ม
"พี่เยี่ยน พวกข้าจะรอพวกท่านห้าปี ห้าปีให้หลัง พวกข้าจะรอพวกท่านอยู่ที่เดิม พวกท่านต้องนำสุราดอกท้อมาด้วยสองไหนะ"
"ตกลง"
อินซือเยี่ยนเงยหน้าขึ้นและพยักหน้ารับ
แต่มู่เหวินกลับไม่อยากจากไป สีหน้าของเขาตึงเครียด ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย แต่กลับถูกเหล่าสหายทยอยเข้ามาปลอบประโลม
เฉียวหรูอีตบหลังเขาเบาๆ พลางหลุดขำ
"มู่เหวิน อย่าอ่อนไหวไปหน่อยเลย พวกเจ้าไม่ใช่ว่าจะไม่กลับมาเสียหน่อย พวกข้าเองก็จะพยายามฝึกฝน เพื่อตามก้าวเท้าของพวกเจ้าให้ทัน"
"พวกเจ้าพูดน่ะมันง่าย"
มู่เหวินหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความหงุดหงิด
คนในกลุ่มอู๋เซี่ยงบอกลากันและกัน
และฉากเหตุการณ์เช่นนี้ ก็กำลังเกิดขึ้นในหน่วยเฟิงเสิน กลุ่มเทียนมิ่ง และกลุ่มพิชิตโลกาเช่นกัน
ส่วนในกลุ่มสังหารเซียน เหยียนเหยาและเจียงเกาหย่วนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากมายนักกับการต้องแยกจากเพื่อนร่วมกลุ่ม สิ่งที่พวกเขาตื่นเต้นคือการได้ไปยังแดนฉางหมิง ทว่าเปลือกนอก พวกเขาก็ยังคงเสแสร้งทำเป็นอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง
ทางฝั่งกลุ่มอสูร
สายตาของเวินอวี้ชูกวาดผ่านใบหน้าของพวกเขาทั้งหลาย
"หากในพวกเรามีคนไม่ผ่านการทดสอบ พวกเจ้าจะทำอย่างไร?"
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ
จูเก๋อโย่วหลินหัวเราะเบาๆ
"ถ้าข้าไม่ผ่าน พวกเจ้าก็ห้ามไป! ถ้าพวกเจ้าไม่ผ่าน ข้าก็จะไม่ไป!"
"หากพวกเจ้าทอดทิ้งข้า ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำเรื่องอะไรลงไปบ้าง"
เซียวเจ๋อชวนหลุบตาลง ปกปิดความลึกล้ำในแววตา หากพวกเขาเลือกที่จะทิ้งตนเองจริงๆ เขาคงจะ... บ้าคลั่ง จิตใจบิดเบี้ยว และเกิดความเคียดแค้นชิงชังขึ้นมา
เขาก็เป็นคนที่มีจิตใจมืดบอดเช่นนี้แหละ
เจียงเสียนเยวี่ยขมวดคิ้ว
"จะไปก็ต้องไปด้วยกัน"
"มารดาอย่างข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน"
รอยยิ้มบนมุมปากของอวี๋ฉางอิงลึกขึ้น
"มารดาอย่างข้าไม่ได้เป็นคนใจดีหรือใจกว้างขนาดนั้นหรอกนะ หากข้ามารดาไม่ผ่านการทดสอบ พวกเจ้าก็ต้องรั้งอยู่เป็นเพื่อนข้า หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน"
เผยซู่
"ย่อมต้องร่วมเป็นร่วมตายก้าวถอยไปด้วยกัน"
ฉือเยว่
"อืม"
เสิ่นเยียนเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"ต่อให้ไม่มีโอกาสในครั้งนี้ พวกเราก็สามารถอาศัยความพยายามของตนเอง โบยบินขึ้นสู่แดนฉางหมิงได้อยู่ดี มันก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น"
จู่ๆ จูเก๋อโย่วหลินก็อ้าปากเริ่มร้องเพลงด้นสดด้วยน้ำเสียงห้าเสียงไม่ครบ〔2〕
"จะ~ไปก็ต้องไปด้วยกัน จะ~อยู่ก็ต้องอยู่ด้วยกัน จะ~ตายก็ต้องตายด้วยกัน ใครใช้ให้พวกเรา~โรค~จิต~ขนาดนี้เล่า~"
เสียงร้องนี้ช่างเป็นการทรมานอย่างแท้จริง ทนฟังไม่ได้ยิ่งกว่าเสียงหมูถูกเชือดเสียอีก
เนื้อเพลงยิ่งทำให้ผู้คนพูดไม่ออก
พวกเสิ่นเยียน
"..."
ป่วยหรือเปล่าเนี่ย
พวกเขาพูดออกมาประโยคหนึ่งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"หุบปาก!"
จูเก๋อโย่วหลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความมั่นใจที่พุ่งปรี๊ด
"เสียงร้องของนายน้อยอย่างข้า ไม่ไพเราะงั้นหรือ?"
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดอะไร จูเก๋อโย่วหลินก็ยิ้มตาหยีพลางเอ่ย
"ข้าว่า วันข้างหน้าข้าสามารถร้องเพลง แล้วให้อวี้ชูเล่นดนตรีคลอให้ข้าได้นะ"
เมื่อเวินอวี้ชูได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันหมดคำจะพูด
จากนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ได้สิ หนึ่งเพลงหนึ่งหมื่นตำลึงทอง"
"ทำไมเจ้าไม่ไปปล้นเลยล่ะ?"
จูเก๋อโย่วหลินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เวินอวี้ชูเลิกคิ้ว
"เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจำเป็นต้องไปปล้นด้วยหรือ?"
จูเก๋อโย่วหลินถึงกับสะอึก เอ่ยอย่างหดหู่ใจยิ่งนัก
"...มีเงินแล้ววิเศษนักหรือไง"
เสิ่นเยียนหันหน้าไปถามเจียงเสียนเยวี่ย
"มียาพิษที่ทำให้เขาเป็นใบ้ได้หรือไม่?"
เจียงเสียนเยวี่ยยิ้มอย่างเบิกบานใจ
"มีสิ"
"ข้าผิดไปแล้ว!"
จูเก๋อโย่วหลินใจฝ่อลงทันที แววตาดูจริงใจและซื่อสัตย์ พนมมือสองข้างขอความเมตตา
และในเวลานี้เอง ผู้อาวุโสไป๋คังก็ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง
"หากพวกเจ้าตัดสินใจได้แล้ว ก็จงก้าวไปข้างหน้าสามก้าว"
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเสิ่นเยียนก็สบตากันครู่หนึ่ง แล้วก้าวไปข้างหน้าสามก้าวอย่างเด็ดเดี่ยว ส่วนพวกอิ่งฉีและคนอื่นๆ ก็ก้าวไปข้างหน้าสามก้าวเช่นกัน
รวมทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดคน
ผู้อาวุโสไป๋คังเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับ ภายในใจลอบคิดว่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว จำนวนอัจฉริยะจากดินแดนอื่นๆ ในภพเบื้องล่างที่ผ่านการทดสอบยังมีมากกว่า
"พวกเจ้ากลับไปเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ยามเฉินจะออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่แดนฉางหมิง"