- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 428 ศึกชิงอัจฉริยะ
ตอนที่ 428 ศึกชิงอัจฉริยะ
ตอนที่ 428 ศึกชิงอัจฉริยะ
ในตอนนั้นเอง คณบดีสวี่เจ๋อและเหล่าผู้อาวุโสก็ปรากฏตัวขึ้น
นอกจากเหล่าผู้อาวุโสแล้ว ยังมีชายชราอีกสองท่านยืนอยู่ข้างกายคณบดีสวี่เจ๋อ
ชายชราทางซ้ายสวมชุดคลุมยาวสีดำปักลายทอง เส้นผมขาวโพลน ใบหน้าแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม
ส่วนชายชราทางขวาสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน เกล้าผมสวมกวานหยก บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ มือก็คอยลูบเคราที่ขาวไปแล้วครึ่งหนึ่งอยู่เป็นระยะ
ทุกคนบนลานประลองยุทธ์ต่างสังเกตเห็นการมีอยู่ของชายชราทั้งสองท่านนี้ในทันที
มีบางคนจำได้ว่าชายชราในชุดคลุมสีดำปักลายทองผู้นั้นคือใคร นั่นไม่ใช่หนึ่งในสามผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสถาบันจงยวี่ อิ๋งจุน หรอกหรือ?
และยังเป็นท่านปู่ของอิ่งฉีอีกด้วย
เวลานี้ เดิมทีอิ๋งจุนมีสีหน้าเย็นชา ทว่าจู่ๆ เมื่อเขามองเห็นใครบางคน แววตาก็ฉายแววตกตะลึงวาบขึ้นมา แต่เขาก็รีบเก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ผู้คนไม่อาจสังเกตเห็นได้เลย
หลังจากคณบดีสวี่เจ๋อและคณะเดินขึ้นไปบนแท่นสูงแล้ว พวกเสิ่นเยียนก็รีบประสานมือคารวะทันที
คณบดีสวี่เจ๋อพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็สะบัดมือวางค่ายกลอาคมป้องกันการแอบฟังครอบคลุมลานประลองยุทธ์เอาไว้ชั้นหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับเหล่านักเรียนที่ยืนอยู่เบื้องล่างว่า
"เมื่อสองเดือนก่อน ข้าเคยบอกพวกเจ้าไปแล้ว ว่าจะมอบโอกาสให้พวกเจ้าครั้งหนึ่ง พวกเจ้าจะสามารถไขว่คว้ามันไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเองแล้ว"
จากนั้น เขาก็เริ่มแนะนำ
"ท่านนี้คือผู้อาวุโสสูงสุดของสถาบันจงยวี่เรา อิ๋งจุน"
เมื่อได้ยินคำว่า 'อิ๋งจุน' ดวงตาของเสิ่นเยียนก็หรี่ลงเล็กน้อย ภายในใจพลันบังเกิดจิตสังหาร ทว่านางหลุบตาลงต่ำ และไม่ได้แสดงมันออกมา
ก่อนหน้านี้นางได้ไหว้วานให้เฟิงสิงเหยาช่วยสืบข่าวคราวของเสิ่นหวยในตระกูลเฮ่อเหลียน ข่าวที่ได้มาก็คือ: ภายนอกดูเหมือนว่าเสิ่นหวยจะไม่ได้ถูกควบคุม และเขาก็ไม่ได้ถูกรังแกในตระกูลเฮ่อเหลียน
หลังจากได้รับข่าวนี้ นางก็รู้สึกโชคดีที่เสิ่นหวยไม่ได้เป็นอะไร
แต่นางและท่านพ่อก็ยังคงวางใจไม่ลง
แม้ท่านพ่อจะหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว แต่ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็ยังคงไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ เดิมทีเขายังคิดจะเผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์เพื่อฝืนร่างกายขึ้นไปยังแดนฉางหมิง ทว่าถูกนางห้ามเอาไว้เสียก่อน
เป็นเพราะเฟิงสิงเหยาเคยกล่าวไว้ว่า หากเขาเผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์ในระยะเวลาอันสั้นอีกครั้ง ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อรากฐานบำเพ็ญเพียร ทำให้อายุขัยสั้นลง ร่างกายจะทรุดโทรมอย่างหนัก และอาจถึงขั้นล้มหมอนหนอนเสื่อจนลุกไม่ขึ้น
ดังนั้น ด้วยข้อคำนึงเช่นนี้ เสิ่นเยียนจึงได้ขัดขวางการกระทำของท่านพ่อ
ให้เขาพักฟื้นรักษาร่างกายให้ดีเสียก่อน
ท่านพ่อเป็นคนใจร้อน เขาเกรงว่าอาหวยจะเกิดเรื่องอันตราย ดังนั้นเขาจึงพยายามแอบหนีไปอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกนางจับได้คาหนังคาเขา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นเยียนก็ค่อยๆ ช้อนตามองไปยังอิ๋งจุน ชายชราผมขาวบนแท่นสูง
และในเวลานี้ อิ๋งจุนก็กำลังมองมาที่นางเช่นกัน
ใบหน้าของนางและเสิ่นหวยมีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง คล้ายคลึงกันถึงเก้าส่วน ส่วนอีกหนึ่งส่วนคือความแตกต่างที่ทำให้แยกแยะเพศชายและหญิงได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น อิ๋งจุนจะต้องจำได้อย่างแน่นอนว่านางมีความเกี่ยวข้องกับเสิ่นหวย
ตอนนี้เสิ่นเยียนยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับอิ๋งจุนโดยตรงได้ นางทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร เพื่อที่จะหลบเลี่ยงความแหลมคมของเขาไปก่อนชั่วคราว
เสิ่นเยียนแสร้งทำทีเป็นไม่กล้าสบตากับอิ๋งจุน แล้วก้มหน้าลง
สีหน้าของอิ๋งจุนดูมืดมนลง
ส่วนอิ่งฉีสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าท่านปู่ของตนกำลังจ้องมองเสิ่นเยียน เปลือกตาของเขากระตุกเบาๆ ในหัวพลันนึกเชื่อมโยงไปถึงภาพที่เสิ่นเยียนเคยเผยจิตสังหารต่อเขาก่อนหน้านี้...
หรือว่าเสิ่นเยียนมีจิตสังหารต่อตน เป็นเพราะท่านปู่?
สีหน้าของอิ่งฉีเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ภายในใจรู้สึกหนักอึ้งอยู่ไม่น้อย
เมื่อทุกคนได้ยินว่าเป็นผู้อาวุโสสูงสุดอิ๋งจุน ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ต่างพากันโค้งคำนับด้วยความเคารพนบนอบ
"คารวะท่านผู้อาวุโสสูงสุด"
อิ๋งจุนดึงสายตากลับมา แล้วพยักหน้าเบาๆ
เมื่อคณบดีสวี่เจ๋อเห็นเช่นนั้น ก็หันไปมองชายชราที่อยู่ข้างกายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะแนะนำว่า
"ท่านนี้คือผู้อาวุโสไป๋คังจากแดนฉางหมิง และยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งสำนักสือฟางของแดนฉางหมิงอีกด้วย"
แดนฉางหมิง?!
สีหน้าของคนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนไป
คนส่วนใหญ่ล้วนไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่ที่เรียกว่า 'แดนฉางหมิง' นี้มาก่อน และยิ่งไม่เคยได้ยินชื่อ 'สำนักสือฟาง' อะไรนั่นด้วย
เมื่อเห็นพวกเขามีสีหน้ามึนงง คณบดีสวี่เจ๋อก็อธิบายอย่างอดทนว่า
"ในใต้หล้านี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ทวีปกุยหยวนเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่อีกมากมายที่พวกเจ้ายังไม่เคยไปเยือน และตามที่สถานที่อื่นๆ เรียกขานทวีปกุยหยวนของพวกเราก็คือ: ภพเบื้องล่าง ส่วนแดนฉางหมิงจัดอยู่ในดินแดนระดับกลาง ผู้อาวุโสไป๋คังท่านนี้คือผู้ที่สามารถนำทางพวกเจ้าไปยังดินแดนระดับกลางได้ ทว่าโอกาสในครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าทุกคนจะได้รับ ก่อนอื่นต้องผ่านการทดสอบของผู้อาวุโสไป๋คังเสียก่อน"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเหลือเชื่อ
ไปยังดินแดนระดับกลาง!
ทวีปกุยหยวนถือเป็นภพเบื้องล่างงั้นหรือ?!
ในตอนนั้นเอง เมื่อผู้อาวุโสไป๋คังเห็นท่าทางตกตะลึงของพวกเขา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยปากพูด
"คณบดีของพวกเจ้าพูดถูกแล้ว ใต้หล้านี้ไม่ได้มีเพียงแค่มิติเดียว แต่ยังมีสถานที่ที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกนับไม่ถ้วน ทวีปกุยหยวนของพวกเจ้าถือเป็นภพเบื้องล่าง แต่ก็ยังมีดินแดนอีกบางแห่งที่พวกเจ้าไม่เคยรู้จัก ซึ่งก็จัดอยู่ในขอบเขตของภพเบื้องล่างเช่นเดียวกัน"
"เหนือภพเบื้องล่างคือดินแดนระดับกลาง และเหนือดินแดนระดับกลางคือแดนเบื้องบน"
เขายังเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกว่า
"การที่ข้ามาในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นตัวแทนของแดนฉางหมิงในการรับสมัครอัจฉริยะจากทวีปกุยหยวนในภพเบื้องล่าง ไม่จำกัดจำนวนคน ขอเพียงผ่านการทดสอบ ก็จะสามารถเดินทางไปยังแดนฉางหมิง เพื่อเปิดศึกชิงอัจฉริยะกับเหล่าอัจฉริยะจากดินแดนภพเบื้องล่างอื่นๆ ในท้ายที่สุด อัจฉริยะที่ติดอันดับต้นๆ จะมีโอกาสได้เข้าร่วมกับขุมอำนาจชั้นนำในแดนฉางหมิง ส่วนอัจฉริยะที่อันดับรั้งท้าย ก็จะได้รับคำเชิญจากขุมอำนาจขนาดเล็ก หรือไม่ก็สามารถเลือกที่จะเป็นผู้ฝึกตนอิสระได้ด้วยตัวเอง"
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ต้องประลองกับเหล่าอัจฉริยะจากดินแดนอื่นๆ ในภพเบื้องล่างอย่างนั้นหรือ?
นี่นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนัก
ทว่าก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาถึงความอันตรายของมันได้
ดังนั้น จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกลังเลใจ
เสิ่นเยียนสบตากับเหล่าสหาย ก่อนจะช้อนตามองผู้อาวุโสไป๋คัง แล้วเอ่ยถามด้วยความเคารพ
"ผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าเป็นการทดสอบแบบใดหรือเจ้าคะ?"
"การทดสอบนี้ ง่ายดายมาก" ผู้อาวุโสไป๋คังยิ้ม เขายกมือขึ้นหยิบผลึกรูปทรงสามเหลี่ยมออกมาชิ้นหนึ่ง เมื่อเขาปัดมือเบาๆ ผลึกนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นทันที ก่อนจะร่วงลงพื้นและเกิดเสียง 'ตึง' ดังขึ้น
"ใช้มือสัมผัสผลึก ขอเพียงสามารถทำให้มันสว่างขึ้นมาได้ก็พอแล้ว"
เหยียนเหยาสอบถาม
"นี่คือการทดสอบพลังพรสวรรค์หรือเจ้าคะ?"
ผู้อาวุโสไป๋คังสายหน้า
"ไม่ใช่แค่นั้น มันรวบรวมการทดสอบไว้หลายอย่างเลยล่ะ"
ส่วนจะเป็นการทดสอบเรื่องใดบ้างนั้น เขาไม่ได้กล่าวถึง
ผู้อาวุโสไป๋คังกวาดสายตามองไปรอบๆ
"พวกเจ้า ใครจะเริ่มก่อน"
"ข้าก่อนเอง!" โหยวฮั่วจิงมีแววตาเฉียบคมและหนักแน่น เขาก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าผลึกสามเหลี่ยม ก่อนจะยื่นมือออกไปสัมผัสผลึกอย่างไม่ลังเล
ประมาณสามวินาทีต่อมา ผลึกก็สว่างวาบขึ้นมาในทันใด
เมื่อผู้อาวุโสไป๋คังเห็นภาพนี้ ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าผ่านการทดสอบแล้ว"
โหยวฮั่วจิงดึงมือกลับ คิ้วและดวงตายากจะปิดบังความเบิกบานใจ เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกโค้งขึ้น
"คนต่อไป"
"ข้าเอง!" จูเก๋อโย่วหลินยกมือขึ้น
ยังไม่ทันที่เหล่าสหายกลุ่มอสูรจะตั้งตัวทัน เขาก็วิ่งทะยานไปที่หน้าผลึกสามเหลี่ยมราวกับม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน แล้วยื่นมือออกไปสัมผัสกับมัน
ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามา
ไม่นานนัก ผลึกก็สว่างขึ้น
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินเห็นเช่นนั้น บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างมั่นใจ
"เจ้าผ่านแล้ว" ผู้อาวุโสไป๋คังพยักหน้ายิ้มอย่างพึงพอใจ
จูเก๋อโย่วหลินประสานมือคารวะเขา
"ขอบคุณขอรับ!"