เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: ความคิดแบบเด็กๆ (2)

บทที่ 7: ความคิดแบบเด็กๆ (2)

บทที่ 7: ความคิดแบบเด็กๆ (2)


บทที่ 7: ความคิดแบบเด็กๆ (2)

ไม่กี่วันต่อมา ฉันพบว่าตัวเองอยู่กับพี่อดัมและกลุ่มทหารรับจ้าง

ฉันเรียกเขาว่าพี่เพราะเขาอายุมากกว่าฉันสองปี

เราอดทนรอแถวอันยาวเหยียดจนกว่าจะถึงรอบสัมภาษณ์ที่ทางเข้า

“…มนุษย์?”

ไม่นานก็ถึงตาเราแล้ว

สมาชิกทหารรับจ้างที่ดูแลทางเข้าออกมาและโบกมือให้พี่อดัม

ใบหน้าของพวกเขาดูถูกเหยียดหยามเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าเราเป็นมนุษย์

ทว่าพี่อดัมกลับตอบด้วยเสียงที่ดังก้อง

"ใช่ ถูกต้อง"

“…เอาล่ะ ช่างเถอะมันไม่สำคัญหรอก นายผ่าน”

ฉันก็พบหน้ากับผู้สัมภาษณ์โดยไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

ฉันคิดว่าต่อจากนี้อาจจะมีการทดสอบสมรรถภาพทางกายหรือการตรวจสุขภาพ แต่เขาไม่มีความกระตือรือร้นอธิบายให้เราฟังเลย

"ออกไปได้แล้ว ข้างหลังมีพื้นที่ให้นั่งเล่น รออยู่ที่นั่นสักพักแล้วเดี๋ยวเมื่อถึงเวลา เราจะบอกให้รู้ถึงกฎระเบียบและการฝึกอบรมของกลุ่มทหารรับจ้างเอง”

"ไปกันเถอะ"

ฉันเลิกสนใจมนุษย์กิ้งก่าที่เป็นผู้ตรวจสอบและเดินตามหลังพี่อดัมไป

แต่ดูเหมือนว่าพี่อดัมจะรู้ถึงสาเหตุที่เราสามารถเข้ามาอย่างง่ายดายอยู่

“เขาไม่สนใจหรอกว่าเราจะเป็นใครหรือตัวอะไร”

“…”

“เพราะนี่คือสถานที่ที่ตัดสินด้วยปริมาณมากกว่าคุณภาพ เราต้องเสียสละหลายสิบชีวิตเพื่อฆ่าสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง”

เมื่อเข้าใจคำอธิบายแล้ว ฉันก็พยักหน้า

แม้แต่กับคนอย่างฉันที่ไม่รู้อะไรเลย ก็เข้าใจอย่างชัดเจนว่ากลุ่มทหารรับจ้างไม่ค่อยมีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของสมาชิกเลย

“อาหารมีให้วันละสองครั้ง! ตารางการฝึกจะแตกต่างออกไปในแต่ละวัน!”

มันแตกต่างอย่างมากจากชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาสัญญาไว้

ชีวิตในฐานะทหารรับจ้างไม่ได้แตกต่างจากชีวิตในสลัมมากนัก

คนตำแหน่งระดับสูงของกลุ่มทหารรับจ้างอาจมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ ส่วนคนอย่างฉันและพี่อดัมคงได้แค่พอที่จะประทังชีวิตของเราไว้เท่านั้น

คืนที่เหน็บหนาว อาหารน้อยชิ้น ค่าจ้างอันน้อยนิด และการฝึกที่ดูไม่เต็มใจทำของเหล่าผู้ฝึกสอน...

ทว่าทหารรับจ้างระดับล่างยังคงยึดมั่นในความหวังที่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้เป็นคนที่มีตำแหน่งระดับสูง

ทหารรับจ้างอาวุโสที่เข้าร่วมก่อนหน้านี้มักจะเยาะเย้ยพวกคนที่เพิ่งเข้ามา โอ้อวดเรื่องรางวัลที่แท้จริงที่รอพวกเขาอยู่หลังภารกิจ พวกเขาขายฝันว่าเราจะสามารถดื่มและอยู่กับพวกผู้หญิงได้อย่างจุใจ

บางคนอาจรู้สึกขอบคุณที่จะได้รับโอกาสดังกล่าว แต่ฉันรู้สึกว่าแม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิต มันก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มเสียเลย

แน่นอน ฉันไม่สนใจ เพราะฉันเข้าร่วมด้วยความปรารถนาที่จะฆ่าพวกสัตว์ประหลาดเท่านั้น และเหตุผลซับซ้อนอีกอย่างหนึ่ง...

พี่อดัมบอกฉันเสมอว่า “อดทนอีกหน่อยเบิร์ก อย่างที่ฉันบอกไว้สักวันหนึ่ง ฉันจะก่อตั้งกลุ่มทหารรับจ้างของตัวเอง และกลุ่มทหารรับจ้างของฉันจะแตกต่างไปจากนี้มาก”

“…”

ฉันไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด

ตอนนั้นฉันไม่มีที่ว่างในหัวให้คิดอะไรเลย

เวลาสองสามสัปดาห์ผ่านไป

โลกทั้งโลกกังวลเกี่ยวกับจำนวนสัตว์ประหลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หมู่บ้านที่ถูกทำลายและหลายชีวิตที่กำลังจะตายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

มีการจัดตั้งกลุ่มทหารรับจ้างจำนวนมาก และทุกคนก็มีงานมากเกินพอ

ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อในเรื่องราวเกี่ยวกับราชาปีศาจ

แม้ว่าฉันจะพยายามไม่คิดถึงมัน แต่ความกังวลเรื่องชีอันก็เป็นความคิดเดียวที่ยังคงอยู่ในตัวฉัน

เธอเป็นผู้หญิงที่ยามนี้ตัวฉันไม่สามารถไล่ตามหรือเฝ้ารอเธอได้อีกต่อไป

และเมื่อจิตใจของฉันเริ่มสับสนมากขึ้น ฉันก็หันไปฝึกดาบไม้ร่วมกับพี่อดัมตัวต่อตัว

หลังจากผ่านช่วงเวลาอันเคร่งเครียดไปได้ ฉันก็สามารถปลดปล่อยความคิดเกี่ยวกับชีอันได้ชั่วขณะ

บางครั้งการฝึกฝนก็กลายเป็นวิธีการรักษาที่ทรงพลังมากกว่าสิ่งอื่นใด

ความเจ็บปวดในใจฉันบรรเทาลงเล็กน้อย และไหล่ของฉันก็เบาลง

ฉันอยากให้ร่างกายของฉันเหนื่อยล้ามากกว่าจิตใจและหัวใจ

พี่อดัมเคยบอกฉันว่าหากฉันต้องตาย ฉันควรจะตายในฐานะทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียง แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ฉันตายแน่

ถ้าฉันทำผิดระหว่างฝึกซ้อม เขาจะตะโกนและโกรธมาก

“เฮ้ ไอ้โง่นี้! แกจะตายเอาได้นะถ้าทำแบบนั้น!!”

“…”

"อีกครั้ง!"

เขาแสดงความกระตือรือร้นมากกว่าผู้ฝึกสอนของพวกกลุ่มทหารรับจ้าง

พี่อดัมไม่เคยพักผ่อนเลย

เขาฝึกดาบกับฉันครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อรู้ว่าการตำหนิของเขามาจากความเป็นห่วง ฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่เลย

ฉันค่อยๆ ตระหนักว่าผู้คนนั้นสามารถมีน้ำใจให้กันและกันได้

ฉันเริ่มติดการฝึกเหมือนเขา

ในขณะที่ฉันใช้เวลาแบบนั้น พี่อดัมและฉันก็สร้างมิตรภาพกันและกัน แม้ว่าเราจะไม่ต้องการก็ตาม

ถึงจะไม่มีการแลกเปลี่ยนฉันมิตรเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ยังมีความรู้สึกไว้วางใจที่สะสมระหว่างเรา

แม้ว่าจะไม่มีคำพูดใดๆ แต่ก็ยังมีความรู้สึกมั่นใจเมื่อเราอยู่ด้วยกัน

ชีวิตที่สับสนอลหม่านของเราในกลุ่มทหารรับจ้างมีส่วนทำให้เกิดสิ่งนั้น

เนื่องจากความสามารถทางกายภาพของเราด้อยอย่างมากเมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่น เราจึงมักมีปัญหากับใครหลายคนเสมอ

หรือบางทีพอพวกเขาเห็นเราฝึกด้วยกัน จึงรู้สึกรำคาญกระมัง

เพราะเราเป็นมนุษย์ มันเลยดูเหมือนว่าพวกเราเป็นเป้าหมายที่พวกเขาสามารถคุกคามได้ง่าย

“นายบอกว่านายชื่อเบิร์กเหรอ? หน้าแกมันแส่-”

ผัวะ

เราสองคนคอยดูแลกันและกัน

ถ้ามีใครยั่วโมโหฉัน พี่อดัมก็จะก้าวเข้ามาและเริ่มต่อสู้ด้วย

ถ้ามีคนยั่วยุพี่อดัม ฉันจะก้าวเข้าไปและเริ่มต่อสู้ด้วยเช่นกัน

ทั้งพี่อดัมและฉันมาจากสลัม ดังนั้นมันอาจเป็นนิสัยที่ฝังแน่นในร่างกายของเรา

เราต้องดูแลกันให้มากที่สุด

การเพิกเฉยต่อฝ่ายเราเอง มีแต่จะทิ้งเราไว้ตามลำพังในภายหลัง

บางครั้ง ฉันก็แค่อยากระบายความโกรธที่สะสมมา

หากกลุ่มทหารรับจ้างเป็นสถานที่ที่ดีกว่านี้ การกระทำดังกล่าวอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มทหารรับจ้างที่เราเข้าร่วมนั้นวุ่นวายไม่เหมือนใคร ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างสมาชิกจึงถือเป็นวิธีการจัดอันดับหรือแม้แต่รูปแบบหนึ่งของความบันเทิง

พี่อดัมกับฉันจะสู้กับคนที่เข้ามาขวางทางเราเท่านั้น

เราไม่อยากเสียกำลังไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น...เพราะโดยสัญชาตญาณ เรารู้ดีว่าการไม่ลงรอยกันในกลุ่มทหารรับจ้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกับพวกเขาได้

อีกทั้งเรายังไม่สามารถอยู่เฉยได้ เราจึงมีแต่ต้องต่อสู้

เนื่องจากมีมนุษย์ไม่มากนักในกลุ่มทหารรับจ้างขนาดใหญ่นี้ เราจึงได้แต่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ในขณะที่เราใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไป พี่อดัมและฉันก็กำลังเตรียมตัวสำหรับภารกิจแรกของเรา

เราได้รับการฝึกที่ฉันไม่รู้ว่าจะเรียกว่าการฝึกได้ไหม ฉันถือดาบและโล่อยู่ในมือ

เราสวมหมวกหนังบนศีรษะและสวมชุดเกราะหนังที่ฉีกขาดกับเปื้อนเลือดบนร่างกายของเรา

บางทีชุดเกราะเหล่านี้อาจถูกเก็บมาจากศพของใครบางคน

การสวมใส่มันทำให้รู้สึกเหมือนความตายสึกใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม

แต่ความรู้สึกเย็นยะเยือกนั้นมันทำให้ฉันมีความสุขอย่างประหลาด

เพราะมันมาแทนที่ความเจ็บปวดที่ต้องถูกทิ้งชีอันไว้ข้างหลัง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม...

ฉันสงสัยอยู่เสมอว่าเธอจะพูดยังไงถ้าเธอเห็นฉันตอนนี้

ฉันจำวันที่ฉันเห็นสัตว์ประหลาดเป็นครั้งแรกได้

พวกมันดูเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะประหลาดอยู่ตามร่างกาย

กวางสามตา หมาป่าสองหัว สัตว์ประหลาดมีปีก...

…และตรงกลางนั้น มีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ที่ไม่ปรากฏชื่ออยู่

กลุ่มทหารรับจ้างที่เราเข้าร่วมนั้นค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นเราจึงมักจะเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงอยู่เสมอ

ซึ่งหลังจากนั้น คนระดับสูงในกลุ่มทหารรับจ้างจะกล่าวสุนทรพจน์เพื่อสร้างกำลังใจให้กับพวกเราก่อนต่อสู้

“จากนี้ไป พวกแกจะต้องพิสูจน์คุณค่าของแก! เฉพาะผู้ที่รอดชีวิตและสูงขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองได้! ไม่ต้องกังวล พวกแกได้รับการฝึกฝนมาเพียงพอแล้ว!”

ร่างที่อยู่ข้างหลังเรายกดาบขึ้นสูงและพูด

“อย่าลืมสิ่งที่พวกแกถูกสอนมา! มีผู้นำในกลุ่มสัตว์ประหลาดอยู่เสมอ! หากแกจัดการมันก่อน ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องง่ายแล้ว!”

ฉันกับพี่อดัมไม่ได้สนใจคำพูดแบบนั้นจากคนระดับสูงในกลุ่มเลย

เราคุยกันเอง

“เบิร์ก อย่าลืมว่าเราสองคนต้องอยู่ด้วยกัน”

"ผมเข้าใจแล้ว"

“ลืมการฝึกที่เราเรียนรู้ในกลุ่มทหารรับจ้างไปซะ จำไว้เฉพาะการฝึกฝนที่เราทำร่วมกัน”

"ผมรู้แล้ว"

“เชื่อใจฉันเท่านั้น ถ้ามันอันตราย ฉันจะช่วยนายเอง”

แม้จะพูดอย่างมั่นใจ แต่มือของพี่อดัมกลับสั่นเทา

“อย่ากลัวไปสิ”

“เฮ้พวก ฉันแค่ตื่นเต้นมากไปหน่อย ไม่ใช่เพราะฉันกลัว”

จากนั้นผู้บังคับบัญชาของกลุ่มทหารรับจ้างก็ตะโกน

“เทพเจ้าแห่งสงครามไดอัน กำลังเฝ้าดูพวกเราอยู่! สู้มันซะ!!”

พี่อดัมพิสูจน์คำพูดของเขา แม้แต่ในภารกิจแรกของเรา เขาก็แสดงทักษะอันมหาศาลและประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง

เขาโดดเด่นกว่าหัวหน้าหน่วยจู่โจมของกลุ่มทหารรับจ้าง

พี่อดัมเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการตามล่าหัวหน้าฝูงสัตว์ประหลาด

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขามีพรสวรรค์เช่นนี้ได้อย่างไร

เขาส่องแสงเจิดจ้าในการต่อสู้ แสดงให้เห็นพรสวรรค์อันโดดเด่น

แน่นอนว่ารางวัลหลังภารกิจมีมากมาย

เงินที่ไม่เคยได้แตะต้องก็มาอยู่ในมือเรา

แต่พี่อดัมเป็นผู้ชายที่รู้วิธีรักษาคำพูด

ก็อย่างที่เขาบอก เขากำลังเตรียมจัดตั้งกลุ่มทหารรับจ้าง ดังนั้นเขาจึงเก็บรางวัลไว้และงดเว้นจากการใช้มันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารอร่อยๆ หรือผู้หญิง

เขาแบกรับภาระแห่งความตาย ความกดดันทางจิตใจจากการทะเลาะวิวาทระหว่างทหารรับจ้างอยู่เสมอ

แม้ว่าฉันจะไม่สนใจเป็นพิเศษ แต่วันหนึ่งฉันก็ถามเขา

“ทำแบบนี้มันไม่ลำบากไปหน่อยเหรอ?”

ฉันถามเพราะเห็นเขาไม่คิดจะใช้เงินไปเพลิดเพลินกับความบันเทิงใดๆ เลย

“ฉันกำลังอดทนอยู่ตอนนี้ ทั้งหมดเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในอนาคต”

เขายังคงไม่สั่นคลอน ขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเชื่ออันแรงกล้าของเขา เพื่อมุ่งหน้าสู่ความฝันของเขา

ในทางกลับกัน ฉันซื้อและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากินตลอด อย่างน้อยก็เพื่อลืมชีอันที่อยู่ในใจฉันทุกคืน

ฉันเก็บเงินได้ค่อนข้างมาก เพราะฉันไม่ได้ไปกินของอร่อยๆหรือเที่ยวผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม มีหลายครั้งที่ฉันคิดว่าพี่ชายของฉันคนนี้น่าทึ่งมาก

ถ้าฉันมีชีอันอยู่ข้างๆ ฉันคงได้อยู่ร่วมกับเธออย่างสบายใจด้วยเงินที่หามาได้ ฉันคงจะไม่ลังเลที่จะใช้จ่ายเงินพวกนี้เลยสักแดงเดียว

แต่ฉันคิดไม่ออกว่าจะแสวงหาความสุขอื่นเช่นไร เพราะชีอันไม่ได้อยู่เคียงข้างฉันแล้ว…

หกเดือนผ่านไป

เราเริ่มคุ้นเคยกับการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด

ฉันสลัดความกดดันที่ฉันมีระหว่างภารกิจแรกออกไป และตอนนี้ฉันก็เริ่มผ่อนคลายขึ้นมาก แม้อยู่ท่ามกลางการต่อสู้

“เบิร์ก อยากเดิมพันไหม?”

“เดิมพันแบบไหน?”

“ใครสามารถทำคะแนนสังหารได้มากกว่ากัน”

“ตั้งสมาธิก่อนเถอะ”

“งั้นเดิมพันวันนี้อยู่ที่เครื่องดื่ม”

“…เฮ้อ”

“ทำไมนายถึงถอนหายใจอีกครั้ง?”

“…แม้ว่าผมจะชนะ พี่ก็ไม่เห็นจ่ายเงินสักหน่อย”

“วันนี้ฉันจะจ่ายให้เอง!”

เราใช้วิธีพูดคุยหยอกล้อกันแบบสบายๆ เพื่อรับมือกับความกดดันในสนามรบ

เราค่อยๆ คุ้นเคยกับความตายของสหายของเราเป็นครั้งคราว

ไม่สิ แทนที่จะเรียกว่าทำให้คุ้นเคย...เราเพียงกำลังเรียนรู้วิธีรับมือกับมันต่างหาก

การทำความสะอาดศพ การจัดงานศพ และแบ่งปันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาถูก ช่วยบรรเทาความหวาดกลัวไปได้

ในฐานะทหารรับจ้าง ชีวิตของเราก็ไร้ค่าเหมือนกับแมลงวัน

สหายที่เราสนทนาด้วยทุกวันก็หายไปเรื่อยๆ

บ่อยครั้งมันเป็นเรื่องของโชคชะตาที่จะมีชีวิตอยู่หรือตายไป

แน่นอนว่าฉันกับพี่อดัมยังคงมีโอกาสรอดมากกว่าคนอื่นๆ

เรารักษาระยะห่างจากการเที่ยวผู้หญิง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมุ่งเน้นไปที่การฝึกซ้อม

ถึงกระนั้น ความกดดันในการรู้ว่าเราอาจตายได้ถ้าโชคไม่เข้าข้างเราก็ยังอยู่กับเราเสมอ

แต่เราสามารถเอาชนะมันได้

เมื่อได้อยู่กับพี่อดัม ฉันจึงค่อยๆ ได้เสียงหัวเราะกลับคืนมา

“…พี่ ผมคิดว่าพี่จบสิ้นแล้วล่ะ”

“ได้ไง ฉันฆ่าไปห้าตัวแล้วนะ?”

“…หึหึหึ ผมล่าตัวหัวหน้าได้แล้ว”

“เฮ้อ ดูท่าฉันจะเสียเวลามากวาดล้างพวกลูกกระจ๊อกโดยใช่เหตุสินะ”

เมื่อเห็นใบหน้าของเขา ฉันก็ยิ้มน้อยๆ ออกมา

บางครั้งเขาดูโง่เขลา แต่ถึงกระนั้นเขาก็จะยิ้มให้กับทุกสิ่งอยู่เสมอ

พี่อดัมนั้นเป็นคนที่เอาใจใส่มาก

วันหนึ่งเขาถามฉันว่าทำไมฉันถึงเป็นแบบนั้นในสลัม

แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าอันไร้คำตอบของฉัน เขาก็เปลี่ยนเรื่องและบอกขอโทษที่ถามออกไป

หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยถามเรื่องนี้อีกเลย

แต่ฉันรู้ดีว่าเขายังอยากรู้เสมอ

อย่างไรก็ตาม เขาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของเขากับฉันมากกว่าความอยากรู้อยากเห็นของเขาเอง

ยิ่งฉันอยู่กับเขามากเท่าไร ฉันก็ยิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากเท่านั้น

จนถึงจุดหนึ่ง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันจะเชื่อใจเขา

ฉันค่อยๆ รู้สึกสบายใจที่จะตามเขาไป

สองปีผ่านไปในกลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มแรก

ฉันอายุ 19 ปีและเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ความเจ็บปวดที่ชีอันทิ้งไว้ยังคงค้างอยู่ในตัวฉัน แต่มันก็ไม่ท่วมท้นฉันเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

ฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ฉันยังคงคิดถึงเธอ… แต่ในขณะเดียวกัน ตอนนี้ฉันก็เข้าใจการแยกทางของเราสองคนแล้ว

หลังจากยอมรับชะตากรรมที่เราไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้

เช่นเดียวกับที่ฉันได้กล่าวคำอำลากับผู้คนจำนวนมากในกลุ่มทหารรับจ้าง ฉันก็พยายามที่จะคิดจะทิ้งเธอไว้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ การจากลาที่ฉันเคยพานพบ

ทว่าการพลัดพรากจากเมื่อครั้งยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น พอมันมาถึงตอนนี้ มันก็รู้สึกว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

พอฉันมาคิดเรื่องนี้แล้ว เธอเองก็เสียสละตนเองไปเพื่อคนนับล้าน

แล้วทำไมฉันถึงพูดแต่คำที่ทำร้ายเธอกัน?

หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันคงจะ...อวยพรให้เธอ

อวยพรให้…

…แต่ตัวฉันจะยังสามารถอวยพรให้เธอได้อย่างจริงใจได้งั้นเหรอ?

…ในบางครั้ง ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับกลุ่มนักรบที่ชีอันเข้าร่วม

ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้ถูกเรียกว่าชีอันอีกต่อไป แต่เป็นนักบุญหญิง

เธอช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน ปกป้องผู้คนมากมาย และดูเหมือนจะชำระล้างดินแดนที่แปดเปื้อนไปด้วยเวทย์มนตร์

เหมือนว่าชีอันเด็กน้อยขี้แยขี้แยที่ฉันรู้จักหายไปแล้ว

ยิ่งนักบุญหญิงมีชื่อเสียงมากเท่าใด ระยะห่างระหว่างเราก็ยิ่งไกลออกไปเท่านั้น

ฉันพยายามจะไม่คิดถึงมันอีกต่อไป

ฉันตัดสินใจจะถือว่าเวลาที่อยู่กับเธอเป็นเพียงพรจากฟ้า

ฉันถือว่าช่วงเวลาที่เรามีร่วมกันเป็นเพียงความฝันอันแสนหวาน

เธอคือคนที่ทำให้ฉันคิดว่าการเกิดมาในโลกนี้มีความหมาย

บางทีเธออาจคิดเช่นเดียวกันฉันและตัดสินใจว่าจะไม่กลับมาแล้ว

แต่พูดตามตรง…ฉันยังคงสงสัยอยู่

'ชีอันคิดถึงฉันเหมือนกันหรือเปล่า?'

เวลาที่เราอยู่ด้วยกันมีค่าสำหรับเธอไหม? หรือว่ามันจะเป็นเพียงความทรงจำโง่ๆ ที่เธอสามารถลืมและก้าวข้ามมันต่อไปได้?

ตัวตนของฉันยังมีค่าต่อเธอมากแค่ไหน?

เธอจะว่ายังไงถ้าเธอเห็นฉันดำเนินชีวิตต่อไปในฐานะทหารรับจ้าง?

…ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

ชีวิตทหารรับจ้างที่เธอไม่พอใจ บัดนี้กลายเป็นสิ่งที่ฉันคุ้นเคยแล้ว

จบบทที่ บทที่ 7: ความคิดแบบเด็กๆ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว