- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 36 ไพ่ตายของเย่ฝาน
บทที่ 36 ไพ่ตายของเย่ฝาน
บทที่ 36 ไพ่ตายของเย่ฝาน
บทที่ 36 ไพ่ตายของเย่ฝาน
สายลมยามค่ำคืนพัดเย็นยะเยือก แสงจันทร์สาดส่องกระทบกิ่งไม้ที่โดดเดี่ยว
ความมืดมิดเข้าปกคลุมผืนปฐพี ทุกหนแห่งตกอยู่ในความเงียบสงัด
ค่ำคืนนี้ ช่างเหมาะแก่การฆ่าคนเสียจริงๆ
หลิงเซียวยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองดูดวงจันทร์ที่สาดแสงเย็นเยียบอยู่เบื้องบน มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ
"ดังนั้น เจ้ากำลังจะบอกว่า เย่ฝานรู้ว่าข้าอยู่ในระดับหุนไห่ แต่ก็ยังแสดงท่าทีดูแคลนงั้นหรือ?"
"ใช่เจ้าค่ะ คุณชาย เขาบอกว่าคืนนี้... จะลงมือกับคุณชายเจ้าค่ะ"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์เก็บท่าทียั่วยวนบนใบหน้าไปจนหมดสิ้น สีหน้าดูเคร่งเครียดขึ้นมา
เย่ฝานในวันนี้ ทำให้รู้สึกว่าเขาอันตรายเป็นอย่างมาก
แม้ว่านางจะไม่รู้แน่ชัดว่าอดีตคู่หมั้นผู้นี้ ซ่อนความลับอะไรเอาไว้กันแน่
แต่วิธีการที่สามารถสังหารยอดฝีมือระดับหุนไห่ได้นั้น ย่อมต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน
หากเป็นเมื่อก่อน เฟิ่งเจียวเอ๋อร์คงจะต้องรู้สึกหวาดหวั่นและกระวนกระวายใจเป็นแน่
แต่วันนี้ นางได้เห็นกับตาตัวเองว่าหลิงเซียวบีบยอดฝีมือระดับหุนไห่จนตายคามือในหอจุ้ยเซียนอย่างง่ายดาย คิดว่าแค่เย่ฝานคนเดียว คงจะไม่ถูกคุณชายเก็บมาใส่ใจหรอก... มั้งนะ
"เรื่องนี้ เจ้าทำได้ดีมาก นี่คือเสินชี่ระดับต่ำ เป็นสมบัติสืบทอดของสำนักอวี้โส่ว จิตสัมผัสบนนั้นถูกข้าลบออกไปแล้ว เจ้าหยดเลือดแสดงความเป็นเจ้าของได้เลย"
หลิงเซียวหยิบของวิเศษรูปทรงวงแหวนชิ้นหนึ่งส่งให้เฟิ่งเจียวเอ๋อร์อย่างไม่ใส่ใจ
"ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ!!"
ใบหน้าของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์เต็มไปด้วยความยินดี
แม้ว่าของวิเศษระดับเสินชี่จะไม่มีค่าอะไรในสายตาของหลิงเซียว แต่สำหรับบรรดาอัจฉริยะในแดนร้างเหนือเหล่านี้ มันคือโชคลาภวาสนาอันยิ่งใหญ่
"เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ไปหาชิงฉาน ประเดี๋ยวไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ก็อย่าให้นางออกมาเด็ดขาด"
หลิงเซียวโบกมือไล่เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ไป จากนั้นจิตสังหารในดวงตาก็ไม่ถูกปิดบังอีกต่อไป "ผู้อาวุโสอิน"
"ขอรับ คุณชาย"
มิติเกิดการสั่นกระเพื่อม เงาร่างของผู้อาวุโสอินพลันปรากฏขึ้นในห้องทันที
"คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งเย่ฝานเอาไว้ แต่อย่าเพิ่งลงมือกับเขา การที่เขามั่นใจว่าจะสามารถสังหารยอดฝีมือระดับหุนไห่ได้ เกรงว่าคงจะมั่นใจในไพ่ตายที่มีอยู่ในมือมากทีเดียว"
บนใบหน้าของหลิงเซียวไม่ปรากฏความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย กลับดูตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ
ความลับของเย่ฝานยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากเท่าไหร่ เกมนี้ก็ยิ่งน่าสนุกมากขึ้นเท่านั้น
มิเช่นนั้น แค่บุตรแห่งสวรรค์กระจอกๆ คนหนึ่ง ในตอนนี้เขาก็สามารถสะบัดมือสังหารทิ้งได้ง่ายๆ
การได้ค่อยๆ ช่วงชิงโชคชะตามาทีละนิดต่างหาก ถึงจะทำให้เขารู้สึกสะใจ
เส้นทางของตัวร้ายนี้ ช่างทำให้ผู้คนหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียจริงๆ
"คืนนี้คงจะมีละครฉากเด็ดให้ดูแล้วล่ะ"
หลิงเซียวปิดหน้าต่างลง กลับมานั่งที่โต๊ะ แล้วรินสุราใสให้ตัวเองจนเต็มจอก
ภายในห้องค่อยๆ กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงแมลงร้องดังแว่วมาจากในลานบ้านเป็นระยะๆ ถึงจะทำให้ค่ำคืนนี้ดูไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก
ทางด้านนี้ เฟิ่งเจียวเอ๋อร์หลังจากที่ออกจากห้องของหลิงเซียวแล้ว นางก็มุ่งหน้าไปที่ห้องของเย่ชิงฉานทันที
"แม่นางชิงฉาน คุณชายให้ข้ามาหาเจ้าค่ะ"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าประตูห้องของเย่ชิงฉาน สีหน้าไม่มีความต้อยต่ำหรือประจบสอพลอเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว แต่กลับดูหยิ่งยโสโอหังแทน
เดิมทีนางเป็นถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเชียนเม่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดสำนักใหญ่ หากจะว่ากันตามหลักเหตุและผลแล้ว ฐานะของนางในแดนร้างเหนือนั้นสูงส่งกว่าเย่ชิงฉานเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่ระดับการฝึกฝน ก็ยังก้าวเข้าสู่ระดับซิ่งเสินมานานแล้ว
แม้เย่ชิงฉานจะได้รับการยอมรับว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแดนร้างเหนือ แต่ในสายตาของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ มันก็แค่นั้นแหละ
นางก็แค่โชคดีกว่า ที่ได้รับความโปรดปรานจากคุณชาย
แต่ในฐานะผู้หญิง เฟิ่งเจียวเอ๋อร์มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจผู้ชายมากกว่าเย่ชิงฉาน
ช่วงหลายปีมานี้ บรรดาอัจฉริยะในแดนร้างเหนือที่ยอมสยบแทบเท้านางนั้นมีนับไม่ถ้วน
แถมส่วนใหญ่ยังเป็นพวกที่วิ่งเข้ามาหาเองเสียด้วย
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์เชื่อมั่นว่า ขอเพียงนางได้อยู่ข้างกายคุณชาย ไม่ช้าก็เร็วนางก็จะสามารถแย่งชิงตำแหน่งของเย่ชิงฉาน และได้รับความโปรดปรานจากคุณชายแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างแน่นอน
"คุณชายให้เจ้ามางั้นหรือ?"
เย่ชิงฉานขมวดคิ้วเรียว โดยเฉพาะเมื่อเห็นความหยิ่งยโสบนใบหน้าของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ ภายในดวงตาก็มีความมืดมนวาบผ่าน
"คุณชายเรียกเจ้ามาทำอะไร?"
"มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าไง"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ไม่ได้อธิบายอะไรมาก ผลักประตูแล้วเดินเข้าไปทันที
"เจ้า... เมื่อครู่นี้เจ้าไปทำอะไรมา?"
เย่ชิงฉานขมวดคิ้ว น้ำเสียงเริ่มแข็งกร้าวขึ้นมาบ้างแล้ว
"ไปทำธุระให้คุณชายมา"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ปรายตามองเย่ชิงฉานอย่างผู้ชนะ และเป็นไปตามคาด นางเห็นความผิดหวังวาบผ่านดวงตาของอีกฝ่าย
"อ๋อ"
"เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าคุณชายให้ข้าไปทำอะไร?"
"ไปทำอะไรล่ะ?"
"คุณชายไม่ให้บอก"
"เจ้า!!"
เย่ชิงฉานโกรธจัด แต่ก็ไม่กล้าแตกหักกับเฟิ่งเจียวเอ๋อร์
อย่างไรเสียนางก็คงไม่กล้าแอบอ้างชื่อคุณชายมาเพื่อท้าทายนางหรอก
การที่นางทำเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะนางเพิ่งจะทำงานสำคัญบางอย่างให้คุณชายสำเร็จ และได้รับความไว้วางใจจากคุณชายก็เป็นได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จู่ๆ เย่ชิงฉานก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา
แม้ว่าปกติแล้วหลิงเซียวจะชอบพูดคำหวานใส่นางอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยให้นางทำอะไรให้เลยสักอย่าง
กลับเป็นเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ผู้นี้ ที่เพิ่งจะติดตามคุณชายได้ไม่กี่วัน ก็ได้รับความไว้วางใจเสียแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าไม่ช้าก็เร็ว นางคงจะถูกเฟิ่งเจียวเอ๋อร์เขี่ยทิ้งให้พ้นจากข้างกายคุณชายเป็นแน่
ในขณะเดียวกัน
ณ ลานเล็กๆ ของเย่ฝาน
เห็นเพียงแสงสีดำสายแล้วสายเล่าแผ่ซ่านออกมาจากกระท่อมหญ้า ก่อนจะสลายหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
เย่ฝานยืนอยู่ภายในมิติอันมืดมิดและแปลกประหลาดแห่งหนึ่ง สีหน้าดูดุร้ายบิดเบี้ยว
และสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวก็คือ ในเวลานี้ดวงตาของเขากลายเป็นสีดำสนิทไปหมดแล้ว
ไม่มีตาขาว ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เย็นเยียบราวกับปีศาจร้ายที่เดินออกมาจากขุมนรกจิ่วโยว
และที่ปลายสุดของมิติอันแปลกประหลาดนี้ มักจะมีเสียงโซ่เหล็กกระทบกันดังแว่วมาเป็นระยะๆ ชวนให้รู้สึกขนลุกซู่
"เจดีย์แก้วปราบมารแปดทิศ สิ่งที่ถูกสะกดข่มอยู่ภายใน ล้วนเป็นจอมมารที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในเซิ่งโจวทั้งสิ้น ตอนนี้ข้าเปิดได้แค่ชั้นแรกเท่านั้น แต่ถ้าจะจัดการกับยอดฝีมือระดับหุนไห่กระจอกๆ แค่คนเดียว ก็น่าจะเพียงพอแล้ว"
เย่ฝานสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสียงโซ่เหล็กดังมา
"ตึก ตึก ตึก"
ความมืดมิดราวกับไม่มีที่สิ้นสุด มองไปทางไหนก็มีแต่ความดำมืด
จนกระทั่ง...
จู่ๆ ก็มีแสงสีแดงฉานสองจุดสว่างขึ้นแต่ไกล ฝีเท้าของเย่ฝานถึงได้หยุดชะงักลง
"ปีศาจร้าย พวกเราได้พบกันอีกแล้วนะ"
"โฮก!!"
ตรงจุดที่เป็นแสงสีแดงฉานนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้น
ตามมาด้วยเงาร่างสีดำขนาดมหึมาพุ่งทะยานมาจากแดนไกล
ทั่วทั้งมิติพลันบังเกิดพายุคาวเลือดซัดกระหน่ำ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะอยากหนีไปให้พ้นจากสถานที่แห่งนี้
"ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งหนึ่ง หากเจ้าทำได้ ข้าก็จะคืนอิสรภาพให้แก่เจ้า"
ทว่า บนใบหน้าของเย่ฝานกลับไม่ปรากฏความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มุมปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเสียด้วยซ้ำ
"เคร้ง!"
เสียงโซ่เหล็กหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
ท่ามกลางความมืดมิด เงาร่างอันดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวนั้นค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น ที่แท้ก็คือวานรยักษ์ที่ปกคลุมไปด้วยขนสีดำไปทั้งตัว
วานรมารยุคโบราณ เป็นปีศาจร้ายโดยกำเนิด ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากเซิ่งโจวเนิ่นนานแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่า ที่นี่จะมีอยู่ตัวหนึ่ง!
เพียงแต่ในเวลานี้ แขนและขาของมันถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เหล็กเส้นเขื่อง
โซ่เหล็กนั้นหนาเท่ากับตัวคน บนนั้นมีอักขระที่ดูคล้ายกับเปลวไฟไหลเวียนอยู่ แผ่กลิ่นอายอันบ้าคลั่งออกมา
และจุดสีแดงฉานสองจุดนั้น ก็คือดวงตาของวานรมารตนนี้นั่นเอง!
"ข้ารู้ว่าเจ้าฟังภาษาคนรู้เรื่อง สนใจจะมาร่วมมือกับข้าสักครั้งไหมล่ะ?"
เย่ฝานเงยหน้าขึ้น มองดูเงาร่างที่สูงใหญ่กว่าเขาหลายเท่าตัว เจดีย์โบราณสีดำในมือค่อยๆ เปล่งประกายสว่างไสวขึ้นมา
"โฮก!"
ดูเหมือนว่าวานรมารตนนี้จะหวาดกลัวเย่ฝานอยู่บ้าง
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ หวาดกลัวเจดีย์สีดำในมือของเขามากกว่า มันถึงกับก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ข้าจะปลดผนึกให้เจ้าสองชั้น อนุญาตให้จิตวิญญาณของเจ้าออกไปข้างนอกได้ เพื่อช่วยข้าสังหารยอดฝีมือระดับหุนไห่ผู้หนึ่ง แล้วข้าจะคืนอิสรภาพให้แก่เจ้า"
เย่ฝานแค่นเสียงเย็น ในดวงตามีแสงสีดำเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
[จบตอน]