- หน้าแรก
- เมื่อผมเกิดใหม่เป็นเมียแต่งของท่านประธานจอมเจ้าเล่ห์
- บทที่ 21 เด็กสาวบนหลังม้าโคลนหญ้า
บทที่ 21 เด็กสาวบนหลังม้าโคลนหญ้า
บทที่ 21 เด็กสาวบนหลังม้าโคลนหญ้า
ลู่หลินเหอหรี่ตาลงพร้อมกับชี้ไปที่สิ่งมีชีวิตใต้ร่างของเด็กสาว
"นี่มันตัวอะไร?"
"ม้าโคลนหญ้าไง"
"..." ลู่หลินเหอสงสัยว่าเด็กสาวกำลังหาโอกาสด่าเขากลายๆ แต่ก็หาหลักฐานมาจับผิดไม่ได้
เขาถามย้ำอีกครั้ง "ฉันไม่ได้ถามชื่อมัน ฉันถามว่าทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่"
"อ้อ เรื่องนั้นมันยาวน่ะ" อันเมิ่งผายมือออกแล้วเล่าต่อ "ตอนตื่นมาเมื่อเช้า ฉันสังเกตเห็นว่าที่นี่ไม่มีบรรยากาศงานเทศกาลเอาซะเลย ก็เลยสั่งให้ทุกคนไปหาของตกแต่งวันคริสต์มาสมาน่ะสิ"
"แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับไอ้ตัวนี้ล่ะ?"
"งั้นฉันขอถามนายหน่อย สิ่งสำคัญที่สุดของวันคริสต์มาสคืออะไร?"
"ไม่รู้สิ"
"ไอ้ทึ่ม ซานตาคลอสไงเล่า! เวลาที่ซานตาคลอสขี่กวางเรนเดียร์มาส่งของขวัญที่บ้าน นั่นแหละคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในวันคริสต์มาส! ฉันก็เลยสั่งให้พวกเขาไปหากวางเรนเดียร์มาสักตัวไง"
"นี่เธอกำลังจะบอกว่าตัวเองขี่กวางเรนเดียร์อยู่งั้นเหรอ?"
"เปล่า ม้าโคลนหญ้าต่างหากล่ะ" เด็กสาวเอ่ยอย่างจนใจ "ฉันก็อยากขี่กวางเรนเดียร์เหมือนกันแหละ แต่แถวนี้มันหาไม่ได้นี่นา ใกล้ๆ นี้มีแค่ฟาร์มเพาะพันธุ์อัลปาก้า เราก็เลยไปเอาอัลปาก้ามาจากที่นั่นแหละ"
"อ้อ เธอก็รู้นี่ว่ามันเรียกว่าอัลปาก้า"
"ไม่ใช่ ม้าโคลนหญ้าต่างหาก"
"..."
ลู่หลินเหอกับอันเมิ่งเดินออกมาจากดงไม้ พนักงานด้านนอกก็เข้าแถวเรียงกันสองแถวโดยอัตโนมัติ
อันเมิ่งขี่อัลปาก้าเดินผ่านแถวพนักงานไปพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้น "เหล่าเหอ ฉันดูเหมือนแม่ทัพผู้คว้าชัยกลับจากศึกเลยไหมล่ะ?"
"คำว่า 'คว้าชัย' กับ 'กลับจากศึก' ความหมายมันซ้ำซ้อนกันนะ แล้วฉันก็เคยเห็นแต่แม่ทัพขี่ม้า นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นแม่ทัพขี่อัลปาก้า"
"ไม่ใช่อัลปาก้า ม้าโคลนหญ้าต่างหาก"
ลู่หลินเหอมองดูของตกแต่งรอบๆ แล้วพูดขึ้นลอยๆ "ของตกแต่งพวกนี้คงหมดเงินไปไม่ใช่น้อยเลยสินะ"
"ใช่ครับประธานลู่" พ่อบ้านสวินเอ่ย "ค่าของตกแต่งพวกนี้ ค่าเช่าอัลปาก้า แล้วก็ค่าของขวัญวันคริสต์มาสสำหรับพนักงาน..."
"เดี๋ยวนะ ของขวัญอะไร?"
"คุณอันเมิ่งบอกว่าประธานลู่จะแจกสวัสดิการให้ทุกคน ก็เลยให้ทุกคนเขียนของขวัญคริสต์มาสที่อยากได้ลงในกระดาษ แล้วก็สั่งซื้อมาทีเดียวเลยครับ" พ่อบ้านสวินกล่าวเสริม "แต่ก็ไม่มีใครเลือกของแพงๆ หรอกนะครับ ส่วนใหญ่ก็ขอแค่ของชิ้นเล็กๆ อย่างปากกากับสมุดบันทึก แต่เพราะคนเยอะ รวมๆ แล้วก็เลยตกอยู่ที่ห้าหมื่นหยวนครับ"
ห้าหมื่นนี่ไม่ถือว่าเยอะอีกเหรอ!?
ลู่หลินเหอเงียบไปครู่หนึ่ง
อันเมิ่งที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะแอบดีใจ ก็ในเมื่อปกติหมอนี่ขี้งกนัก คราวนี้เธอเลยจัดแจงให้เขาเป็นคน 'ใจป้ำ' ในนามของเขาสะเลย
ต่อให้เป็นคนงกอย่างลู่หลินเหอ แต่ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว เขาก็คงไม่หน้าด้านพอที่จะส่งของทั้งหมดกลับคืนไปหรอกมั้ง
และทุกสิ่งที่เธอทำในวันนี้ ก็เพื่อพยายามทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาของลู่หลินเหอให้ป่นปี้
ในคืนคริสต์มาสอีฟ ภรรยาของลู่หลินเหอติดหนวดแพะสีขาวขนาดยาวเจ็ดนิ้ว สวมชุดซานตาคลอสสีแดงแบบตะวันตก ขี่ม้าโคลนหญ้าควบตะบึง... แค่ได้ยินฉากนี้ก็สะเทือนเลื่อนลั่นพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการมาเห็นด้วยตาตัวเองเลย
ถ้าเป็นเธอล่ะก็ คงทนรับสภาพนี้ไม่ได้ และต้องเป็นฝ่ายขอเสนอฉีกสัญญาเองแน่ๆ
แต่สิ่งที่ลู่หลินเหอทำต่อไปกลับทำให้เธอตั้งรับไม่ทัน
ลู่หลินเหอพยักหน้า ก่อนจะหันมามองอันเมิ่ง "จ่ายมาสิ"
อันเมิ่งถึงกับหน้าเหวอ "หา?"
"เธอเป็นคนสั่งให้คนไปซื้อของพวกนี้ เพราะงั้นเธอต้องเป็นคนจ่าย มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง?"
"ที่นายพูดมันก็มีเหตุผล แต่ฉันไม่มีเงินนี่นา" อันเมิ่งยักไหล่ แสร้งทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์
มุมปากของลู่หลินเหอยกขึ้น เขายื่นมือไปลูบหัวอันเมิ่งเบาๆ "น่าปวดหัวจริงๆ เลยนะ ในเมื่อเธอไม่มีเงิน งั้นก็คงต้องให้พวกเขาส่งของทั้งหมดคืนไปแล้วล่ะ"
"เออ คืนก็คืนสิ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนรับใช้คนหนึ่งก็ลุกลนขึ้นมาทันที "อย่าพูดเล่นสิครับคุณอันเมิ่ง ลำพังแค่เรื่องขอคืนเงินมันก็ยุ่งยากพอแล้ว แต่นี่พวกเราอุตส่าห์ลงแรงขนของพวกนี้มาติดตั้งตั้งมากมาย ถ้าต้องรื้อแล้วส่งคืน วันนี้ทั้งวันพวกเราก็เหนื่อยฟรีน่ะสิครับ!"
"ใช่ครับ ประธานลู่คงแค่พูดเล่นกับคุณแหละ ลองอ้อนเขาดีๆ สิครับ"
"นั่นสิๆ! ฉันไม่อยากให้ตุ๊กตายางซิลิโคนเสมือนจริงของฉันโดนส่งคืนทั้งที่ยังไม่ได้ใช้เลยสักครั้งนะ!"
หา?
เมื่อกี้เหมือนมีอะไรแปลกๆ หลุดเข้ามาปะ?
ที่แท้ของขวัญของนายนี่แหละตัวการผลาญงบ!
อย่างไรก็ตาม คำพูดของบรรดาคนรับใช้ก็ทำให้อันเมิ่งมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา
จริงด้วย เธอเป็นคนสั่งให้ทุกคนวิ่งวุ่นวายยุ่งกันทั้งวัน ถ้าเกิดมาบอกว่าไม่มีเงินแล้วให้ส่งของคืนทั้งหมด เธอก็จะกลายเป็นนางมารร้ายที่หลอกใช้พวกเขาให้เหนื่อยเปล่าน่ะสิ
ถ้าเธอมีเงิน เธอก็อาจจะยอมควักเนื้อจ่ายเอง แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว
พอคิดว่าตัวเองทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาไปทั้งวัน ความรู้สึกผิดก็ตีตื้นขึ้นมาในใจ
อย่างหมดหนทาง เธอหันไปมองลู่หลินเหอ เขย่งปลายเท้าขึ้น แล้วกระซิบที่ข้างหูเขา "นี่ นายจะไม่ยอมจ่ายจริงๆ เหรอ?"
"ฉันไม่ได้เป็นคนซื้อซะหน่อย ทำไมฉันต้องจ่ายด้วยล่ะ?"
"แต่ฉันซื้อในนามของนายนะ!"
"งั้นถ้าฉันไปกินข้าวในนามของเธอ เธอจะต้องเป็นคนจ่ายบิลไหมล่ะ?"
"..." ตรรกะของลู่หลินเหอมันฟังดูขึ้นจนเธอเถียงไม่ออกไปชั่วขณะ
เธอเหลือบมองบรรดาคนรับใช้ที่ยืนทำหน้า 'หมดหนทาง' ก่อนจะเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า "งั้นถือว่าฉันติดหนี้นายไว้ก่อนได้ไหมล่ะ? นายจ่ายไปก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะหาเงินมาคืนให้ทีหลัง!"
ลู่หลินเหอยังคงไม่สะทกสะท้าน
ขณะที่อันเมิ่งกำลังจนปัญญา จู่ๆ เธอก็นึกถึงคำพูดบางอย่างที่ฉีเย่เคยพูดกับเธอขึ้นมาได้
ตอนนั้น พวกเขาเพิ่งจะเรียนจบและเข้าไปฝึกงานที่บริษัทเดียวกัน หลังจากต้องอยู่ทำโอทีจนถึงเที่ยงคืน ทั้งคู่ที่กำลังหิวโซก็ไปนั่งกินข้าวร้านริมทาง หลังจากดวดเบียร์ไปสองสามขวด เธอก็เริ่มบ่นระบาย
"โธ่เว้ย หัวหน้าเฮงซวยนี่มันไม่ใช่คนจริงๆ เอาเปรียบพวกเราได้ทุกวี่ทุกวัน วันนี้ยัยนั่นทำโปรเจกต์พัง แล้วทำไมพวกเราต้องมาตามเช็ดตามล้างให้ด้วยวะ? ถ้าไม่ทำก็ไม่ผ่านโปรอีก ตรรกะวิบัติชะมัด!"
"เฮ้อ เป็นผู้หญิงสมัยนี้นี่สบายจังเลยนะ" ฉีเย่ถอนหายใจ "ต่อให้ทำผิด แค่ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู ทำหน้าตาน่าสงสารหน่อย ก็รอดตัวไปได้แล้ว"
ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู?
อันเมิ่งพยักหน้า "โอเค ในเมื่อเป็นแบบนั้น ก็อย่าหาว่าฉันงัดท่าไม้ตายออกมาใช้ก็แล้วกัน"
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักกึกไปอีกครั้ง
"เป็นอะไรไป? ท่าไม้ตายของเธอยังติดคูลดาวน์อยู่หรือไง?" ลู่หลินเหอเยาะเย้ย
"..." อันเมิ่งถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เดี๋ยวนะ แล้วการทำตัวน่ารักมันต้องทำยังไงล่ะ?
เธอเพิ่งจะกลายมาเป็นผู้หญิงได้แค่ไม่กี่วัน แล้วก็ไม่เคยทำอะไรพรรค์นั้นมาก่อนเลยด้วย!
อันเมิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางนึกย้อนไปถึงนิยายที่เธอเคยอ่าน เวลาที่นางเอกแกล้งทำตัวบอบบาง เธอจะกัดริมฝีปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ แล้วค่อยช้อนตามองพระเอกด้วยนัยน์ตาฉ่ำน้ำ ซึ่งมักจะทำให้พระเอกพ่ายแพ้ต่อความงามของเธอไปอย่างราบคาบ
เมื่อนึกได้ดังนั้น มุมปากของเธอก็ยกขึ้น ความมั่นใจแบบเดิมๆ กลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง
เธอเริ่มจากการหาวออกมาหนึ่งหวอดเพื่อให้น้ำตาคลอเบ้า จากนั้นก็กัดริมฝีปากแล้วดัดเสียงให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู
"ที่... ที่รักคะ เค้าทำผิดไปแล้ว ช่วยเค้าหน่อยไม่ได้เหรอคะ?"
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ลู่หลินเหอก็ขมวดคิ้ว แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
มีปฏิกิริยาแล้ว!
"นี่เธอ... กำลังอ้อนอยู่เหรอ?"
"ใช่ไง แล้วมันทำไมล่ะ?"
ชายหนุ่มอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "วิธีอ้อนของเธอนี่... ดูเหมือน... จะแปลกๆ ไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงคนอื่นเขาสักเท่าไหร่นะ"
อะไรนะ? นี่เขาดูออกเหรอว่าเธอเป็นแค่มือใหม่หัดเป็นผู้หญิงน่ะ?
ใบหน้าสวยหวานของเธอเริ่มเห่อร้อนขึ้นมานิดๆ แต่ก็ยังดึงดันเถียงกลับ "ไร้สาระน่า ผู้หญิงทุกคนก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ พวกเธอชอบกัดริมฝีปากแล้วก็ทำตาปรือๆ ฉ่ำๆ ไง"
"การกัดริมฝีปากมันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก ปัญหามันอยู่ที่..." ลู่หลินเหอเหลือบมองเธอ "คนอื่นเขากัดริมฝีปากล่างกัน แล้วทำไมเธอถึงไปกัดริมฝีปากบนล่ะ?"
"หา?"
อันเมิ่งรีบเปิดกล้องหน้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู เมื่อเห็นสภาพของตัวเองในตอนนี้ คำประเมินเดียวที่หลุดออกมาก็คือ
เอ๋อรับประทาน
ด้วยความอับอายขายขี้หน้า เธอจึงหลุดมาดสาวหวานไปจนหมดสิ้น เธอพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของลู่หลินเหอ แล้วเปลี่ยนมาใช้เสียงห้าวหาญ "เลิกพล่ามได้แล้ว! ตอบมาคำเดียว! ตกลงนายจะจ่ายหรือไม่จ่าย!"
"ก็ได้สิ เงินแค่ห้าหมื่นมันไม่เท่าไหร่หรอก"
"ก็ดีแล้วนี่..."
"แต่ฉันมีข้อแม้นะ"
"หา? ข้อแม้อะไร?"
ริมฝีปากของชายหนุ่มโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม "มาเป็นภรรยาของฉันเพิ่มอีกหนึ่งปีสิ"
"อะไรนะ!? เมื่อก่อนสัญญาหนึ่งปีนายให้ตั้งหนึ่งแสน แล้วตอนนี้แค่ห้าหมื่นนายจะเอาเพิ่มอีกหนึ่งปีงั้นเหรอ? นายปล้นกันชัดๆ!?"
"ใช่"
อันเมิ่งถึงกับหน้าเหวอ 'นักโทษ' อย่างเธออุตส่าห์ดิ้นรนแทบตาย ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ลดโทษ แต่ดันโดนเพิ่มโทษซะงั้น
ไอ้นักธุรกิจหน้าเลือด! นักธุรกิจหน้าเลือดชัดๆ!
เธอปฏิเสธเสียงแข็ง "ไม่มีทาง! สามเดือนพอ!"
"สองปี"
"หกเดือน!"
"สี่ปี"
"หนึ่งปี!"
"ตกลง"
"..."
เมื่อเห็นสีหน้าอึ้งกิมกี่ของเด็กสาว ชายหนุ่มก็อดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาเอ่ยเสริม "ไม่ต้องห่วงหรอก ขอแค่กวันนี้เธอทำตัวดีๆ หน่อย ฉันก็จะยอมลดโทษหนึ่งปีนั้นให้ตามความเหมาะสมก็แล้วกัน"
"หา? แล้วต้องทำตัวดียังไงล่ะ?" เด็กสาวหูผึ่งทันที
"ง่ายนิดเดียว วันนี้ก็แค่ทำตัวเป็นเด็กดีว่าง่ายก็พอ ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทำตัวให้เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ"
เขาแค่อยากจะเห็นว่า ถ้าทำให้อันเมิ่งที่ตอนนี้กลายเป็นคนแก่นแก้วและเจ้าเล่ห์ กลับไปมีท่าทีเรียบร้อยเป็นกุลสตรีเหมือนเมื่อก่อน มันจะเป็นยังไง
"แล้วถ้านายสั่งให้ฉันไปกินขี้ล่ะ?"
"..."
เอาเถอะ ดูเหมือนว่าเธอจะกู่ไม่กลับซะแล้ว