- หน้าแรก
- เมื่อผมเกิดใหม่เป็นเมียแต่งของท่านประธานจอมเจ้าเล่ห์
- บทที่ 13 สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
บทที่ 13 สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
บทที่ 13 สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
"ความจริง... นายก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"
"สิ่งที่ฉันต้องการคือความจริง ไม่ใช่การแสดงละครตบตา"
ลู่หลินเหอนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้โยกในห้องนอน มือข้างหนึ่งเท้าคางเอาไว้
อาจเป็นเพราะการหยอกล้อปลุกปล้ำกันเมื่อครู่นี้ กระดุมคอเสื้อสองเม็ดของเขาจึงหลุดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่ลึกบุ๋มและกล้ามหน้าอกที่ตึงแน่นวับๆ แวมๆ และเมื่อประกอบกับท่านั่งที่ดูสง่างามของเขาแล้ว กลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างคาดไม่ถึง
หมอนี่กำลังเก๊กหล่ออยู่หรือไง?
แต่ว่า... เขาก็ดูหล่อใช้ได้เลยนะ?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ดวงตาของเด็กสาวก็เบิกโพลง
เดี๋ยวก่อน นี่เธอกำลังคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย!
ผู้ชายจะหล่อหรือไม่หล่อมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอสักหน่อย!
"คิดอะไรอยู่? ทำไมไม่พูดล่ะ?"
เด็กสาวดึงสติกลับมาและรีบหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด พลางกระแอมไอเบาๆ "นายรู้ได้ยังไงว่าพวกนั้นเสแสร้ง? เพราะสิ่งที่ซินซีพูดเหรอ?"
"คำพูดของเธอเป็นแค่เรื่องรอง สิ่งสำคัญที่สุดคือคำพูดที่หลุดปากออกมาของแม่ฉันต่างหาก"
"หลุดปาก?"
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ "ตอนนั้นแม่ของฉันพูดว่าอะไร? เธอจำได้ไหมล่ะ?"
"อืม..." เด็กสาวใช้นิ้วชี้แตะคางแล้วเงยหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตจ้องมองเพดานอยู่พักใหญ่
"จำไม่ได้อะ"
"สมองแบบนี้ ยังมีหน้าไปด่าคนอื่นว่าโง่อีกนะ" ลู่หลินเหอส่ายหน้าอย่างจนใจ
"ไสหัวไปเลย!"
"ตอนที่ฉันถามเธอว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แม่ฉันก็รีบแทรกขึ้นมาว่าเป็นเรื่องจริง แถมยังบอกว่าคนรับใช้ทุกคนในคฤหาสน์เป็นพยานได้" ลู่หลินเหอยิ้ม "ฉันพอจะเข้าใจนะถ้าคนรับใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์จะเป็นพยาน แต่ทำไมเธอถึงบอกว่าคนรับใช้ทุกคนในคฤหาสน์ล่ะ?"
"เรื่องนี้หมายความได้อย่างเดียว คือแม่ของฉันไปเตี๊ยมกับคนรับใช้ทุกคนในคฤหาสน์ไว้หมดแล้ว เพื่อให้เธอไม่มีทางดิ้นหลุดได้"
"แต่อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เพราะเธอทำมากเกินไป เธอถึงเผลอหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัวไงล่ะ"
อันเมิ่งถึงกับอึ้งไป ไม่ได้โม้นะ แต่หมอนี่มีไหวพริบในการจับผิดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เก่งชะมัด
"แล้วทำไมเธอถึงไม่อธิบายตอนที่พวกนั้นกำลังใส่ร้ายเธอชัดๆ ล่ะ?" ลู่หลินเหอจ้องมองอันเมิ่งอย่างจับผิด
เด็กสาวอ้าปากค้าง เธอจะไปบอกได้ยังไงล่ะว่าตั้งใจจะปล่อยให้โดนใส่ร้ายเพื่อที่จะได้หย่า แล้วก็รอกินเงินค่าฉีกสัญญาอย่างสบายใจ
ใครจะไปรู้ล่ะว่าสัญญานั่นมันจะมีกลไกค่าปรับซ่อนอยู่ด้วย?
ให้ตายสิ การเล่นสงครามประสาทกับนักธุรกิจหน้าเลือด ท้ายที่สุดก็ต้องจบลงด้วยการเป็นฝ่ายถูกปั่นหัวสินะ
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงอธิบาย "ถ้าฉันพูดไป นายจะเชื่อฉันหรือไง?"
"ถ้าเธอพูด ฉันอาจจะไม่เชื่อ แต่ถ้าเธอไม่พูด ฉันก็คงเชื่อเธอไม่ได้อย่างแน่นอน"
"พูดจาวกไปวนมาแบบนี้ ชาติก่อนนายต้องเคยเป็นนักเล่านิทานแน่ๆ" พูดจบ อันเมิ่งก็เสยผมม้าที่ปรกหน้าผากขึ้น แล้วหันมองไปทางอื่น นัยน์ตาว่างเปล่าราวกับกำลังหวนรำลึกถึงอดีต
"กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กสาวคนหนึ่งแต่งงานเข้าครอบครัวเศรษฐี ถึงแม้การแต่งงานของเธอกับสามีจะเป็นแค่เรื่องหลอกๆ แต่เธอก็รู้สึกซาบซึ้งใจที่เขาให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นเรื่องหลอกๆ เธอก็ตั้งใจว่าจะปฏิบัติต่อพวกเขาประหนึ่งครอบครัวของตัวเองจริงๆ"
"ทว่า เธอไม่คาดคิดเลยว่าตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา เธอจะถูกแม่สามีและน้องสามีกลั่นแกล้งรังแก ไม่เพียงแต่ต้องทำงานบ้านงกๆ ในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนยังต้องคอยปรนนิบัติรับใช้พวกเธอราวกับสาวใช้ แต่ไม่ว่าเด็กสาวจะถูกกระทำย่ำยีแค่ไหน เธอก็ไม่เคยปริปากบอกใคร ได้แต่แอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ ในยามดึกดื่น ด้วยความเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า บางทีตัวเองอาจจะยังทำได้ไม่ดีพอ และตราบใดที่เธอตั้งใจทำงานให้หนักขึ้น พวกเขาก็คงจะอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองได้ในสักวัน"
อันเมิ่งเล่าต่อ "แต่น่าเสียดาย ความอดทนของเด็กสาวไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ปรารถนา กลับทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่ข่มเหงมากยิ่งขึ้น วันหนึ่ง เธอถึงกับโดนวางยาพิษอย่างลึกลับจนต้องเข้าโรงพยาบาล และในวันแรกที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล แม่สามีคนนั้นก็โยนไม้กวาดใส่เธอแล้วสั่งให้ทำงานต่อ นับตั้งแต่วินาทีนั้น เด็กสาวก็ตัดสินใจที่จะเลิกยอมจำนน ต่อให้ต้องถูกไล่ออกจากบ้าน เธอก็จะขอสู้กลับให้ถึงที่สุด!"
น่าแปลกนัก ทั้งที่เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเพียงความทรงจำของอันเมิ่งที่เธอไม่ได้ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง แต่เมื่อเธอพรั่งพรูความทรงจำเหล่านั้นออกมา ความรู้สึกคับแค้นใจและความขมขื่นอันน่าประหลาดกลับตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก จนรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบ
บางทีความคับแค้นใจที่เจ้าของร่างเดิมฝังลึกไว้ในใจ อาจจะกำลังส่งผลกระทบต่อเธออยู่เช่นกัน
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก "เรื่องคร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละ นายเข้าใจ... นี่นายหลับไปได้ยังไงเนี่ย!"
อันเมิ่งหันไปมอง และพบว่าลู่หลินเหอกำลังเท้าคางโดยที่ดวงตาปิดสนิทไปแล้ว
ด้วยความโมโห เธอจึงคว้าหมอนบนเตียงแล้วปาใส่เขาเต็มแรง
หมอนลอยละลิ่วพุ่งตรงไปยังลู่หลินเหอ ทว่าจังหวะที่มันกำลังจะกระแทกเข้าที่หน้า จู่ๆ เขาก็ยื่นมือออกมารับมันไว้ได้อย่างแม่นยำ
"ฉันไม่ได้หลับ ฉันแค่กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ"
"คิดอะไร?"
"ในเมื่อเธอต้องผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมายขนาดนั้น ทำไมเธอถึงไม่เคยบอกฉันเลย?"
ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ? ฉันไม่ใช่อันเมิ่งคนก่อนซะหน่อย
อันเมิ่งบ่นกระปอดกระแปดในใจ แต่แน่นอนว่าเธอไม่สามารถพูดแบบนั้นกับลู่หลินเหอได้ นัยน์ตากลอกกลิ้งไปมาขณะที่เธอแต่งเรื่องเป็นข้ออ้าง
"ก็เพราะต่อให้ฉันพูดไป นายก็ไม่เชื่อฉันหรอก ฝั่งหนึ่งก็ครอบครัวของนาย ส่วนอีกฝั่งก็เป็นแค่ภรรยาหลอกๆ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังรู้เลยว่านายจะเลือกเชื่อใคร"
"อ้อ เธอเองก็รู้ตัวนี่" ลู่หลินเหอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
"ใช่ ฉันรู้" พูดจบ อันเมิ่งก็ชะงักกึก เธอขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างทะแม่งๆ กับคำพูดของลู่หลินเหอ
หลังจากทบทวนอยู่ครึ่งนาที...
"ลู่หลินเหอ นี่แกแอบด่าอ้อมๆ ว่าฉันเป็นคนโง่ใช่ไหมเนี่ย!"
หลังจากได้ฟังความจริง ลู่หลินเหอก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เพียงแต่หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
อันเมิ่งจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำ เตรียมตัวอาบน้ำ
หลังจากกลายมาเป็นผู้หญิง นี่คือกิจกรรมที่เธอโปรดปรานที่สุดในตอนนี้เลยล่ะ
ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้ร่างกายของอันเมิ่งดูเซ็กซี่เร้าใจแถมผิวพรรณยังเรียบเนียนขนาดนี้ล่ะ? ไม่เพียงแต่จะเจริญหูเจริญตา แต่เวลาสัมผัสยังรู้สึกดีสุดๆ ไปเลย ไม่ว่าใครก็ต้องชอบทั้งนั้นแหละ
เธอเพิ่งจะล้างตัวเสร็จ จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างร้อนรน
"คุณหนูคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! รีบออกมาเร็วเข้า!"
อันเมิ่งไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ดผมให้แห้งด้วยซ้ำ เธอรีบเปิดประตูห้องน้ำออกไปทันที
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ประธานลู่เรียกคนรับใช้ทุกคนมารวมตัวกัน แล้วก็ประกาศว่าจะไล่ออกทุกคนเลยค่ะ!"
"อ้อ" อันเมิ่งรู้ดีว่าลู่หลินเหอกำลังทำแบบนี้เพื่อ 'เชือดไก่ให้ลิงดู' โดยใช้การไล่พนักงานออกเพื่อเป็นคำเตือนถึงแม่ของเขา แต่เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเด็ดขาดและเหี้ยมโหดถึงขั้นไล่ทุกคนออกไปจนหมดแบบนี้
"คุณหนูไม่ตกใจเลยเหรอคะ?"
"ตกใจทำไมล่ะ? คนพวกนั้นโดนยายแก่นั่นติดสินบนให้โกหกทั้งนั้น โดนไล่ออกก็สมควรแล้ว" อันเมิ่งมีท่าทีเมินเฉย ถึงแม้เธอจะเป็นคนจิตใจดี แต่เธอก็ไม่ใช่แม่พระหรอกนะ
ซินซีหลุบตาลงต่ำ "คุณหนูคะ ประธานลู่ไม่ได้ไล่ออกแค่คนพวกนั้นนะคะ เขาไล่ออกทุกคนเลยต่างหาก"
"คนพวกนั้นไม่ได้นับเป็นทุกคนหรือไง?" อันเมิ่งกะพริบตา ก่อนจะเริ่มตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง "เดี๋ยวนะ เธอคงไม่ได้โดนไล่ออกไปด้วยหรอกใช่ไหม?"
"โดนค่ะ ประธานลู่บอกว่าเขายังต้องจัดการอบรมคนพวกนั้นต่อ แล้วก็สั่งให้ฉันกลับไปเก็บข้าวของ..."
"ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย! ทำไมจู่ๆ ถึงมาไล่เธอออกโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ล่ะ!"
คราวนี้อันเมิ่งถึงกับทนไม่ไหว เธอเมินคนอื่นได้ แต่สำหรับซินซีนั้นแสนดีขนาดไหนล่ะ? ไม่เพียงแต่จะดูแลเธอเป็นอย่างดี แต่ยังเป็นคนเดียวที่กล้ายืนหยัดพูดปกป้องเธอเมื่อครู่นี้ด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ เธอยังคิดจะหาโอกาสจีบซินซีในอนาคตอยู่เลย ถ้าขืนโดนลู่หลินเหอไล่ออกไปล่ะก็ นั่นมันตัดเส้นทางความรักของเธอชัดๆ
"ลู่หลินเหออยู่ที่ไหน? ฉันจะไปหาเขา!"