เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องเอาตัวเข้าแลก

บทที่ 11 ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องเอาตัวเข้าแลก

บทที่ 11 ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องเอาตัวเข้าแลก


อันเมิ่งหันขวับไปมอง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นทันที

"นายมาทำอะไรที่นี่!?"

คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นลู่หลินเหอ

และรถที่มารับเธอก็ไม่ใช่รถบรรทุกของสดแช่เย็น แต่กลับเป็นรถโรลส์รอยซ์ คัลลิแนน สีดำสุดหรูของลู่หลินเหอต่างหาก

"ไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะกลับตอนห้าโมงเย็นหรือไง? เพราะงั้นการที่ฉันมาอยู่ที่นี่มันก็เป็นเรื่องปกติมาก" ลู่หลินเหอตอบ

"โห เมิ่ง นี่สามีของนายคือลู่หลินเหอหรอกเหรอ!?" ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกัน ฉีเย่ย่อมต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของลู่หลินเหอเป็นอย่างดี เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับสรรพนามที่ผู้ชายคนนั้นใช้เรียกอันเมิ่งเมื่อสักครู่นี้ เขาก็พอจะเดาสถานการณ์ออกแล้ว

อันเมิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ ก็ไอ้หมอนี่แหละ"

และในฐานะเพื่อนสนิทที่สุดของอันเมิ่ง เขาก็ย่อมรู้ดีว่าเธอเคยมีความบาดหมางกับลู่หลินเหอมาก่อน

คู่แค้นแสนรักชัดๆ

บทสนทนาระหว่างอันเมิ่งกับฉีเย่ ย่อมต้องดึงดูดความสนใจของลู่หลินเหอ "แล้วนี่ใครล่ะ?"

อันเมิ่งส่งสายตาปรามเป็นเชิงบอกให้เขาปิดปากให้สนิท

"สวัสดีครับ ประธานลู่ ผมเป็นพี่ชายของอันเมิ่งครับ" ฉีเย่ยื่นมือออกไปทักทาย

"พี่ชาย? พี่ชายแบบไหนล่ะ?"

"พี่ชายแท้ๆ เลยครับ!"

"ฉันจำได้ว่าเธอมีพี่ชายแค่คนเดียวนะ แล้วก็ดูเหมือนจะไม่ใช่นายด้วย"

"เอ่อ... ก็เพราะว่าเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่เกิดจากคนละพ่อคนละแม่ยังไงล่ะครับ!" ฉีเย่พูดจบ ก็หันไปทางอันเมิ่งแล้วยกนิ้วโป้งให้พร้อมรอยยิ้มกว้าง จนเห็นฟันซี่หนึ่งส่องประกายวิบวับ

ทว่าวินาทีต่อมา อันเมิ่งก็กระโดดเตะก้านคอเขาจนปลิวละลิ่วไปพร้อมกับฟันซี่ที่ส่องประกายวิบวับนั้น

"อย่าไปฟังหมอนี่พูดไร้สาระเลย เขาเป็นเพื่อนฉันเอง"

"เพื่อนเธอนี่... เป็นคนตลกดีนะ" ลู่หลินเหอออกความเห็น

"ฮะๆ..." อันเมิ่งฝืนหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะกลอกตาขึ้นฟ้าแล้วเอามือกุมขมับอย่างจนใจ

เธอคิดผิดจริงๆ ไม่ควรไปคาดหวังให้ไอ้หมอนี่พูดจาอะไรที่เป็นสาระเลยสักนิด

อันเมิ่งก้าวไปขวางหน้าลู่หลินเหอ "งั้น เอ่อ นายไม่ได้มารับฉันหรอกเหรอ? งั้นก็รีบๆ ไปกันเถอะ"

เธอขึ้นไปนั่งบนเบาะหลัง ลู่หลินเหอเข้าไปนั่งประจำที่คนขับแล้วสตาร์ทรถ

อันเมิ่งทอดสายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของลู่หลินเหอ ลังเลอยู่นานกว่าจะยอมเอ่ยปากถาม "ไม่ได้ตกลงกับพ่อครัวไว้เหรอว่าจะให้เขามารับฉัน?"

"พ่อครัว? เธอนี่กล้าดีนะที่ออกไปข้างนอกกับคนแปลกหน้า ขอเตือนความจำเธอหน่อยนะ ว่าหัวหน้าพ่อครัวคนที่ทำอาหารในวันที่เธอโดนพิษจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็คือพ่อครัวคนนี้นี่แหละ"

"หา? แล้วทำไมนายถึงยังจ้างเขาไว้อีกล่ะ?"

"เพราะฉันเคยจ้างคนไปสืบเรื่องนี้แล้ว ไม่พบร่องรอยของยาพิษในอาหารเลย ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนทำ การปรักปรำคนผิดรังแต่จะทำให้คนร้ายตัวจริงไหวตัวทันเปล่าๆ"

"อ้อ แล้วนายมารับฉันทำไมล่ะ?"

"ก็ต้องเป็นฉันอยู่แล้วสิ ก็ฉันได้ยินจากพวกคนรับใช้ว่า ภรรยาสุดที่รักของฉันอาละวาดที่บ้านซะยกใหญ่แล้วก็หนีออกมา ฉันก็นึกว่าเธอหนีออกจากบ้านไปแล้วซะอีก ก็เลยต้องมาตามหาด้วยตัวเองสิ" ลู่หลินเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ใดๆ ซึ่งเป็นสีหน้าที่อันเมิ่งเกลียดเข้าไส้ที่สุด

แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะราบเรียบ แต่มันกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของอันเมิ่งไม่น้อย

ตอนนั้นเองที่เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าตอนที่เธอออกมา เธอเหมือนจะมีเรื่องบาดหมางครั้งใหญ่กับคนตระกูลลู่ แถมยังเผลอไปลงไม้ลงมือกับน้องสาวของลู่หลินเหอเข้าให้ด้วย

แย่แล้ว หรือว่าหมอนี่จะมาคิดบัญชีกับเธอเนี่ย?!

ก็แหม เธอเป็นแค่ภรรยาหลอกๆ ส่วนทางนั้นน่ะ แม่กับน้องสาวตัวจริงเสียงจริงของเขาเลยนะ!

ถึงลู่หลินเหอจะยิ้มอยู่ แต่มันกลับทำให้อันเมิ่งเสียวสันหลังวาบ ทว่าหลังจากหวาดกลัวอยู่เพียงครู่เดียว เธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ดูเหมือนว่าตอนนี้ลู่หลินเหอกำลังโกรธอยู่ และนี่ก็ไม่ใช่โอกาสทองที่เธอกำลังรอคอยอยู่หรอกเหรอ?

ดังนั้น เธอจึงเลือกที่จะไม่อธิบายอะไรและนั่งเงียบมาตลอดทาง

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ ทันทีที่เถียนฮุ่ยฟางและลู่อวิ๋นเหลียนเห็นหน้าอันเมิ่ง แววตาของพวกเธอก็วาวโรจน์ไปด้วยความเคียดแค้น แต่พอเห็นลู่หลินเหอเดินตามเข้ามา สีหน้าของพวกเธอก็เปลี่ยนเป็นน้ำตานองหน้าในทันที

"หลินเหอ ลูกต้องจัดการให้พวกเรานะ แม่ก็แค่ขอให้ลูกสะใภ้ช่วยทำธุระให้สองสามอย่าง ใครจะไปคิดว่าหล่อนจะแว้งกัดเอาดื้อๆ อาเหลียนเข้าไปช่วยพูดเกลี้ยกล่อม แต่กลับโดนหล่อนทำร้ายจนแขนเจ็บแบบนี้"

อันเมิ่งเบ้ปาก น่าเสียดายจริงๆ ที่ยายแก่นี่ไม่ได้ไปเอาดีทางด้านการแสดง การแสดงบทบีบน้ำตาคร่ำครวญขนาดนี้ เกือบจะทำให้เธอเผลอเชื่อไปด้วยซะแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภายในใจของเธอกลับไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาอะไรเลยด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ ก็ยิ่งพวกนั้นทำให้เรื่องมันดูเลวร้ายใหญ่โตมากเท่าไหร่ โอกาสที่เธอจะได้ไปให้พ้นๆ จากที่นี่ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ลู่หลินเหอหันไปมองอันเมิ่ง "เรื่องจริงหรือเปล่า เมิ่งเมิ่ง?"

ก่อนที่อันเมิ่งจะทันได้ตอบ เถียนฮุ่ยฟางก็รีบแทรกขึ้นมาทันที "จริงสิลูก แล้วลูกสะใภ้คนนี้ก็เอาแต่กลั่นแกล้งคนอื่นตลอดเวลาที่ลูกไม่อยู่เลยนะ คนรับใช้ในคฤหาสน์ทุกคนเป็นพยานให้แม่ได้ ลูกไปถามใครดูก็ได้ถ้าไม่เชื่อ"

สิ้นคำพูดของเธอ บรรดาคนรับใช้ที่ยืนอยู่บริเวณนั้นต่างก็พยักหน้ารับกันอย่างพร้อมเพรียง

ชิ เล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์กันจริงๆ นะพวกนี้

ถ้าแผนการใส่ร้ายป้ายสีนี้เอาไปใช้กับภรรยาตัวจริง คงทำให้เธออึ้งจนพูดไม่ออก ได้แต่ทนดูตัวเองถูกใส่ความ แต่สำหรับอันเมิ่ง เธอมีความคิดอยู่แค่เรื่องเดียว

ดูจากทักษะการแสดงที่ยายแก่งัดออกมาใช้ คงอีกไม่นานเธอก็จะโดนไล่ออกแล้วล่ะ!

เธอทำงานมาก็หลายที่ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยแฮะ ที่หวังอยากจะโดนไล่ออกใจจะขาด

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกทำลายบรรยากาศขึ้นมา

"ไม่จริงนะคะ! คุณผู้หญิงถูกใส่ร้ายค่ะ!"

อันเมิ่งหันไปมอง แล้วก็พบว่าเป็นซินซีที่ก้าวออกมายืนยันความบริสุทธิ์ให้เธอ

ฮือๆๆ พี่สาวซินซี เธอช่างพึ่งพาได้จริงๆ!

ถึงแม้อันเมิ่งจะไม่แคร์เรื่องข่าวลือและการใส่ร้ายป้ายสี แต่การที่มีคนยอมออกหน้าปกป้องเธอในเวลาแบบนี้ มันก็ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาลึกๆ เหมือนกัน

แต่ความจริงแล้ว เธอไม่อยากให้ซินซีออกมาพูดแก้ต่างให้เธอเลย ก็ถ้าอธิบายความจริงทุกอย่างจนกระจ่างแจ้ง เธอจะโดนไล่ออกได้ยังไงล่ะ

เถียนฮุ่ยฟางตกใจเล็กน้อย แต่ก็รีบดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว "ซินซี ฉันรู้นะว่าเธอสนิทกับอันเมิ่งมาก แต่ถ้าเธอกล้าพูดจาพล่อยๆ เพื่อเข้าข้างหล่อนล่ะก็ เธอควรจะคิดให้ดีๆ นะถึงอนาคตของตัวเอง"

สีหน้าของซินซีเปลี่ยนไป คำขู่ของเถียนฮุ่ยฟางทำให้เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมที่จะอธิบายต่อไป

"พอเถอะซินซี ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว" อันเมิ่งรีบห้ามเธอไว้ แล้วหันไปพูดกับลู่หลินเหอ "คุณนายพูดถูกแล้วล่ะค่ะ ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง อย่าไปโทษซินซีเลย ฉันเป็นคนสอนให้เธอพูดแบบนั้นเอง เธอไม่มีทางเลือกหรอกค่ะ"

ยังไงซะ เธอก็อยากจะไปจากที่นี่อยู่แล้ว จะให้ลากซินซีเข้ามาซวยไปด้วยได้ยังไง?

"คุณผู้หญิง..."

สีหน้าของลู่หลินเหอมืดครึ้มลงเล็กน้อย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เข้าใจล่ะ อันเมิ่ง ตามฉันมา"

พูดจบ เขาก็เดินนำเข้าไปในห้อง

พอลู่หลินเหอเดินคล้อยหลังไป ลู่อวิ๋นเหลียนที่เมื่อกี้ยังทำหน้าตาน่าสงสารอยู่ ก็รีบเอามือป้องปากหัวเราะคิกคักทันที พอสังเกตเห็นว่าอันเมิ่งกำลังมองอยู่ เธอก็หดคอลงก่อนจะส่งสายตายั่วยุกลับไป

นังโง่เอ๊ย เตรียมตัวรับกรรมของแกได้เลย!

เธอคาดหวังว่าจะได้เห็นอันเมิ่งมีท่าทีตื่นตระหนก แต่ใบหน้าของเด็กสาวกลับไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็นเลย หนำซ้ำ เธอยังฉีกยิ้มกว้าง โบกมือให้ทุกคนราวกับนักรบผู้กำชัยชนะที่กลับมาท่ามกลางฝูงชนที่รอต้อนรับ

ภาพที่เห็นทำเอาผู้หญิงตระกูลลู่ทั้งสามถึงกับอึ้งกิมกี่ พวกเธอมองหน้ากันด้วยความสับสนมึนงง

"นั่นหล่อนแกล้งทำเพื่ออะไรกัน??"

เมื่อเข้ามาในห้อง ลู่หลินเหอก็นั่งลง ความเย็นชาบนใบหน้าของเขาราวกับจะแช่แข็งอากาศรอบตัวได้

"เธอไม่คิดจะอธิบายอะไรหน่อยเหรอ?"

แย่แล้ว หมอนี่โกรธจริงจังแฮะ...

อันเมิ่งกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เชิดหน้าขึ้นแล้วเถียงกลับ "ใช่! ฉันเป็นคนมีเรื่องกับยายแก่นั่นเอง แล้วจะทำไม? ถ้านายไม่พอใจ ก็หย่ากันไปเลยสิ!"

"หย่างั้นเหรอ?" ลู่หลินเหอแค่นหัวเราะเบาๆ "คงจะไม่ได้หรอกนะ ฉันหมดเงินไปตั้งเยอะเพื่อแต่งงานกับเธอ"

"งั้น... นายก็จะไม่เอาเรื่องฉันเหรอ?" อันเมิ่งถามด้วยความตกใจ เธอคิดในใจว่า ลู่หลินเหอนี่มันจะงกเกินไปแล้วมั้ง ถึงขนาดยอมทนเรื่องแบบนี้ได้เพียงเพราะเห็นแก่เงินเนี่ยนะ?

ลู่หลินเหอยิ้ม "ฉันแค่บอกว่าจะไม่หย่า ไม่ได้บอกว่าจะไม่เอาเรื่องเธอสักหน่อย"

"ถ้าไม่หย่า แล้วนายจะเอาเรื่องฉันยังไงล่ะ?"

"ดูเหมือนว่าวันนั้นเธอจะยังไม่ได้อ่านสัญญาให้ละเอียดสินะ" รอยยิ้มขบขันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลู่หลินเหอ เขาเปิดลิ้นชักแล้วโยนสัญญากลับไปให้อันเมิ่ง "มาตราที่ยี่สิบสี่"

อันเมิ่งพลิกหน้ากระดาษไปสองสามหน้า เมื่อเห็นมาตราที่ยี่สิบสี่ ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง ริมฝีปากเล็กๆ อ้าค้าง

"[ในระหว่างระยะเวลาตามสัญญา ทั้งฝ่าย ก และฝ่าย ข ต้องรักษาภาพลักษณ์ของคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวต่อหน้าครอบครัวของฝ่าย ก หากมีการละเมิดข้อตกลง อีกฝ่ายสามารถเรียกเก็บค่าปรับจากฝ่ายที่ละเมิดสัญญาได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยต้องไม่เกิน 4% ของจำนวนเงินในสัญญา]"

"เข้าใจหรือยัง? นั่นหมายความว่าฉันสามารถเรียกเก็บค่าปรับจากเธอได้สูงสุดถึงหนึ่งหมื่นหยวน"

"เงินอีกแล้วเหรอ? ทำไมประธานบริษัทถึงได้ทำตัวเหมือนขอทานแบบนี้นะ?" อันเมิ่ง แม่หนูน้อย นี่เมื่อก่อนเธอเป็นถึงเพลเยอร์ Lee Sin หญิงอันดับท็อปเซิร์ฟเวอร์ระดับประเทศเชียวนะ ทำไมถึงได้มาลงเอยแต่งงานกับนักธุรกิจหน้าเลือดแบบนี้ได้ล่ะเนี่ย!

"ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร เราเปลี่ยนเป็นบทลงโทษแบบอื่นแทนก็ได้" ลู่หลินเหอเหลือบมองเธอ แววตาของเขาแฝงความหมายบางอย่างเอาไว้

ไม่รู้ทำไม จู่ๆ อันเมิ่งก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือด้วยความประหม่า

"บท... บทลงโทษแบบไหนล่ะ?"

"เธอคิดว่าไงล่ะ?" ลู่หลินเหอลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อสูทออก มือข้างหนึ่งพาดมันไว้บนไม้แขวนเสื้อ ส่วนมืออีกข้างก็กระตุกเนกไทบนเสื้อเชิ้ตสีขาวของตัวเองให้คลายออก

"นอกจากตัวเธอแล้ว เธอมีอะไรที่มีค่าอีกบ้างล่ะ?"

รูม่านตาของเด็กสาวหดเกร็งอย่างรุนแรง

พระเจ้าช่วย นี่หมอนี่คิดจะให้เธอเอาตัวเข้าแลกเพื่อจ่ายค่าปรับงั้นเหรอ!?

ในสัญญานั่นไม่น่าจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการขายตัวหรอกมั้ง!

ไม่สิ เดี๋ยวก่อน หมอนี่มีทั้งเงินทั้งอำนาจ ต่อให้เขาละเมิดสัญญา เธอก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี

ตั้งแต่ต้น เกมนี้มันก็ถูกกำหนดมาแล้วว่ามันเป็นเกมที่ไม่ยุติธรรม

อันเมิ่งขมิบ 'ประตูหลัง' แน่น เธอรีบเอามือกุมก้นแล้วถอยกรูดไปด้านหลัง

แต่ไม่นาน เธอก็ไม่มีทางให้ถอยอีกต่อไป

ลู่หลินเหอก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ มองกดต่ำลงมาจากเบื้องบน เขายิ้ม "พร้อมหรือยัง?"

"ฉัน... ฉันขอเตือนนายนะ อย่าทำอะไรบ้าๆ ไม่งั้นฉันจะ... ว้าย!"

ยังไม่ทันที่เธอจะขู่จบ ลู่หลินเหอก็รวบตัวเธออุ้มพาดบ่าในรวดเดียว

"กรี๊ด! ลู่หลินเหอ ฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่!"

เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากในห้อง ผู้หญิงตระกูลลู่ทั้งสามคนที่อยู่หน้าประตูก็มองหน้ากันและยิ้มอย่างรู้กัน

"รุกฆาต!"

จบบทที่ บทที่ 11 ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องเอาตัวเข้าแลก

คัดลอกลิงก์แล้ว