- หน้าแรก
- วิถีเซียนจ้าวอสูร เมื่อระบบเปลี่ยนสัตว์ป่าเป็นสัตว์เทวะบรรพกาล
- ตอนที่ 431 ดินแดนเลี้ยงศพเก้าหยิน!
ตอนที่ 431 ดินแดนเลี้ยงศพเก้าหยิน!
ตอนที่ 431 ดินแดนเลี้ยงศพเก้าหยิน!
กลุ่มหมอกนั้นบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปร่างไปมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายสภาพเป็นรูปลักษณ์ของกู้หย่วนในที่สุด
กู้หย่วนจ้องมองร่างแยกตรงหน้า สำรวจดูเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
ด้านร่างแยกก็พยักหน้าตอบรับร่างหลักเช่นกัน จากนั้นจึงควบคุมลำแสงเหาะเหินพุ่งทะยานจากไป
กู้หย่วนมองแผ่นหลังของร่างแยกที่ค่อยๆ ห่างออกไป นัยน์ตาแฝงความหมายลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
เมื่อเทียบกับร่างแยกในอดีต ร่างแยกที่ควบแน่นขึ้นจากวิชาเทวะเคล็ดจันทราสะท้อนวารีในตอนนี้นับว่าร้ายกาจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พลังฝึกปรือเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของร่างหลัก ส่วนในด้านพละกำลังนั้น ก็ยังสามารถใช้วิชาเทวะต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นอสนีบาตเทวะโกลาหล วิชาเร้นเทวะไร้ช่องว่าง กลืนนภากลืนปฐพีหรือวิชากระบี่
แน่นอนว่า...
วิชากระบี่ยังพอทำเนา แต่สำหรับวิชาเทวะอื่นๆ เมื่อถูกใช้ออกด้วยร่างแยก อานุภาพย่อมต้องอ่อนด้อยลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงกระนั้น ความแข็งแกร่งของร่างแยกนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานทั่วไปแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้เป็นเค้าโครงมหาวิชาเทวะระดับสูงที่ถูกลดทอนพลังลง มันก็ยังคงเป็นถึงเค้าโครงมหาวิชาเทวะระดับสูงอยู่ดี อานุภาพของมันยังไม่ใช่สิ่งที่วิชาเทวะทั่วไปจะเทียบเคียงได้
นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากล่าวถึงก็คือ ตอนนี้ร่างแยกของเขาไม่ได้จำกัดเวลาคงอยู่เพียงแค่หนึ่งชั่วยามเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
ในปัจจุบัน แม้ว่าเมล็ดพันธุ์วิชาเทวะเคล็ดจันทราสะท้อนวารีจะยังอยู่ในระหว่างการลอกคราบวิวัฒนาการ ทว่าร่างแยกของกู้หย่วนกลับสามารถคงอยู่ได้นานถึงสี่ห้าวันเต็มๆ เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ด้วยเหตุนี้ กู้หย่วนจึงมีผู้ช่วยที่ทั้งน่าเชื่อถือและมีฝีมือแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
แม้ว่ากู้หย่วนจะมีสัตว์วิญญาณอย่างผีเสื้อกระบี่หยกมรกตเสี่ยวชิง และพญางูเขมือบสวรรค์ต้าจุ่ย ซึ่งก็น่าเชื่อถือไม่แพ้กัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังพึ่งพาได้ไม่เท่ากับร่างแยกของตนเองอยู่ดี
...
หลังจากนี้ ร่างแยกจะเป็นผู้ไปจัดการกับพวกปิศาจและสิ่งชั่วร้ายที่ออกอาละวาด ส่วนตัวกู้หย่วนนั้นจะเดินทางไปยังถ้ำพำนักโบราณแห่งนั้นเพียงลำพัง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา กู้หย่วนกดประกายกระบี่ให้ร่อนลงจอดบริเวณกึ่งกลางของภูเขาขนาดใหญ่ที่ดูรกร้างแห่งหนึ่ง
ห่างจากจุดที่กู้หย่วนยืนอยู่ไม่ไกลนัก มีถ้ำอันมืดมิดแห่งหนึ่ง ความสูงของปากถ้ำราวๆ หนึ่งคนยืน ภายในมืดสนิทและแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบอันน่าขนลุกออกมา ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวซุกซ่อนอยู่ ซ้ำยังมีละอองหมอกสีเทาลอยจางๆ ออกมาจากในถ้ำเป็นระยะๆ
"ปราณหยิน ปราณมรณะ ปราณวิญญาณแค้น ปราณศพ ปราณพิฆาต ปราณมาร... ให้ตายเถอะ มีของอัปมงคลครบสูตรเลยนะเนี่ย..."
ทว่าเมื่อกู้หย่วนพิจารณาดูอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง เขากลับต้องขมวดคิ้วลง
หากเขามองไม่ผิด สิ่งที่ลอยคลุ้งออกมาจากถ้ำเหล่านี้ล้วนเป็นปราณอันมืดมิดและอัปมงคลทั้งสิ้น
สิ่งนี้ทำให้กู้หย่วนเกิดความระแวดระวังขึ้นมาในใจ
อันที่จริง สิ่งที่เรียกว่า ปราณหยิน ปราณมรณะ ปราณวิญญาณแค้น ปราณศพ ปราณพิฆาต และปราณมารเหล่านั้น ก็ถือเป็นปราณฟ้าดินชนิดหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ปราณฟ้าดินเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นธาตุหยิน โดยทั่วไปแล้ว มักจะก่อตัวขึ้นเฉพาะในสถานที่ที่มีกลิ่นอายของความชั่วร้ายและมีพลังหยินรุนแรงเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หลุมศพหมู่ สนามรบ หรือสถานที่พิเศษบางแห่ง
หรืออย่างเช่น... ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารบางคนที่มีความเชี่ยวชาญในการหลอมสร้างผีดิบและมารร้าย มักจะใช้ศพหรือของสิ่งอัปมงคลที่รวบรวมมา เพื่อกักเก็บปราณอัปมงคลนานาชนิด จากนั้นก็จงใจสร้างสภาพแวดล้อมจำเพาะขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์
เพื่อใช้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ในการเลี้ยงศพ และหลอมมาร
ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลธรรมดาทั่วไปจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภายในถ้ำเบื้องหน้านี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นดินแดนต้องห้ามที่มีปราณอัปมงคลครบสูตรซ่อนอยู่
และยังมีความเป็นไปได้สูงมากว่ามันถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ มิเช่นนั้น คงยากที่จะอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงมีสิ่งชั่วร้ายหลุดรอดออกมาจากข้างในมากมายถึงเพียงนี้
"วี้ดดด... วี้ดดด..."
ในตอนนั้นเอง ร่างเงาสีดำจางๆ ร่างหนึ่งก็ลอยออกมาจากภายในถ้ำ
รูปลักษณ์ของเงาร่างนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นชายวัยกลางคน บนศีรษะของมันยังมีกระบี่สั้นเล่มหนึ่งปักคาอยู่ ดูออกได้ในทันทีว่ามันคือภูตผีที่ตายมานานเท่าใดแล้วก็ไม่อาจทราบได้
ฟุ่บ——!!!
กู้หย่วนเพียงใช้นิ้วดีดเบาๆ ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป บดขยี้ภูตผีตนนั้นจนแหลกสลายหายไปในพริบตา
กู้หย่วนกลับไม่ได้บุกเข้าไปในถ้ำทันที แต่เลือกที่จะยืนรออยู่อย่างเงียบๆ
ผ่านไปไม่นานนัก ร่างๆ หนึ่งก็ควบคุมของวิเศษรูปทรงขนนก บินตรงมาจากแดนไกล
คนผู้นี้มีหน้าตาธรรมดาไม่ได้โดดเด่นอะไร จะมีก็เพียงดวงตาทั้งคู่ที่ทอประกายเจิดจ้า เขาคือเหมยฉางซานผู้ที่เคยพบหน้ากู้หย่วนมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งนั่นเอง
เมื่อเหมยฉางซานร่อนลงจอด เขาก็รีบโค้งกายประสานมือทำความเคารพกู้หย่วนในทันที
"ผู้น้อยเหมยฉางซาน คารวะผู้อาวุโสขอรับ"
กู้หย่วนโบกมือปัด
"ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธี"
จากนั้นเขาจึงกล่าวต่อ
"จุดประสงค์ที่ข้าเรียกเจ้ามา เจ้าคงจะรู้ดีอยู่แล้ว เป็นอย่างไรล่ะ? อยากจะตามข้าเข้าไปดูข้างในหรือไม่?"
เหมยฉางซานพยักหน้าโดยไม่ลังเล
"ผู้น้อยตั้งใจจะติดตามผู้อาวุโสเข้าไปขอรับ"
"ดี งั้นพวกเราเข้าไปกันเถอะ"
กู้หย่วนพยักหน้ารับ และไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม
ส่วนเรื่องที่ว่าข้างในจะมีกับดักซุ่มโจมตีอยู่หรือไม่นั้น... เมื่อครู่นี้กู้หย่วนได้ให้เสี่ยวชิงกับอาอู๋ล่วงหน้าเข้าไปสำรวจดูรอบหนึ่งแล้ว สิ่งที่พวกมันรายงานกลับมาก็คือ ภายในนั้นมีปิศาจและสิ่งชั่วร้ายอยู่จริง ซ้ำยังมีโลงศพและอุโมงค์ใต้ดินที่มีลักษณะพิเศษอีกด้วย
แต่ทว่า นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอันตรายอีก
อีกทั้งด้วยพลังฝึกปรือและความแข็งแกร่งของกู้หย่วนในปัจจุบัน ตราบใดที่ไม่ได้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับหยินเสินโดยตรง เขาก็ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัวเลยสักนิด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เขายังมีกลุ่มสัตว์วิญญาณคู่ใจ ไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อกระบี่หยกมรกต ตะขาบสวรรค์หลังเงิน และพญางูเขมือบสวรรค์คอยเป็นลูกมืออยู่อีก
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กู้หย่วนย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ต่อให้ต้องเผชิญกับอันตรายจริงๆ เขาก็สามารถหลบหนีออกมาได้ทันท่วงที
เมื่อก้าวเท้าเดินเข้าไปในถ้ำ กู้หย่วนก็สัมผัสได้ในทันทีว่าอุณหภูมิรอบด้านเริ่มลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านพยายามจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
ทว่า กู้หย่วนไม่จำเป็นต้องโคจรลมปราณแท้ด้วยซ้ำ เพียงแค่อาศัยพลังปราณสายเลือดในกายที่หมุนเวียนอยู่ตามธรรมชาติ ก็สามารถต้านทานปราณชั่วร้ายเหล่านั้นไว้ภายนอกได้ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ก็มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยมาแตะจมูก โชคดีที่ร่างของกู้หย่วนมีแสงเรืองรองวาบขึ้นมา ป้องกันกลิ่นอับเหล่านั้นไว้ด้านนอกจนหมดสิ้น
แม้แสงสว่างภายในถ้ำจะค่อนข้างสลัว แต่ประสาทสัมผัสของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นเหนือชั้นกว่าคนทั่วไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องเพียงแค่นี้
หลังจากเดินผ่านเส้นทางอันทอดยาว เลี้ยวซ้ายแลขวาอยู่หลายตลบ ไม่นานนักกู้หย่วนก็สังเกตเห็นสภาพแวดล้อมภายในถ้ำเป็นสิ่งแรก
หากจะพูดให้ถูก นี่คืออุโมงค์ใต้ดินแห่งหนึ่งต่างหาก
พื้นของอุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้ไม่ใช่พื้นหินแต่อย่างใด ทว่าเป็นพื้นดินโคลนที่ค่อนข้างอ่อนนุ่ม
อีกทั้งดินเหล่านี้ก็ไม่ใช่ดินธรรมดา พวกมันมีสีดำอมเทา และเมื่อเพ่งมองดูให้ดี จะเห็นวัตถุสีแดงคล้ำและสีขาวหม่นปะปนอยู่ด้วย
สีแดงคล้ำคือรอยเลือดที่ผสมปนเปกับเศษเนื้อมนุษย์และก้อนดินจนแข็งเกรอะกรัง ส่วนวัตถุสีขาวหม่นนั้นคือเศษกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกระดูกของมนุษย์ทั้งสิ้น
อุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก กินอาณาบริเวณกว่าสิบหลี่ และหลังจากที่ก้าวเข้ามาในอุโมงค์ กู้หย่วนก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศรอบกายพลันบีบรัดแน่นขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะคลายตัวลง ราวกับว่าเขาได้หลงเข้ามาในพื้นที่พิเศษบางอย่าง
ทว่ากู้หย่วนรู้ตัวดี อุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้ถูกคนวางค่ายกลอาคมเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด ภายนอกดูเหมือนเป็นเพียงอุโมงค์ใต้ดิน ทว่าแท้จริงแล้วมันคือดินแดนวิเศษในรูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"ดินแดนเลี้ยงศพเก้าหยินงั้นหรือ?"
กู้หย่วนจ้องมองอุโมงค์ใต้ดินตรงหน้าด้วยแววตาเคร่งเครียด พลางเกิดความคิดที่ดูไร้สาระขึ้นมาในหัว
"คงไม่ได้บังเอิญมาเจอแจ็คพอตเข้าหรอกนะ หรือว่าที่นี่จะเป็นอาณาเขตของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารระดับหยินเสินจริงๆ?"
สิ่งที่เรียกว่า ดินแดนเลี้ยงศพเก้าหยิน อันที่จริงคือพื้นที่พิเศษที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ โดยอาศัยศพ ภูตผีปีศาจ เลือดเนื้อ และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ฟูมฟักจนกลายเป็นดินแดนเลี้ยงศพ ซึ่งภายในนั้นจะอัดแน่นไปด้วยปราณหยิน ปราณชั่วร้าย ปราณศพ ปราณมาร และกลิ่นอายพิฆาตอันแสนเข้มข้น
(จบตอน)